มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 6 หากเลี้ยงไม่เชื่อง ก็ไม่เลี้ยงมันแล้ว (2)
บทที่ 6 หากเลี้ยงไม่เชื่อง ก็ไม่เลี้ยงมันแล้ว (2)
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางช่างโง่งมจนน่าสมเพชนัก ควักเอาทรัพย์สินส่วนตัวเลี้ยงดูคนสกุลฉู่ไปจนเกือบหมดสิ้น
ทั้งสินเดิมมหาศาลที่นางนำติดตัวมาด้วยตอนตัดขาดความสัมพันธ์กับสกุลหลิว ทั้งกำไรจากกิจการร้านค้าและโรงเตี๊ยมในมือทุกแห่ง ทรัพย์สินทั้งหมดล้วนถูกนำมาจุนเจือและประดับประดาจวนแห่งนี้ประหนึ่งว่าเป็นเงินคลังของสกุลฉู่ก็ไม่ปาน
ร่างบางเงยหน้าขึ้นกวาดมองไปรอบห้อง นึกถึงข้าวของเครื่องใช้อันหรูหราที่ตั้งประดับอยู่ทุกซอกมุมของจวน และความเป็นอยู่ของสามพ่อลูกที่เสวยสุขบนกองเงินกองทองของนางช่วงที่ผ่านมา หลิวอันเซียงก็ได้แต่เค้นเสียงหัวเราะในลำคอออกมาอย่างเย็นชา เป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเองในอดีต
กินของของนาง ใช้ของของนางจนพุงกางถึงเพียงนี้ แต่พวกมันกลับคิดวางแผนปลิดชีพนางอย่างโหดเหี้ยมได้ลงคอ…
แววตาของหลิวอันเซียงพลันวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นทันที ในเมื่อพวกมันเป็นหมาป่าเลี้ยงไม่เชื่องที่คิดจะหันมาแว้งกัดเจ้าของ แล้วเหตุใดนางต้องควักเนื้อตัวเองเลี้ยงพวกมันต่อให้เสียเปล่าด้วยกัน!
หญิงสาวเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว นางหยิบถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นมาจิบ พลางครุ่นคิดถึงหมากกระดานถัดไปอย่างเงียบ ๆ
ต่อจากนี้ นางไม่เพียงแต่จะทวงคืนทรัพย์สมบัติทุกตำลึงกลับมาเท่านั้น แต่นางจะบีบให้พวกมันต้องคายสิ่งที่กลืนเข้าไปออกมาให้นางทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน
ทว่าการจะทำเช่นนั้นได้ นางจำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบและรัดกุมกว่าเดิม แม้ฉู่จิ้งหยวนจะดูจัดการได้ไม่ยาก เพราะเขาหลงในลาภยศและเงินทอง ทว่าเขาก็ใช่ว่าจะไร้พิษภัยเสียทีเดียว
แม้เขาจะไร้เงินทองทรัพย์สินส่วนตัว แต่เขากลับมีอำนาจขุนนางในราชสำนักหนุนหลังอยู่ไม่น้อย ด้วยเส้นสายและตำแหน่งรองเสนาบดีกรมยุติธรรมที่นางเคยทุ่มเทเงินทองช่วยเขาไขว่คว้ามาตลอดหลายปีนั่นเอง
หากนางต้องการต่อกรกับเขาให้ราบคาบ ลำพังเพียงกำลังของนางคนเดียวในยามนี้คงยากจะสำเร็จได้
ทันใดนั้นเอง ภาพใบหน้าของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในหัว เป็นใบหน้าที่นางเคยผลักไสและเมินเฉยมาตลอดในชาติก่อน ดวงตาหงส์พลันฉายแววสำนึกผิดออกมาจากใจจริงฉับพลัน ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนที่นางจะตัดสินใจหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ปลายพู่กันตวัดอย่างรวดเร็วอยู่นาน
เมื่อรอจนหมึกแห้งเรียบร้อยแล้ว หลิวอันเซียงจึงเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามาพบ
“เถียนจื่อ”
“บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ” สาวใช้รีบก้าวเข้ามาคุกเข่ารับคำสั่งด้วยความนอบน้อม
“เจ้านำจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่หอหย่าฉาจู กำชับว่าให้ส่งให้ถึงมือเถ้าแก่ใหญ่โดยเร็วที่สุด…”
“เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุด” เถียนจื่อรับคำสั่ง แล้วหมุนกายหายลับไปในความมืดของราตรีทันที
หลิวอันเซียงมองตามแผ่นหลังของเถียนจื่อที่ลับหายไป แววตาของนางพลันวูบไหวชั่วครู่ด้วยความไม่มั่นใจ นางไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะได้รับการตอบกลับหรือไม่ ทว่านางอยากลองเสี่ยงดูสักครั้ง
หากจดหมายฉบับนี้ได้รับการตอบกลับจริง เช่นนั้นต่อจากนี้ อำนาจในมือของนางก็จะแข็งแกร่งพอที่จะบดขยี้สกุลฉู่ให้กลายเป็นธุลีได้ไม่ยาก…
เช้าวันต่อมา แสงแดดอันอบอุ่นเริ่มทอส่องผ่านม่านหน้าต่างไปตกกระทบยังเปลือกตาบางของเด็กสาวบนเตียง ทำให้ฉู่หลันรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมา นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสะอาดของไม้หอมชั้นดีที่ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง
เด็กสาวยกมือขึ้นลูบไล้ที่นอนนุ่มนิ่มบนเตียง ก่อนจะตระหนักได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่เพียงความฝันอันแสนสั้นที่ตื่นมาแล้วจะสูญสลายไป หากแต่เป็นความจริงทั้งหมด
ยามนี้นางได้ย้ายเข้ามาอยู่ในความคุ้มครองของฮูหยิน และได้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนเหมยฮวาแห่งนี้แล้วจริง ๆ
ริมฝีปากบางที่เคยแห้งแตกพลันเผยรอยยิ้มละมุนออกมาด้วยความยินดีอย่างอดไม่ได้ หัวใจที่เคยหดหู่และหมองหม่นพลันพองโตด้วยความสุขล้นจากเรื่องที่เกิดขึ้น
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
อามู่ สาวใช้คนสนิทได้ก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยสีหน้าสดใสยิ่งกว่าวันใด นางรีบปรี่เข้ามาช่วยผู้เป็นนายตัวน้อยล้างหน้าและเตรียมผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตามหน้าที่
ทว่าเมื่อถึงเวลาต้องเลือกอาภรณ์สวมใส่ ทั้งอามู่และฉู่หลันต่างก็ต้องชะงักและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นชุดกระโปรงที่ตัดเย็บจากผ้าไหมและผ้าแพรเนื้อละเอียดนับสิบชุด ทุกผืนล้วนประดับลวดลายงดงามล้ำค่าที่พวกนางไม่เคยกล้าแม้แต่จะใฝ่ฝันถึง
“คุณหนูดูสิเจ้าคะ อาภรณ์พวกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน บ่าวไม่เคยเห็นอาภรณ์ที่งดงามถึงเพียงนี้มาก่อนเลย!”
อามู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นพลางหยิบชุดสีเขียวอ่อน ปักด้วยลวดลายดอกเหมยสีขาวนวลมาทาบบนตัวคุณหนูของนางด้วยความตื่นเต้น
“ช่างงดงามนัก…”
ฉู่หลันก้มมองอาภรณ์ชุดนั้นอย่างเหม่อลอย ดวงตาพลันเปล่งประกายด้วยความชื่นชอบอย่างปิดไม่มิด อามู่ที่เห็นเช่นนั้นจึงลงมือช่วยผู้เป็นนายแต่งตัวในทันที
หลังจากผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และได้รับการปรนนิบัติอย่างที่สตรีสูงศักดิ์ควรได้รับ อามู่ก็ช่วยเกล้าผมทรงเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความสง่างามให้ฉู่หลัน พร้อมประดับปิ่นมุกเม็ดเล็กที่ดูรับกับดวงหน้า
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ฉู่หลันก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่
ภาพสตรีที่ปรากฏในคันฉ่องนั้นมีใบหน้าที่แม้จะดูซูบผอมไปบ้าง แต่กลับดูงดงามขึ้นจากเดิมอย่างน่าประหลาด ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสราวกับมีดวงดาวนับพันซ่อนอยู่ และอาภรณ์ที่งดงามก็ช่วยส่งเสริมให้นางดูมีสง่าราศีสมเป็นคุณหนูสกุลขุนนางอย่างเต็มตัว
ช่างแตกต่างจากเด็กสาวที่เคยสวมเสื้อผ้าเก่าซ่อมซ่อและเนื้อตัวมอมแมมในอดีตอย่างสิ้นเชิง
“งามมาก…งามเหลือเกินเจ้าค่ะคุณหนู” อามู่กล่าวชมจากใจจริงพลางปาดน้ำตาแห่งความตื้นตันอย่างเงียบ ๆ
“ขอบใจเจ้ามากนะอามู่”
ฉู่หลันยิ้มตอบอย่างเขินอาย แววตาของนางเปล่งประกายวาววับด้วยความตื่นเต้นและยินดี ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายามนี้สายมากแล้ว นางจึงรีบชวนสาวใช้ไปพบมารดาคนใหม่ทันที
“รีบไปกันเถิด ข้าอยากไปพบท่านแม่ที่เรือนด้านข้าง ไม่อยากให้ท่านต้องรอนาน”
เด็กสาวก้าวเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยมีชีวิตชีวา นางตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นางจะปรนนิบัติและดูแลฮูหยินให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนความเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่อีกฝ่ายมอบให้
และนางจะขอปกป้องฮูหยินด้วยชีวิต ไม่ว่าภายภาคหน้าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดก็ตาม!
เพียงไม่นาน ฉู่หลันก็เดินมาถึงยังเรือนด้านข้าง เมื่อร่างบางก้าวเข้าสู่ห้องโถงด้านในของเรือนเหมยฮวา กลิ่นหอมกรุ่นของสำรับอาหารยามเช้าที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีตบรรจงก็ลอยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
ครั้นเห็นว่าหลิวอันเซียงกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ขณะเดียวกัน หลิวอันเซียงก็ได้ทอดมองเด็กสาวตรงหน้าในอาภรณ์ชุดใหม่ด้วยความเอ็นดูที่ฉายชัดออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ นางกวักมือเรียกพลางส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร
“หลันเอ๋อร์ มาเถิด มานั่งข้างแม่”
“เจ้าค่ะ”
ฉู่หลันตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใสพลางเดินเข้าไปนั่งลงข้างกายอีกฝ่าย
โดยตลอดมื้ออาหารนั้น หลิวอันเซียงคอยคีบกับข้าวเลิศรสใส่ลงในถ้วยของเด็กสาวไม่ขาดช่วง พลางสำทับด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุนให้นางทานเยอะ ๆ เพื่อบำรุงร่างกายที่เคยซูบผอมจากการขาดสารอาหารให้กลับมาแข็งแรงเช่นคนปกติ