มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 30 ข่มขู่ (2)
บทที่ 30 ข่มขู่ (2)
หลายวันต่อมา ท่ามกลางบรรยากาศภายในเหลาสุราอันเลื่องชื่อยามราตรีควรจะรื่นเริงด้วยเสียงดนตรีและรสนุ่มของสุราชั้นเลิศ ทว่าสำหรับฉู่จิ้งหยวนในยามนี้ รสชาติของสุราที่ไหลผ่านลำคอกลับขมปร่ายิ่งกว่ายาพิษ
เขานั่งอยู่ในมุมอับของห้องส่วนตัว สภาพร่างกายดูซูบโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เคยประณีตบัดนี้ดูหลวมโพร่ง ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมทรงอำนาจกลับหม่นหมองและเต็มไปด้วยร่องรอยของความวิตกกังวล
เบื้องหน้าของเขาคือเหล่าสหายเก่าที่เคยร่วมดื่มกินและประจบประแจงในยามที่เขารุ่งเรือง ทว่าบัดนี้สายตาของคนเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความระแวดระวังและห่างเหิน ฉู่จิ้งหยวนกระดกสุราเข้าปากถ้วยแล้วถ้วยเล่า ก่อนจะเริ่มปรับทุกข์ถึงความยากลำบากที่รุมเร้าสกุลฉู่ในเวลานี้ ท่ามกลางเสียงถอนหายใจที่ดูจอมปลอมของบรรดาสหาย
“สหายรัก ยามนี้ข้าถึงคราวอับจนจริง ๆ ข้ามีเรื่องด่วนที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก หากไม่ได้เงินก้อนนี้มาข้าต้องแย่แน่ พวกเจ้าพอจะให้ข้าหยิบยืมก่อนชั่วครู่ได้หรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงสั่นพร่า แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
ทว่าทันทีที่เขาเอ่ยถึงจำนวนเงินมหาศาลที่ต้องการ ความเงียบกริบก็เข้าปกคลุมโต๊ะอาหารในทันที สหายแต่ละคนต่างพากันหลบสายตา บ้างก็แสร้งทำเป็นกระแอมไอ บ้างก็อ้างว่าช่วงนี้การค้าฝืดเคือง ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกนำไปลงทุนจนหมดสิ้น
“หนึ่งแสนตำลึงทอง…ใต้เท้าฉู่ ท่านล้อพวกข้าเล่นใช่หรือไม่ จำนวนเงินมากมายเพียงนั้น ต่อให้พวกข้าขายบ้านขายที่ดินรวมกันก็ยังไม่อาจรวบรวมมาให้ท่านได้เลย” สหายคนหนึ่งเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ
ในขณะที่ฉู่จิ้งหยวนกำลังจะดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความสิ้นหวัง สหายผู้หนึ่งที่ดูมีเล่ห์เหลี่ยมกว่าใครก็วางจอกสุราลงแล้วโน้มตัวเข้ามาหาเขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูหวังดี
“ใต้เท้าฉู่ ในเมื่อพวกข้าไม่มีกำลังพอจะช่วยได้ เหตุใดท่านไม่ลองไปกู้ยืมเงินจากหอการค้าตงหลิวดูเล่า?”
ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้ว “หอการค้าตงหลิวอย่างนั้นหรือ? ข้าเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง แต่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง”
“หอการค้านี้ขึ้นชื่อเรื่องความมั่งคั่งและมีระเบียบวินัยยิ่งนัก ดอกเบี้ยก็ไม่ได้แพงเกินเหตุเมื่อเทียบกับที่อื่น ด้วยชื่อเสียงและตำแหน่งขุนนางของท่านที่ยังคงมีอยู่ แม้จะถูกลดขั้นไปบ้าง แต่หากใช้ตำแหน่งรับประกันและทำสัญญาให้รัดกุม ข้าเชื่อว่าหอการค้าตงหลิวคงยินดีเปิดคลังให้ท่านกู้ยืมอย่างแน่นอน” สหายผู้นั้นเริ่มโน้มน้าวด้วยท่าทีที่น่าเชื่อถือ
ฉู่จิ้งหยวนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความคิดในหัวตีรันฟันแทงกันอย่างหนัก เขาพยายามหาทางหนีทีไล่อยู่ในใจ ยามนี้เขาจนปัญญาแล้วจริง ๆ เขาไม่อาจไปแบกหน้าขอยืมเงินจากจ้าวซือฉีได้อีก เพราะของเก่าเขายังไม่มีปัญญาหามาคืนนางเลย
และที่สำคัญที่สุด หากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการตัดสินโทษผิดพลาดนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของอัครเสนาบดีจ้าว เขาคงถูกมองว่าไร้ความสามารถและกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่ต้องถูกตัดทิ้งในทันที
สกุลจ้าวโหดเหี้ยมเพียงใดเขารู้ดีที่สุด หากไม่มีประโยชน์ให้ใช้สอย เขาก็เป็นเพียงมดปลวกที่รอวันถูกเหยียบย่ำ
“ตกลง ข้าจะลองไปติดต่อหอการค้าตงหลิวดู” เขาตอบออกไปในที่สุดด้วยเสียงที่แหบพร่า
สหายผู้แนะนำยกยิ้มที่มุมปากอย่างลึกลับพลางยกสุราขึ้นดื่ม
“เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดนักใต้เท้าฉู่ ข้าขออวยพรให้ท่านเจรจาได้สำเร็จสมปรารถนา”
ฉู่จิ้งหยวนไม่ได้สังเกตเห็นประกายตาแปลกประหลาดของสหายผู้นั้นแม้แต่น้อย เขาทำเพียงรีบดื่มสุราที่เหลืออยู่ให้หมดและก้าวออกจากเหลาสุราไปด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น
เรือนมู่ตาน
ขณะเดียวกัน หลังจากที่ฉู่หยางได้รับการตอบกลับจากรัชทายาท เขาก็เรียกเหยียนเจินเข้ามาพบเพื่อตรวจสอบแผนการที่เตรียมไว้ โดยข้อมูลลับที่เขาสืบทราบมาคือ ใต้เท้าจาง ขุนนางระดับกลางที่เป็นหนึ่งในคนขององค์ชายรอง เขาไม่ใช่ขุนนางที่ซื่อสัตย์เท่าใดนักและกำลังดำเนินการลักลอบขนส่งเสบียงทหารส่วนเกินเพื่อนำไปขายทำกำไรเข้าคลังของตนเอง โดยที่แม้แต่องค์ชายรองเองก็ไม่ล่วงรู้เช่นเดียวกัน
ฉู่หยางไม่ได้เลือกที่จะแจ้งความผิดนี้โดยตรง เพราะนั่นจะทำให้องค์ชายรองไหวตัวทัน และอาจจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองก่อน ทำให้เขาหมดโอกาสจะป้ายความผิดไปยังตัวองค์ชายรองได้
ฉู่หยางจึงสั่งให้คนของเขาแฝงตัวเป็นโจรร้ายดักปล้นขบวนเสบียงนั้นกลางป่า ทว่าไม่ได้เอาทรัพย์สินไปทั้งหมด แต่กลับจงใจทิ้งหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งไว้ในลังไม้ที่บรรจุเสบียง นั่นคือหลักฐานการติดต่อกับกลุ่มกบฏที่เหลือรอดทางตอนเหนือ ซึ่งทางราชสำนักพยายามกวาดล้างมาโดยตลอด
หากเสบียงทหารที่ควรจะส่งให้ทางการ กลับถูกพบว่ามีการซุกซ่อนหลักฐานการติดต่อกับกลุ่มกบฏไว้ ใต้เท้าจางย่อมไม่อาจแก้ตัวได้พ้น และองค์ชายรองก็จะถูกลากเข้ามาพัวพันด้วยเช่นกัน
ท้องพระโรงวังหลวง
ในเช้าวันนี้ บรรยากาศภายในท้องพระโรงพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าขุนนางที่เดินเข้าประจำที่ กลิ่นกำยานหอมกรุ่นอบอวลทว่ากลับชวนให้รู้สึกอึดอัด ฮ่องเต้ประทับเหนือบัลลังก์มังกร แววตาคมปลาบกวาดมองข้าราชบริพารเบื้องล่างด้วยความเรียบเฉย
ทันใดนั้น องครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาคุกเข่ากลางท้องพระโรงพร้อมีกาเร่งด่วน
“กราบทูลฝ่าบาท! เมื่อคืนวานหน่วยลาดตระเวนพบขบวนขนส่งเสบียงของกรมโยธาถูกลักลอบนำออกนอกเส้นทางที่ป่าแถบชานเมือง จากการตรวจสอบพบการทุจริตยักยอกเสบียงหลวงจำนวนมหาศาล และที่ร้ายแรงกว่านั้น…เราพบหลักฐานการติดต่อกับกลุ่มกบฏทางตอนเหนือที่ซุกซ่อนอยู่ในลังเสบียงเหล่านั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
สิ้นคำรายงาน บรรยากาศในท้องพระโรงพลันสั่นสะเทือนด้วยเสียงซุบซิบ ฮ่องเต้ทรงทุบแท่นพนักเสียงดังสนั่น แววตาฉายชัดถึงความพิโรธ
“กลุ่มกบฏทางตอนเหนือ? กรมโยธาไปเกี่ยวอันใดกับคนพวกนั้น! ใต้เท้าจาง เจ้าอยู่นี่หรือไม่!”
ใต้เท้าจางผู้มีใบหน้าซีดเผือดประหนึ่งกระดาษก้าวออกมาคุกเข่าตัวสั่นงันงก
“กะ…กราบบังคมทูลฝ่าบาท กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมไม่เคยรู้เรื่องนี้มามาก่อน!”
ขณะเดียวกัน ทางด้านองค์ชายรองเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามจะก้าวออกมาช่วยเหลือคนของตน
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้อาจมีบางอย่างผิดพลาด ใต้เท้าจางทำงานรับใช้มานาน…”
ทว่ายังไม่ทันที่องค์ชายรองจะเอ่ยจบ รัชทายาทกลับก้าวออกมาด้วยท่าทีที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรม
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ลูกเห็นว่าเรื่องนี้มีพิรุธมานานแล้ว จึงได้กำชับให้หน่วยลาดตระเวนเฝ้าระวังเส้นทางขนส่งเสบียงเป็นพิเศษ ข้อมูลที่หน่วยลาดตระเวนพบนั้นสอดคล้องกับรายงานการยักยอกที่ลูกกำลังรวบรวมอยู่พอดีพ่ะย่ะค่ะ การที่พบหลักฐานการติดต่อกับกลุ่มกบฏทางตอนเหนือนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่!”
รัชทายาททรงส่งสัญญาณให้คนสนิทนำหลักฐานอีกปึกหนึ่งขึ้นถวาย
“นี่คือบันทึกลับที่สายของลูกสืบมาได้พ่ะย่ะค่ะ พบว่ามีการติดต่อกันระหว่างขุนนางในราชสำนักบางส่วนกับกลุ่มกบฏทางตอนเหนือมาหลายเดือนแล้ว”
ฮ่องเต้ทรงกวาดสายตาอ่านีกานั้นด้วยความเงียบงันทว่าบรรยากาศกลับกดดันยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า องค์ชายรองที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาตระหนักดีว่ายามนี้หากเขาขยับตัวแม้เพียงนิด ความสงสัยของเสด็จพ่อย่อมลามมาถึงตัวเขาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ การที่รัชทายาทมีหลักฐานพร้อมเช่นนี้ แสดงว่าอีกฝ่ายได้เตรียมการไว้หมดแล้วนั่นเอง
“บังอาจนัก! ใต้เท้าจาง ทุจริตเสบียงหลวงยังพอยกเว้นโทษตายได้บ้าง แต่สมคบคิดเตรียมการกบฏ ข้าไม่อาจละเว้น! ทหาร! ลากตัวใต้เท้าจางไปคุมขัง รอการประหารชีวิตและริบทรัพย์เก้าชั่วโคตร! ส่วนกรมโยธาทั้งหมด ให้หน่วยตรวจสอบเข้าค้นอย่างละเอียด ใครมีส่วนเกี่ยวข้องอย่าได้ละเว้น!”
“ฝ่าบาท! กระหม่อมถูกใส่ร้าย! ขอฝ่าบาทโปรดเมตตาด้วย!”
ใต้เท้าจางตะโกนร้องขอความเมตตาขณะถูกทหารลากตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่องค์ชายรองทำได้เพียงมองดูคนของตนถูกกำจัดต่อหน้าต่อตาด้วยความเจ็บแค้น แต่ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้
“รัชทายาท เจ้าทำได้ดีมาก หากไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นหูเป็นตาให้แผ่นดิน ป่านนี้เสบียงหลวงคงรั่วไหล และภัยมืดคงลามปามจนยากจะควบคุม เจ้าจงเป็นตัวแทนข้า จัดการสะสางเรื่องนี้ให้เรียบร้อย” ฮ่องเต้ทรงเอ่ยชมด้วยความพอพระทัย
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ” รัชทายาททรงน้อมรับบัญชาด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
เมื่อจบการประชุมช่วงเช้า รัชทายาทก็กลับไปยังวังบูรพาด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ ผลงานชิ้นใหญ่นี้ได้ถูกช่วงชิงมาเป็นของพระองค์อย่างเบ็ดเสร็จ ในขณะที่ขุนนางมือดีขององค์ชายรองถูกกำจัดทิ้งไปอย่างถาวรโดยที่อีกฝ่ายไม่อาจโต้แย้งได้เลย