มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 31 ความลับไม่มีบนโลก (2)
บทที่ 31 ความลับไม่มีบนโลก (2)
เรือนเหมยฮวา
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ภายในเรือนเหมยฮวาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกำยานบุปผา หลิวอันเซียงนั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง จิบชาชั้นเลิศพลางทอดสายตามองนกกระจิบที่กำลังเกาะอยู่บนกิ่งเหมย
ทันใดนั้น องครักษ์เงาผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นคุกเข่าเบื้องหน้านาง พร้อมกับวางหีบไม้ใบเดียวกับที่ฉู่จิ้งหยวนเพิ่งจะวางทิ้งไว้ที่เหลาสุราเยว่ฉีลงบนพื้น
“เรียนฮูหยิน เงินหนึ่งแสนตำลึงทองจากใต้เท้าฉู่ขอรับ”
หลิวอันเซียงปรายตามองหีบไม้นั้นด้วยแววตาเรียบเฉย นางยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นเยียบพลางเอ่ยเสียงเบา
“ดีมาก”
นางขยับจอกชาขึ้นแตะริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยถามองครักษ์เงาต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยังมีเรื่องอันใดที่เจ้าต้องรายงานอีกหรือไม่?”
“ขอรับ เป็นเรื่องของคุณชายใหญ่ฉู่หยาง หลังจากได้รับความไว้วางใจจากรัชทายาท เขาก็เริ่มลงมือวางแผนจัดการขุนนางฝ่ายองค์ชายรองจนถูกลงโทษไปหลายคนแล้วขอรับ ล่าสุดเขาสามารถแย่งชิงผลงานชิ้นใหญ่มาให้รัชทายาทได้สำเร็จจนกลายเป็นคนโปรดในเงามืดไปเสียแล้ว”
หลิวอันเซียงนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบกลับมีประกายบางอย่างวาบผ่าน
“ฉู่หยาง…เจ้าช่างขยันสร้างหนทางสู่ความพินาศให้ตัวเองนักนะ คิดจะปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาโดยการเป็นมือเท้าให้ราชวงศ์งั้นหรือ?”
นางโบกมือไล่องครักษ์เงาให้ถอยออกไป ก่อนจะนั่งครุ่นคิดอยู่เพียงลำพังในห้องที่เงียบงัน เรื่องความขัดแย้งระหว่างรัชทายาทและองค์ชายรองนั้นเป็นเรื่องการเมืองที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน หากนางคิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพื่อจัดการกับบุตรชายคนดีของนาง นางย่อมต้องเดินหมากอย่างระมัดระวังที่สุด
เพราะหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ความพินาศอาจไม่ได้ตกอยู่ที่สกุลฉู่เพียงอย่างเดียว แต่อาจลามปามมาถึงตัวนางและฉู่หลันด้วย
หลิวอันเซียงขยับกายเรียกองครักษ์เงาอีกคนเข้ามาทันที
“ไปตามสืบข้อมูลความสัมพันธ์และความเคลื่อนไหวทั้งหมดระหว่างรัชทายาทและองค์ชายรอง รวมถึงโครงสร้างขั้วอำนาจในราชสำนักยามนี้มาให้ละเอียดที่สุด อย่าให้ตกหล่นแม้เพียงเรื่องเดียว ข้าต้องการรู้ว่าเบื้องหลังของรัชทายาทมีใครคอยชี้แนะ และองค์ชายรองมีจุดอ่อนที่ใดบ้าง”
“ขอรับฮูหยิน!”
เมื่อองครักษ์เร้นกายหายไป หลิวอันเซียงก็หยิบพู่กันขึ้นมาจดบันทึกบางอย่างลงในกระดาษ แววตาของนางฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยวและอำมหิตที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้ใบหน้าอันงดงาม
ยิ่งฉู่หยางได้รับความไว้วางใจจากรัชทายาทมากเท่าใด ยามที่เขาล้มเหลว ก็จะกลายเป็นเสี้ยนหนามที่รัชทายาทอยากกำจัดมากเท่านั้น…
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งเดือนนับตั้งแต่ฉู่จิ้งหยวนนำเงินหนึ่งแสนตำลึงไปมอบให้บุคคลนิรนามยังเหลาสุราเยว่ฉี เขาได้เฝ้าคอยด้วยใจระทึกมาโดยตลอดในทุก ๆ วัน ทว่าทุกอย่างรอบกายกลับยังคงเงียบสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการสืบสวนหรือสายตาจับจ้องจากหน่วยงานตรวจสอบของใต้เท้าไป๋
ความหวาดหวั่นที่เคยเกาะกินลึกถึงกระดูกค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความตายใจว่าเงินหนึ่งแสนตำลึงทองนั้นได้ฝังกลบความลับอันดำมืดของเขาไว้ใต้ปฐพีอย่างสมบูรณ์แล้ว
“หึ ในที่สุดสวรรค์ก็ยังเข้าข้างข้า”
เขาพึมพำกับตนเองพลางแต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดีประณีต สีหน้าท่าทางที่เคยซูบตอบเริ่มกลับมาดูมีสง่าราศีอีกครั้งด้วยความเบาใจ
เช้าวันนั้น อากาศภายนอกสดใสและเย็นสบาย ฉู่จิ้งหยวนก้าวออกจากจวนด้วยท่าทีอารมณ์ดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาเนิ่นนาน เขามีนัดสำคัญกับจ้าวซือฉีที่อารามเก่าแก่บนเขานอกเมืองตามปกติเช่นเคย
คล้อยหลังรถม้าสกุลฉู่เคลื่อนพ้นประตูจวนไปได้เพียงไม่นาน ภายในเรือนเหมยฮวาที่เงียบสงบ องครักษ์เงาผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางเงาไม้ คุกเข่ารายงานต่อหน้าหลิวอันเซียงที่กำลังจรดพู่กันเขียนอักษรอย่างใจเย็น
“เรียนฮูหยิน ใต้เท้าฉู่เดินทางออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังอารามนอกเมืองแล้วขอรับ”
หลิวอันเซียงชะงักปลายพู่กันเล็กน้อย นัยน์ตาหงส์ทอประกายเย็นเยียบพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหล่าฮูหยินกำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปนอกเมืองเช่นเดียวกัน” องครักษ์รายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ดีมาก…”
หลิวอันเซียงวางพู่กันลงพลางยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างรื่นรมย์ ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นออกมาอย่างอารมณ์ดี
เมื่อฉู่จิ้งหยวนเดินทางมาถึงยังอารามนอกเมืองหลวง เขาก็ได้ก้าวลงจากรถม้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า แววตาของเขาไร้ซึ่งความกังวลที่เคยทับถมมาเนิ่นนาน ราวกับว่าเมฆหมอกร้ายได้จางหายไปจากชีวิตสิ้นแล้ว
เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ มุ่งหน้าสู่เรือนรับรองด้านหลังอาราม สถานที่นัดพบประจำของเขาและจ้าวซือฉี
ภายในห้องรับรองที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมรัญจวน จ้าวซือฉีนั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยอาภรณ์สีม่วงอ่อนที่ขับเน้นผิวพรรณของนางให้ดูผุดผ่อง ทันทีที่ประตูเปิดออกและฉู่จิ้งหยวนก้าวเข้ามา แววตาของทั้งคู่ก็สอดประสานกันด้วยความโหยหาอย่างเปิดเผย
“ซือฉี ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก” ฉู่จิ้งหยวนเอ่ยเสียงพร่าพลางถลาเข้าไปกอดหญิงสาวไว้แนบอก
“ท่านพี่ วันนี้ท่านดูอารมณ์ดีนัก มีเรื่องอันใดให้น่ายินดีหรือเจ้าคะ?” นางถามพลางส่งยิ้มยั่วยวน มือเรียวสวยลูบไล้ไปตามแผ่นอกของเขา
ฉู่จิ้งหยวนไม่ได้ตอบคำถามในทันที ทว่ากลับเลือกที่จะมอบสัมผัสอันเร่าร้อนลงบนริมฝีปากของนาง ความอึดอัดที่สั่งสมมานานหลายสิบวันถูกระบายออกผ่านรสสัมผัสอันดื่มด่ำ ทั้งสองโอบกอดและพากันก้าวไปสู่เตียงไม้กว้างขวางเบื้องหลังม่านมุ้งบางเบา จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งราคะและความปรารถนาที่มืดบอด โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอกแม้แต่น้อย
ในขณะที่สองร่างกำลังพัวพันกันด้วยไฟพิศวาส องครักษ์สกุลจ้าวฝีมือดีสี่ห้าคนที่กระจายตัวอยู่รอบเรือนรับรองเพื่อคุ้มกันคุณหนูของตน ทันใดนั้นเองก็มีปรากฏเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ฉับพลัน องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูยังไม่ทันได้ชักกระบี่ออกจากฝัก คมมีดที่เย็นเยียบก็ปาดผ่านลำคออย่างรวดเร็วและแม่นยำ เลือดอุ่น ๆ พุ่งกระฉูดออกมาทว่ากลับไร้เสียงเล็ดลอด เนื่องจากมือหนาบีบปากของเขาไว้แน่นจนขาดใจตายในชั่วอึดใจ
กลุ่มคนชุดดำปริศนาที่จู่โจมฉับพลันนั้นมีวรยุทธ์ที่เหนือล้ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเคลื่อนไหวราวกับวิญญาณ ไร้เสียงฝีเท้า ไร้ความล้าหลัง องครักษ์สกุลจ้าวแต่ละคนถูกจัดการอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วทีละคน บ้างถูกหักคอ บ้างถูกซัดอาวุธลับเข้าจุดตาย
ท้ายที่สุดแล้ว บริเวณรอบเรือนรับรองที่เคยมีคนเฝ้าแน่นหนาก็กลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า
เหล่าชายชุดดำช่วยกันเคลื่อนย้ายร่างไร้วิญญาณขององครักษ์เหล่านั้นออกไปซ่อนในหลุมลับหลังเขาสูงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจที่ดังเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องรับรองอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริเวณตีนเขาทางทิศตะวันออก ขบวนรถม้าหรูหรานับยี่สิบคันกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้ามายังอารามอย่างช้า ซึ่งประกอบด้วยเหล่าฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลขุนนางผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวง นำโดยฮูหยินไป๋ สตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยเมตตาและเป็นขุนนางสายตงฉินที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ
“วันนี้อากาศดีนัก ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมทำบุญใหญ่กับข้าในวันนี้นะเจ้าคะ” ฮูหยินไป๋เอ่ยกับเหล่าสตรีที่ลงจากรถม้า
“ต้องขอบคุณฮูหยินไป๋ที่ชวนพวกเรามาเจ้าค่ะ อารามแห่งนี้เห็นว่าเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ข้าเองก็ตั้งใจมาขอบุตรชายให้สะใภ้พอดี” ฮูหยินสกุลขุนนางคนหนึ่งเอ่ยเสริม
เหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่แต่งกายประณีตหลากสีสันพากันเดินขึ้นบันไดหินมุ่งหน้าสู่ตัวอาราม ทว่าเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไป บรรยากาศที่เงียบงันจนเกินปกติกลับทำให้บางคนชะงักฝีเท้า