มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 5 ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสกุลฉู่ (2)
บทที่ 5 ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสกุลฉู่ (2)
นางเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปากเล็กน้อย แววตาคู่นั้นราวกับมองทะลุเข้าไปถึงหัวใจอันดำมืดที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวของชายตรงหน้าก็ไม่ปาน
ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งพลันบิดเบี้ยวด้วยโทสะทันควัน เมื่อถูกภรรยาที่เคยหัวอ่อนย้อนถามด้วยท่าทีท้าทายอำนาจเช่นนี้
เขาขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างกว้างใหญ่ของเขาพาดทับลงบนตัวสตรีร่างบางเบื้องหน้าอย่างกดดัน พลางจ้องเขม็งไปที่นางด้วยแววตาคาดคั้น
“อันเซียง! วันนี้เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่! เหตุใดถ้อยคำที่ออกจากปากเจ้าจึงมีแต่ขวากหนามเช่นนี้!”
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งที่ปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ หลิวอันเซียงกลับยังคงนั่งนิ่งสงบราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น นางหาได้มีความหวาดหวั่นต่อท่าทีคุกคามหรืออารมณ์ขุ่นเคืองของบุรุษตรงหน้าไม่ นิ้วเรียวงามลูบไล้ขอบสมุดบัญชีอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาด้วยแววตาที่เย็นชาจนน่าใจหาย
“หากท่านเห็นว่าการที่ข้าเข้มงวดกับนางเป็นเรื่องผิด และไม่พอใจในการกระทำของข้าถึงเพียงนั้น เช่นนั้นต่อจากนี้ไป ท่านก็จงรับหน้าที่สั่งสอนนางด้วยตนเองเถิด”
นางเว้นวรรคครู่หนึ่งพลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบาด้วยความรำคาญใจ
“เพียงแค่การดูแลกิจการร้านค้าในมือและงานดูแลเรื่องในจวน ข้าก็มีเรื่องให้ต้องแบกรับจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว หากต้องมาพะว้าพะวังเรื่องความรู้สึกอันบอบบางของบุตรสาวที่ท่านประคบประหงมอีก ข้าเกรงว่าตนเองคงจะรับไม่ไหวเป็นแน่”
ฉู่จิ้งหยวนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ตลอดเกือบยี่สิบปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา หลิวอันเซียงไม่เคยแม้แต่จะแสดงท่าทีรำคาญใจ หรือต่อต้านเขาเช่นนี้แม้เพียงครึ่งคำมาก่อน ไม่ว่าเขาจะเอ่ยปากสิ่งใด นางย่อมพร้อมจะคล้อยตามและพยายามทำทุกอย่างให้เขาพึงพอใจมาเสมอ
ทว่าเหตุใดวันนี้…สตรีที่หัวอ่อนผู้นั้นกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้กัน!
แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยโทสะที่คุกรุ่น ทว่าฉู่จิ้งหยวนก็ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจในการสงบสติอารมณ์ของตนเอาไว้ได้ ก่อนที่เขาจะเผยสีหน้าอ่อนลงจากเดิมพร้อมกับฝืนรอยยิ้มออกมา แล้วจึงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้เล่าอันเซียง ข้าเพียงแค่เป็นห่วงเจ้าก็เท่านั้น กลัวว่าความสัมพันธ์แม่ลูกระหว่างเจ้ากับเยว่เอ๋อร์จะมีรอยร้าวจนยากจะประสานให้เหมือนเดิมได้ก็เท่านั้นเอง พวกเราคนกันเองทั้งนั้น มีสิ่งใดก็ค่อย ๆ พูดจากันไม่ดีกว่าหรือ”
หลิวอันเซียงยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย นางรู้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังใช้ไม้อ่อน เพื่อดึงนางกลับไปเป็นหมากที่เชื่อฟังตัวเดิม ซึ่งในชาติก่อนเขาก็ใช้วิธีเช่นนี้เสมอ ทำให้นางหลงกลจนไม่ทันระแวดระวังงูพิษเช่นพวกเขาเลยสักนิด
“หากการที่มารดาสั่งสอนบุตรเพราะความปรารถนาดีจะทำให้เกิดรอยร้าวได้ เช่นนั้นก็คงเรียกได้เพียงคำเดียวว่า ‘อกตัญญู’ แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่เห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”
คำว่า ‘อกตัญญู’ ราวกับค้อนหนักที่ทุบลงแสกหน้าของฉู่จิ้งหยวนจนเขาถึงกับสะอึกไปเล็กน้อย เดิมทีเขาตั้งใจจะมาทวงความยุติธรรมและกดดันให้นางยอมอ่อนข้อและไปขอโทษบุตรสาว ทว่ากลับไม่คิดเลยว่าหลิวอันเซียงจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้
เขารู้ได้ทันทีว่า หากยังดึงดันโต้เถียงต่อไปด้วยอารมณ์ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเขาเองอย่างแน่นอน เนื่องจากเขายังไม่อาจแตกหักกับนางในเวลานี้ได้
ไม่ใช่เพราะความรักที่มีให้ ทว่าเพราะเรื่องเงินทองมหาศาลจากทรัพย์สินของนาง และการสนับสนุนตำแหน่งขุนนางของเขายังคงต้องพึ่งพาสตรีนางนี้คอยจัดการเบื้องหลังให้ทั้งหมด
ท้ายที่สุด ฉู่จิ้งหยวนก็ตัดสินใจถอยหนึ่งก้าว เขาแสร้งถอนหายใจยาวเหยียดเฮือกหนึ่งอย่างจนใจ
“เอาเถิด ในเมื่อเจ้าเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้ ข้าก็คงไม่อาจตำหนิเจ้าได้อีก เจ้าทำตามที่เห็นว่าสมควรเถิด อย่างไรเจ้าก็เป็นมารดาของนาง ย่อมรู้ดีที่สุดว่าควรจะขัดเกลาบุตรสาวอย่างไร”
หลิวอันเซียงแค่นเสียงหึเย้ยหยันอยู่ภายในใจคราหนึ่ง เหตุใดชาติก่อนนางจึงโง่งมจนไม่เคยสังเกตเลยว่าชายผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายและเห็นแก่ตัวถึงเพียงนี้
ยามที่นางยังมีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยว เขาก็พร้อมจะหุบเขี้ยวเล็บและสวมหน้ากากสามีผู้แสนดีเพื่อรักษาบ่อเงินบ่อทองเอาไว้
กลับกันแล้ว เมื่อใดก็ตามที่นางไร้ประโยชน์ เขาก็พร้อมจะถีบหัวส่งและกำจัดนางทิ้งอย่างไม่ไยดี เหมือนที่นางเคยเผชิญมาแล้วในวาระสุดท้ายของชาติก่อนนั่นเอง
ทว่าเวลานี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะกระชากหน้ากากอันโสมมนี้ออก นางจึงต้องยอมตามน้ำไปก่อนเพื่อรักษาความสงบจอมปลอมนี้ไว้ จวบจนกระทั่งแผนการทั้งหมดของนางดำเนินไปได้อย่างราบรื่นจนสำเร็จ
หลิวอันเซียงหลุบตาลงเล็กน้อย เพื่อบดบังแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความแค้น จากนั้นนางจึงแสร้งถอนหายใจยาวพร้อมกับเผยสีหน้าที่ดูอ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน
“ขอบคุณท่านพี่ที่เข้าใจข้าเจ้าค่ะ ทว่าข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งต้องการหารือกับท่าน ข้าใคร่ครวญดูแล้ว คิดอยากจะรับฉู่หลันเข้ามาเป็นบุตรในนามอีกคน โดยข้าตั้งใจจะทำพิธียกนางขึ้นเป็นบุตรีภรรยาเอกอย่างเป็นทางการในงานวันเกิดของฉู่หลันที่ใกล้จะถึงนี้เจ้าค่ะ”
ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปมทันที แววตาของเขาฉายชัดถึงความไม่เข้าใจ เพราะเขารู้ดีว่าสตรีที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและรังเกียจสายเลือดอนุอย่างนางมาตลอดเกือบยี่สิบปี ย่อมไม่มีวันยอมให้นังเด็กที่เกิดจากอนุชั้นต่ำขึ้นมาตีเสมอเป็นแน่
นอกจากนี้ หากฉู่ซือเยว่รู้เรื่องเข้า เกรงว่าจวนสกุลฉู่คงได้ลุกเป็นไฟด้วยฝีมือของบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างแน่นอน!
“เรื่องนี้ข้าว่าคงไม่เหมาะกระมังอันเซียง…” ฉู่จิ้งหยวนส่ายหน้าช้า ๆ พลางเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงกังวล
“บุตรีอนุอย่างไรก็มีสายเลือดไม่ต้อยต่ำ จะให้ยกขึ้นมาเทียบเท่าบุตรีภรรยาเอกย่อมขัดต่อจารีตประเพณี อีกทั้งคนนอกจะพากันมองจวนเราอย่างไร ข้าเกรงว่ามันจะกลายเป็นเรื่องตลกขบขันในวงสังคมเสียมากกว่า”
หลิวอันเซียงแสร้งเผยสีหน้าลำบากใจออกมาทันที นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ท่านพี่…เมื่อเช้านี้ข้าเพิ่งได้พบความจริงที่บางอย่าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉู่หลันถูกบ่าวไพร่ในจวนรังแกอย่างทารุณมาเนิ่นนาน ยามที่ท่านและข้าละเลยเด็กคนนั้น นางก็ได้ถูกพวกคนใช้ยักยอกเบี้ยหวัดไปนานกว่าสามเดือน จนเด็กคนนั้นและสาวใช้ต้องปักถุงผ้าลอบออกไปขายหาเงินนอกจวนเพื่อประทังชีวิตรอดไปวัน ๆ”
นางหยุดพูดเว้นจังหวะ พลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่เริ่มหน้าถอดสี
“เรื่องนี้ข้าเกรงว่าคงล่วงรู้ไปถึงหูคนนอกไม่มากก็น้อยแล้ว หากวันใดที่เรื่องอัปยศนี้แดงขึ้นมา คนภายนอกย่อมต้องชี้นิ้วตราหน้าว่าจวนสกุลฉู่ของเราโหดเหี้ยมอำมหิต ร่วมมือกันรังแกบุตรีอนุที่ไร้ทางสู้เป็นแน่…”
เมื่อฉู่จิ้งหยวนได้ยินประโยคสุดท้าย สีหน้าของเขาก็พลันซีดเผือดลงทันที เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวพันกับหน้าตาและชื่อเสียงของตัวเขาอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เขากำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองเสนาบดีกรมยุติธรรม หากแม้แต่เรื่องความอยุติธรรมภายในจวนตนเองยังจัดการไม่ได้ แล้วเขาจะเอาหน้าไปว่าความขจัดทุกข์ให้ราษรได้อย่างไร
ตำแหน่งขุนนางที่เขาใกล้จะได้ครอบครองนี้ ย่อมต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน!