มุมมองนักอ่านพระเจ้า : OMNISCIENT READER'S VIEWPOINT - ตอนที่ 488
ภาพของจางฮีวอนกำลังวิ่งไปข้างหน้าสามารถมองเห็นได้
เธอเคลื่อนตัวผ่านเหล่าผู้ไร้นามเฉกเช่นแสงจันทร์สะท้อนจากดาบ
คำตอบที่เธอค้นหาอยู่ตรงนี้แล้ว
[๒๒ ของอวตารจางฮีวอนคือ ‘การหลุดพัน’]
ทุกๆ คนต่างก็มี เป็นของตัวเอง ช่วงเวลาของการเลือกบทสรุป
ของตัวเองได้มาถึงแล้วสำหรับสหายของบริษัทของคิมทกจา
“จางฮีวอน”
ดาบแห่งการพิพากษาของเธอวาดวิถีอันน่าตื่นเต้น เหล่าสหายมองไป
ยังวิถีดาบนั้นและรีบไล่ตามเธอมา
ลีกิลยังกำลังจะทะยานขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับยูซานอา แต่ก็ต้อง
หยุดไว้เพราะมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“ชินยูซอง … ”
ชินยูซองยืนอยู่กับที่เพียงลำพังและกำลังร้องไห้อยู่ เธอยืนอยู่ใน
ตำแหน่งเดิม เท้าของเธอไม่ขยับไปไหน และสายตาของเธอก็จดจ้อง
แม้ว่าเขาจะสามารถช่วยคนอื่นได้อีกมากมายก็ตาม…
คอลเลคชั่นที่มีแต่ช่วงเวลาแย่ๆ นี้พยายามที่จะสร้างคิมทกจาคนใหม่
ให้กับเส้นโลกนี้ขึ้นมา
[ถ้าเขาทำสำเร็จ มันก็จะมีเพียงแต่การทำลายล้างที่รอคอยโลกใบนี้
อยู่]
ในไม่ช้า ภาพก็เปลี่ยนไปเป็นฉากในบันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก
มหาเรื่องราวผู้กอบกู้อิสรภาพแห่งผู้ที่ถูกหลงลืม
มันคือภาพของเขาที่ถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าเทพเจ้าภายนอกและ
กำลังปลดปล่อยเหล่าผู้ไร้นามที่ติดอยู่ภายในสถานการณ์ น่าเสียดาย
บางทีอาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของโดเกบิ ตัวเขาภายในเรื่องราวไม่
ได้ดูเป็นพ่อพระเลย ไม่ เขาดูเหมือนกับผู้นำลัทธิที่กำลังปลดปล่อย
ปีศาจเพื่อมาทำลายโลกใบนี้
[เขาได้รับภูมิความรู้แห่งอนาคตผ่านวิธีการแปลกประหลาด และเขาก็
ใช้มันเพื่อประโยชน์ของเขา]
คิมทกจาที่กำลังถือสมาร์ทโฟนอยู่กำลังสั่งการสหายของเขา
[เขากลายเป็นราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น จากนั้นก็ผู้เฝ้ามองแห่ง
แสงสว่างและความมืด พวกมันต่างก็เป็นแผนการของเขา]
ผู้เล่าเรื่องราวร่วมมือกันเพื่อลากคิมทกจาลงจากตำแหน่งตัวเอกมาสู่
ตัวร้าย พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของเขาให้กลายเป็นคนเจ้า
เล่ห์และขี้ขลาด
[ความเป็นไปได้ของการถ่ายทอดสดดวงดาวถูกระดมพล!]
การกระทำนี้ย่อมขัดแย้งต่อธรรมชาติของนักเล่าเรื่อง แต่ถึงกระนั้น
มหาโดเกบิเหล่านี้ก็ยังไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพราะนักเล่าเรื่องเหล่านี้
ต่างก็ปรารถนาใน ■■ ของตัวเองด้วย
[และในตอนนี้ เขาก็ได้กลายเป็นราชาเทพเจ้าภายนอกเพื่อทำลาย
โลกนี้]
เปรี้ยง!
ความเชื่อมั่นของผู้คนภายในการถ่ายทอดสดดวงดาวกำลัง
เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเร็นซีดมาก แอนนาและใบหน้าที่อ่านไม่ได้ของเธอเดินผ่าน
หญิงชาวญี่ปุ่นไปและพึมพำออกมา
“มันสายเกินไปแล้ว”
ซาราทุสทราเริ่มก้าวออกมาข้างหน้า และเหล่ากลุ่มดาวที่ลังเลเป็น
อย่างมากก็เข้าร่วมศึกด้วย
ว๊ากกกก!
เหล่าผู้ไร้นามกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อปะทะเข้ากับกลุ่ม
ดาวในแถวหน้า
「สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับคิมทกจากำลังชี้ดาบเข้าหากัน」
และจางฮีวอนก็พบว่าตัวเองอยู่กลางสมรภูมินี้ และกำลังเฝ้าดูการต่อสู้
ของคิมทกจาอยู่
แม้ว่าเธอจะไม่ได้ช่วยเขาเลย แต่มันก็ยังมีเทพเจ้าภายนอกที่ต่อสู้
เคียงข้างเขาอยู่ พวกมันต่างก็อยู่ในรูปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดต่างๆ
นานา
แม้ว่าจางฮีวอนจะยืมพลังของอูรีเอลและทุ่มหมดหน้าตัก แต่เธอก็คง
ไม่สามารถเอาชนะได้ เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางพวกมัน คิมทกจาก็ดู
เหมือนกับมหาภัยพิบัติที่กำลังพยายามทำลายเส้นโลกนี้จริงๆ
「จางฮีวอนคิดว่าเธอเข้าใจคิมทกจา」
เธอไม่รู้ว่าบทสรุปแบบไหนที่คิมทกจาต้องการ อย่างไรก็ตาม เธอก็
เชื่อว่าเธอรู้ได้โดยไม่ต้องถูกบอก เธอคิดว่าตอนจบของโลกที่เธอ
ต้องการก็คงจะเหมือนกันกับเขา
「อย่างไรก็ตาม นี่คือตอนจบที่เขาต้องการจริงๆ เหรอ?」
บางทีมันอาจจะไม่มีคำว่าสหายสำหรับเขารึเปล่า?
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ‘ …!]
เธอรู้ จางฮีวอนรู้ดีกว่าใครว่าอูรีเอลพยายามจะพูดอะไร เธอยังรู้ด้วยว่า
คิมทกจาหวงแหนสหายของเขาแค่ไหน บางทีมันอาจจะมากเกินไป
ด้วยซํ้า และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถทำอะไรแบบนี้ได้
คิมทกจา เขาวางแผนที่จะเสียสละตัวเองและยอมให้สหายของเขาได้
เห็นตอนจบของโลกนี้
「ไม่ว่าเธอจะเอื้อมมือออกไปแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถสัมผัสเขา
ได้」
มันราวกับว่ามีกำแพงยักษ์ขวางอยู่ตรงหน้าของเธอ และกำแพงนี้ก็
ขวางไว้ไม่ให้เธอเข้าไปใกล้เขา
“ได้ยังไง…”
บางที่ จางฮีวอนอาจจะหมดแรงแล้วสำหรับบทสรุปที่ต้องการ
「คิมทกจาคือคนประเภทที่ไม่ยอมฟังใคร」
สัมผัสในมือของเธอเย็นวาบ ดาบเล่มนี้ที่คิมทกจาได้สร้างให้เธอด้วย
ตัวเอง ดาบเล่มนี้ที่เป็นตัวแทนถึงความเชื่อมั่นของเธอตั้งแต่สรวง
สวรรค์มาจนถึงที่นี่
[‘ดาบแห่งการพิพากษา’ กำลังกู่ร้องออกมา!]
ดาบเล่มนี้ที่ควรจะตอบสนองเมื่อมี ‘ความชั่วร้าย’ อยู่ใกล้ๆ เท่านั้น
กลับกำลังกู่ร้องออกมา
มหาโดเกบิประกาศราวกับว่าจะเยาะเย้ยเธอ
[นี่คือความจริงที่ถูกซ่อนไว้ของศัตรูแห่งเรื่องราว ‘คิมทกจา’]
เธออยากที่จะยืนยันมัน
ถ้านายคือคิมทกจาที่ฉันรู้จักจริงๆ
และถ้านายไม่ได้ต้องการสิ่งเดียวกับที่ฉันต้องการล่ะก็…
「…งั้นมันจะเป็นอะไรไหมที่จะยุติเรื่องนี้ด้วยมือของเธอเอง」
“ฮีวอน”
ราวกับว่าเขาเข้าใจจิตใจของเธอ ลีฮุนซึงมายืนอยู่ข้างๆ เธอ
“ฉันจะไปกับเธอเอง”
เขากลายเป็นโล่เหล็กและวิ่งไปข้างหน้าเพื่อสร้างเส้นทาง เขาทะลวง
ผ่านคลื่นของดวงดาวและพายุของเหล่าผู้ไร้นาม เฉกเช่นจางฮีวอนที่
มีบางสิ่งที่ต้องยืนยัน ลีฮุนซึงก็เช่นกัน
บางสิ่งที่ต้องยืนยันให้ได้
ครืน!
ราวกับว่ากำลังควบขี่บนตัวคลื่น ทั้งสองทะยานออกไปและตกลงมา
ใกล้ๆ กับด้านหลังของคิมทกจาในพริบตา สิ่งนี้เป็นไปได้เพราะบรรดา
เทพเจ้าภายนอกต่างก็มากระจุกตัวกันอยู่ตรงหน้าของเขา
“ฮีวอน!”
มันเป็นเพราะวงแหวนแห่งความโกลาหลบนหลังมือของเธองั้นเหรอ?
เหล่าผู้ไร้นามไม่สนใจเธอแม้ว่าจะค้นพบตัวตนของเธอและวิ่งไปข้าง
หน้าต่อ
คิมทกจาที่สูงตระหง่านราวกับตึกระฟ้าได้อยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว
โดยไม่ตระหนักถึงมันด้วยซํ้า จางฮีวอนเอื้อมมือออกไปและสัมผัสเข้า
กับเขา
มันไม่คุ้นเคยเอาซะเลย
ในอดีต เธอเคยจับมือของคิมทกจาที่กำลังหลับไว้แน่น ในตอนนั้นมัน
รู้สึกยังไงกันนะ?
บางทีเขาอาจจะสัมผัสได้ถึงตัวตนของเธอ เพราะหัวขนาดใหญ่ของ
ราชาเทพเจ้าภายนอกได้หันมาทางนี้
ฮูม…
อากาศสีขาวแผ่ออกมาจากหัวยักษ์นั่น
“คิมทก…”
แม้จะรู้ว่าเธอไม่ควรทำ แต่จางฮีวอนก็ยังก้าวถอยไปหลายก้าว ขา
กรรไกรยักษ์ของเขากำลังเปิดอ้าเข้าใส่เธอ
[ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ถูกเปิดใช้งาน!]
[เรื่องราวทั้งหมดของคุณกำลังเตือนคุณ!]
ดวงตาสีดำขนาดยักษ์ของราชาเทพเจ้าภายนอกสะท้อนสีหน้าของ
เธอในตอนนี้ออกมา
เธอไม่ต้องการทำหน้าแบบนั้นเลย เธอไม่ต้องการมองคิมทกจาด้วย
สายตาแบบนั้น แต่ก็น่าเสียดาย มือของเธอได้เคลื่อนไหวออกไปแล้ว
โดยไม่ฟังความต้องการของเธอเลย
“อ๊ากกก!!”
ดาบแห่งการพิพากษาตัดหนวดที่เอื้อมออกมาหาเธอ ราวกับว่าพวก
มันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ดาบของเธอเคลื่อนไหวอย่างไม่อาจควบคุม
ได้
หนวดระเบิดออกเป็นชิ้นๆ และมีเรื่องราวไหลออกมา
「ทกจา พวกเรามีความสุขขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนนั้นใช่ไหม?”
“…ถ้าเธอหมายถึงมันดีกว่าก่อน งั้นก็ใช่ เธอพูดถูก”」
มันคือเรื่องราวที่เธอรู้จักดี
「“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”」
เธอฟังเรื่องราวนั้นในขณะที่โซเซอย่างไม่มั่นคง เรื่องราวที่มีแค่คิมทก
จาและจางฮีวอนเท่านั้นที่จำได้
หลังจากทำให้สายตาชัดเจนขึ้น เธอก็ได้เห็นภาพโดยรอบ เธอคิดว่า
เธอตัดหนวดไปเยอะแล้ว แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่มีบาดแผลอะไรบน
ร่างกายของเขาเลย และในขณะเดียวกัน ขนาดของคิมทกจาก็เพิ่มขึ้น
ไปอีกจนมันยากที่จะเชื่อว่านี่เคยเป็นคนๆ หนึ่ง
เขาชวนให้นึกถึงกำแพงยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่
[[■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■…]]
กำแพงที่ไม่เคยเต็มไม่ว่าจะมีอะไรถูกเขียนลงไป และในขณะที่เธอยืน
อยู่ข้างหน้ากำแพงนี้ จางฮีวอนก็หมดหวังขึ้นมา
ใครจะสนกำแพงสุดท้ายกัน? แค่กำแพงนี้เธอก็ยังไม่อาจข้ามไปได้
เลย
จากนั้นเธอก็เห็นฮันซูยองที่กำลังตะโกนมาทางนี้ในขณะที่กำลัง
พยายามมาที่นี่ ถ้ามันเป็นเธอ เธอจะสามารถข้ามกำแพงนี้ไปได้ไหม?
– มันคงสุดยอดไปเลย การเป็นนักเขียนและทั้งหมดนั่น
ในช่วงการพักร้อนของบริษัทของคิมทกจา จางฮีวอนได้กล่าวกับฮันซู
ยอง
– สุดยอด? เธอหมายถึงอะไร?
– ไม่ เอ่อ คนที่เขียนอะไรเก่งก็น่าจะพูดเก่งด้วยใช่ไหม? ฉันอยากจะ
เป็นแบบนั้นบ้าง
– อะไร เธอจะได้เขียนจดหมายรักให้ลีฮุนซึงงั้นเหรอ?
– ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น
จางฮีวอนมองไปยังทิศทางของคิมทกจาโดยไม่พูดอะไร จากแค่การ
จ้องมองเพียงอย่างเดียว ฮันซูยองก็พอจะรู้แล้วว่าอีกฝ่ายอยากจะพูด
อะไร
คิมทกจากำลังดิ้นรนอย่างหนักต่อหน้าสหายของเขา ไอ้งั่งที่พยายาม
แบบโง่ๆ เหมือนกันตอนวันหยุดงาน – ฮันซูยองมองเขาและตอบกลับ
ไปแบบนี้
– ใครๆ ก็สามารถเขียนเรื่องราวได้
จางฮีวอนเงยหน้าขึ้นและมองไปยังสิ่งมีชีวิตตนนี้ที่เคยเป็นคิมทกจา
เธอไม่ได้เป็นนักเขียนเหมือนกับฮันซูยอง ในทางกลับกัน เธอก็ไม่ใช่
นักอ่านอย่างคิมทกจา ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเขียนได้อย่างฮันซูยอง
และอ่านได้อย่างคิมทกจา
อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่สามารถเขียนหรือ
อ่านอะไรได้เลย
– ใครจะสนกันว่าเธอจะเขียนได้ดีไหม? เหมือนอย่างที่เธอพูด เธอ
เองก็ไม่ใช่นักเขียนใช่ไหมล่ะ?
แน่นนอน โลกนี้อยู่ภายในนิยาย ‘หนทางเอาชีวิตรอด’ มันอาจจะเป็น
เรื่องราวที่ถูกเขียนโดยผู้เขียนที่อยู่ที่ไหน และถูกอ่านโดยใครก็ได้
อย่างไรก็ตาม นิยายเรื่องนี้ก็คือชีวิตของเธอ
「และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงมีสิทธิѻที่จะเขียนประโยคต่อไป
ของโลกใบนี้」
จางฮีวอนลดดาบลงอย่างช้าๆ และถาม “…ทกจา นายจำตอนนั้นได้
ไหม?”
เธอไม่รู้ว่าเขากำลังฟังอยู่ไหม ถึงกระนั้นเธอก็ยังวางมือของเธอลงบน
รอยเล็กๆ ที่เธอสร้างขึ้นบนกำแพงยักษ์อันนี้ ฉากต่างๆ ที่เธอม
ประสบการณ์ร่วมกับคิมทกจารั่วไหลออกมาจากรอยนั้น มันคือฉากที่
พวกเขากำลังปีนขึ้นไปบนบันไดพร้อมกับสวมชุดที่เป็นทางการ
“ตอนนั้นฉันมีความสุขมากจริงๆ เมื่อพวกเราเข้าไปในห้างด้วยกันและ
ซื้อชุดใหม่ จากนั้นก็ไปเยือนเอเด็นเหมือนกับพวกเซเลป”
เธอชอบโลกนี้ ทุกๆ สิ่งได้ถูกทำลายล้าง และทั้งหมดที่เธอเห็นก็คือ
ความล้างผลาญ แต่เพราะนี่คือโลกแบบนั้น เธอจึงได้พบกับคุณค่า
ที่แท้จริงของเธอ
“…นายพูดไว้หนิ? นายพูดไว้ว่าโลกนี้ดีกว่า คนอย่างพวกเราชอบโลก
แบบนี้มากกว่าใช่ไหม? ”
คำตอบของคิมทกจามาไม่ถึง
“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนายคือคนๆ เดียวเท่านั้นที่สามารถทำแบบนี้
ได้ใช่ไหม?”
จางฮีวอนเข้าใจคิมทกจา
「ถ้าเธอไม่ฆ่าคิมทกจา โลกนี้ก็จะพินาศ」
ดวงตาขนาดยักษ์ของราชาเทพเจ้าภายนอกกำลังมองมาที่เธอ และ
มันก็ดูเหมือนกับว่าเขากำลังแสดงออกว่าตกลงจากวิธีการขยับศีรษะ
ของเขา จางฮีวอนมองตรงไปยังดวงตาคู่นั่นและพูดออกมา
“ฉันจะฆ่านายได้ยังไง…”
สายตาของเธอพร่ามัวอีกครั้ง ร่างกายของเธอกำลังสั่น
การช่วยเหลือของคิมทกจาคือความโหดร้าย เหมือนอย่างการช่วยคน
ที่กำลังจมนํ้าด้วยดาบ เหล่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากเขาต่างก็มี
บาดแผลที่ไม่อาจรักษาได้
“อย่าทำให้ฉันหัวเราะหน่อยเลยน่า… นี่ไม่ใช่การช่วยเหลือ…”
จางฮีวอนโอนเอนราวกับว่าเธอกำลังจะพิงกำแพง
โลกที่ไม่มีใครพยายามจะช่วยใคร ในโลกนี้ที่มีเพียงแต่เหยื่อ ไม่สิ
โลกที่บาดแผลของเหยื่อถูกแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ตรงนี้คือมือ
เพียงมือเดียวที่เต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งยื่นออกมาหาเธอ
「คิมทกจาได้ยื่นมือของเขาออกมาแล้ว」
มันไม่ใช่แค่คนที่ยื่นมือออกมาเท่านั้น แต่คนที่จะคว้ามือนั้นไว้ก็ต้องมี
ความกล้าหาญด้วย
ความกล้าที่จะจับมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลนั้นไว้โดยไม่ปล่อยไป
แม้ว่าเธอจะรู้ว่านี่คงจะไม่อาจรักษาบาดแผลอะไรให้กับเธอได้ แม้ว่า
เธอจะรู้ว่าการจับมือนั้นไว้มีแต่จะทำให้เธอมีบาดแผลมากยิ่งขึ้น – แต่
เธอก็กล้าที่จะจับมือนั้นไว้เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก
「บางการหลุดพ้นไม่อาจสำเร็จได้ด้วยคนที่ช่วยเหลือ แต่เป็นจากคน
ที่ได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้น」
ฝ่ามือของจางฮีวอนทิ้งรอยลึกไว้บนผิวหนังชั้นนอกของเทพเจ้า
ภายนอก เธอจ้องไปยังรอยประทับนั้นอยู่นาน จากนั้นก็ค่อยๆ เงยหน้า
ขึ้น มือของเธอจับดาบไว้แน่น
และเมื่อเธอทำแบบนั้น ข้อความหนึ่งก็ดังก้องขึ้นภายในหูของเธอ
[■■ ที่เสร็จสมบูรณ์ของอวตาร ‘จางฮีวอน’ ใกล้เข้ามาแล้ว!]
เธอ จับดาบไว้แน่นยิ่งขึ้น
ของคุณคือ การหลุดพ้น’]
ภาพของจางฮีวอนกำลังวิ่งไปข้างหน้าสามารถมองเห็นได้
เธอเคลื่อนตัวผ่านเหล่าผู้ไร้นามเฉกเช่นแสงจันทร์สะท้อนจากดาบ
คำตอบที่เธอค้นหาอยู่ตรงนี้แล้ว
[■■ ของอวตารจางฮีวอนคือ ‘การหลุดพ้น’]
ทุกๆ คนต่างก็มี ■■ เป็นของตัวเอง ช่วงเวลาของการเลือกบทสรุป
ของตัวเองได้มาถึงแล้วสำหรับสหายของบริษัทของคิมทกจา
“จางฮีวอน”
ดาบแห่งการพิพากษาของเธอวาดวิถีอันน่าตื่นเต้น เหล่าสหายมองไป
ยังวิถีดาบนั้นและรีบไล่ตามเธอมา
ลีกิลยังกำลังจะทะยานขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับยูซานอา แต่ก็ต้อง
หยุดไว้เพราะมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“ชินยูซอง…”
ชินยูซองยืนอยู่กับที่เพียงลำพังและกำลังร้องไห้อยู่ เธอยืนอยู่ใน
ตำแหน่งเดิม เท้าของเธอไม่ขยับไปไหน และสายตาของเธอก็จดจ้อง
ไปที่จุดๆ เดียว – มันค่อนข้างชัดเจนว่าเธอกำลังมองอะไรอยู่
[เรื่องราว ‘ผู้กอบกู้แห่งดวงดาว’ ยังคงเล่าเรื่องราวของมันต่อไป]
มันเป็นเรื่องราวที่มีแค่ชินยูซองเท่านั้นที่ครอบครองอยู่
กลุ่มดาวและอวตารได้เชื่อมต่อกันผ่านแสงดาวที่เปล่งประกาย แสงที่
เปล่งออกมาจากเรื่องราวเจิดจ้าและงดงามมากจนลีกิลยังเอื้อมมือ
ออกไปหาชินยูซองโดยไม่รู้ตัว
「ลีกิลยังอิจฉาชินยูซอง」
การที่คนๆ หนึ่งจะเข้าใจคนอีกคนมันเป็นเช่นไรกัน?
เขาเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘เข้าใจ’ อย่างแท้จริง
บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าถูกกีดกันเพราะสิ่งนั้น แต่ในทางกลับกัน เขาก็
ชอบที่อายุของเขาสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้
「มันเป็นไปได้ที่นายจะไม่เข้าใจ แต่นั่นก็โอเคแล้ว」
「นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ แต่ฉันขอโทษนะที่พวกเราต้อง
พึ่งพานาย กิลยัง…」
「เฮ้ เด็กน้อย หยุดวางมาดได้แล้ว ถอยมา」
เขาโล่งใจ เขากระทั่งคิดว่ามันเป็นเรื่องโชคดีด้วยซํ้า
มันโชคดีที่เขาได้พบกับคนเช่นนี้ในโลกแบบนี้ คนที่เขาสามารถพึ่งพา
ได้และทำราวกับว่าเขาเป็นเด็ก แต่ก็ยังสามาถเตือนเขาได้ด้วยความ
จริงที่ว่าเขาเป็นเด็ก
「อย่างไรก็ตาม ชินยูซองก็อยู่ที่นี่ด้วย」
มันมีเด็กอีกคนที่ไม่ได้ทำตัวแบบนั้น มันเป็นเด็กสาวที่มักจะเงยหน้า
ขึ้นมองดวงดาวอยู่เสมอ ลีกิลยังเองก็เงยหน้าขึ้นมองดาวดวงเดียวกัน
นั้นด้วย – ดวงดาวที่เขาชอบ เขารู้ดีถึงแสงแห่งความโศกเศร้าที่ดาว
ดวงนั้นเปล่งออกมา และสีของมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมันพยายาม
จะซ่อนจุดประสงค์ที่แท้จริงหรือพยายามที่จะโกหก
「อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่รู้เหมือนกับที่ชินยูซองรู้」
“เธอจะยืนนิ่งแบบนั้นไปอีกนานแค่ไหน? ไปกันได้แล้ว”
ชินยูซองหันหัวมาหาเขาอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่สบตากับเธอ ลีกิล
ยังก็จับมือของเธอเอาไว้ จากนั้นเด็กทั้งสองคนก็เริ่มออกวิ่ง มือเล็กๆ
ที่ถูกจับไว้แน่นเต็มไปด้วยเหงื่อ
‘ฉันไม่เข้าใจพี่ทกจามากเท่ากับชินยูซอง’
เธอคืออวตารของกลุ่มดาว ‘ราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น’ มันไม่มีใคร
สามารถแยกพวกเขาออกจากกันหรือเข้าไปแทรกกลางได้
“เธอคิดว่าเธอเป็นคนเดียวที่ห่วงพี่เหรอ? เธอคิดว่ามีแค่เธอคนเดียว
ที่รู้สึกเศร้าเหรอ?”
ลีกิลยังตะโกนออกมาและลากชินยูซองไปต่อ เขาเกลียดความคิดที่ดู
เด็กกว่าเธอ แต่อย่างน้อยในวันนี้ เขาก็อยากทำตัวเหมือนเด็กบ้าง
“ฉันไม่ชอบแม่นํ้าฮัน ฉันชอบทะเลมากกว่า และฉันก็ไม่ชอบพิซซ่า
แต่เป็นไก่ทอด”
เขาเองก็ได้รับการช่วยเหลือจากดาวดวงนั้นเช่นกัน
“ไปห้าง! เล่นเกมโทรศัพท์! และ…!”
ดวงดาวที่เขาชอบมากสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล อย่างไร
ก็ตาม มันก็ไม่ได้ดูเหมือนกับดวงดาวเลย
“และ นอกจากนี้…”
ดวงดาวที่เป็นต้นตอของความอิจฉาจากกลุ่มดาวที่ปกครองสรวง
สวรรค์…
[[■■■■■■■■■■■…..]]
…ในตอนนี้กลับดูเหมือนกับปีศาจร้ายจากการ์ตูนที่เด็กหนุ่มเคยอ่าน
มา
ในช่วงเวลาที่หัวขนาดยักษ์ซึ่งมีหนวดขยับไปมาได้หันมายังทิศทาง
ของเขา ขาของลีกิลยังก็หยุดนิ่งไป
ราชาต่างโลกที่ในตอนนี้สูงยิ่งกว่าตึกระฟ้า
ศัตรูแห่งเรื่องราว
วายร้ายผู้ทำลายโลกนี้
「ปีศาจตัวนั้นดูเหมือนกับคิมทกจาสำหรับชินยูซองงั้นเหรอ?」
“ฉัน…”
ลีกิลยังพึมพำออกมาในขณะที่พยายามจะต่อสู้กับร่างกายที่สั่น
สะท้านของตัวเอง เขากำลังต่อสู้กับความกลัวที่ว่าสิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่
คิมทกจาที่เขารู้จัก
[อย่าหลงกลน่า!]
[มันจะทำลายโลกนี้!]
[เขาคือคนที่ห่วงแค่ตัวเองเท่านั้น สำหรับเขา การอยู่รอดของเจ้าไม่
ได้มีความหมายอะไรเลย]
มันคืออะไรกันแน่
「“พี่ พี่คือพระเจ้างั้นเหรอ?”
“…ฮะ?”
“หรือว่าพี่คือ ‘พระเอก’?” 」
ความกลัวที่โดเกบิได้พูดออกมากลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
「”ฉันไม่ใช่พระเจ้าหรือพระเอกหรอก ในความเป็นจริงฉันอิจฉา
พระเอกตัวจริงอยู่เสมอเลยล่ะ“」
ในที่สุดลีกิลยังก็หยุดสั่นได้และรวบรวมความกล้าที่จะเงยหน้าขึ้น
ดวงตาขนาดมหึมาของเทพเจ้าภายนอกกำลังมองตรงมาที่เด็กหนุ่ม
หัวใจของคิมทกจาไม่อาจมองเห็นได้ ไม่มีสักสิ่งเกี่ยวกับเทพเจ้า
ภายนอกที่ให้ความรู้สึกถึงคิมทกจา
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือความเชื่อมั่น
– กิลยัง มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีในการสร้างความสัมพันธ์
เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้คุยกับยูซานอาเกี่ยวกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคาย
ไม่ออกของเขากับชินยูซอง ในเวลานั้น เธอตอบเขาไปแบบนี้หลังจาก
ที่ปิดหนังสือที่เธออ่าน
– มันก็คล้ายกับการที่ผู้คนจะตีความประโยคเดียวกันต่างกันออกไป
ดังนั้น…
กิลยังไม่ใช่นักอ่านตัวยงเท่าไร ดังนั้นการเปรียบเทียบจึงไม่ได้เหมาะ
สมกับเขานัก แต่ถึงกระนั้น…
– ผมคิดว่าผมเข้าใจนะ
เขาเองก็มีทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่นเช่นกัน
– มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันเมื่อพูดถึงตัѹกแตนกับแมลงสาบ จริง
ไหม
‘การสื่อสารอันหลากหลาย’ คือทักษะเช่นกัน มันทำให้เขาสามารถ
สื่อสารกับสายพันธุ์ที่แตกต่างจากเขาได้ อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มก็
ขาดทักษะที่จะเข้าใจมนุษย์คนอื่น
คิมทกจาเป็นคนแบบไหนกัน? เขาก็ไม่แน่ใจ
อย่างไรก็ตาม มันก็มีภาพหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวของเขาเลยเมื่อเขา
พยายามจะคิดถึงคนที่ชื่อคิมทกจา – ภาพของผู้คนที่มีหัวหรือ
ร่างกายระเบิดออก
「”ฉันจะสร้างปัญหาให้หน่อยนะ“」
และจากนั้น ใบหน้าของคิมทกจาในขณะที่เขาวางตัѹกแตนใส่ในมือ
ของเด็กหนุ่ม
[เรื่องราว ‘ราชาแมลง’ เริ่มเล่าเรื่องราวของมัน]
ทันใดนั้นเอง ภาพโดยรอบก็สั่น และเรื่องราวหนึ่งก็ตื่นขึ้นภายในตัว
เด็กหนุ่ม
[กลุ่มดาว ‘จ้าวแห่งหลุมที่ลึกที่สุด’ ยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ]
ฝูงตัѹกแตนสีเหลืองจากที่ใดสักแห่งหมุนวนดุจทอร์นาโดและเริ่มโอบ
ล้อมโลกทั้งใบ
「ในวันนั้น ลีกิลยังคิดกับตัวเองว่ามันคงจะดีกว่าถ้าทั้งรถไฟใต้ดินถูก
หักคอเหมือนกับตัѹกแตนที่ตายในมือของเขา」
นี่คือสถานะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่เทพเจ้าภายนอกยังต้องกรีดร้องออก
มา
กลุ่มดาวแห่งการถ่ายทอดสดดวงดาวสาดเทข้อความออกมา
[กลุ่มดาวที่เอนเอียงไปทางความชั่วร้ายกำลังเตือน ‘จ้าวแห่งหลุมที่
ลึกที่สุด’]
[ราชาปีศาจส่วนหนึ่งประหลาดใจมากกับพลังของอวตาร!]
เรื่องราวไหลออกมาอย่างรุนแรงโดยไม่สนใจสายตาของกลุ่มดาวและ
บอกเล่าเรื่องราวของมันต่อไป เรื่องราวนี้คือสิ่งที่ยังไม่ได้บอกกับ
ผู้ใหญ่
และมันก็เป็นเรื่องราวที่ชินยูซองซึ่งก็ครอบครอง ‘การสื่อสารอันหลาก
หลาย’ เองก็พอรู้อยู่นิดหน่อย
「”เธอยังมีเงินไม่พอด้วยซํ้า ทำไมถึงไปมีลูกได้…“」
ภาพของพ่อและแม่ของเขาที่นอนอยู่บนพื้นเหมือนกับแมลงสาบที่
ตายแล้ว – ความทรงจำของเขาโผล่ขึ้นมา งานศพที่ไร้รูปตั้งจบลง
และดวงตาอันเหนื่อยล้าของญาติที่กำลังมองมาที่เขา
「”เด็กผู้หญิงคนนั้น ฉันรู้ว่าเธอทำอะไรลงไป เธอบอกว่าไอ้บ้านั่นทำ
ไม่ดีกับเธอ แต่เธอ…“」
「”งั้นใครจะรับเด็กคนนั้นไป? พี่ใหญ่เป็นไง…“」
「”พวกเราคงไม่ได้ มันมีเด็กสามคนในบ้านของพวกเราแล้ว“」
ลีกิลยังไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนมาอธิบายชีวิตที่ถูกปฏิเสธตั้งแต่เด็กของ
เขา เขาไม่ได้มีความสามารถที่จะอธิบายหรือแสดงออกว่าบาดแผล
นั้นใหญ่แค่ไหน และบาดแผลนั้นก็ยังคงเน่าเปื่อยและไม่สามารถ
รักษาหรือถูกค้นพบได้
「”ลองหามูลนิธิดูสิ มันมีที่รับเลี้ยงเด็กอย่างเขาอยู่“」
ลีกิลยังถูกป้าของเขาลากไปยังรถไฟใต้ดิน และเขาก็รู้สึกมึนงงเมื่อ
มองไปยังแผนที่สถานีรถไฟ
มันมีอุโมงค์มากมาย และเขาก็ไม่รู้ว่าเขากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน
ตัѹกแตนที่เด็กหนุ่มจับมาร้องออกมาเหมือนกับเด็กหลงทาง
「”เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย! โยนพวกมันทิ้งไปเร็ว! เร็วเข้า! พวกมันมี
ชีวิตได้ไม่นานหรอก มันน่ารังเกียจ!“」
อะไรจะเกิดขึ้นกับเขาถ้าสถานการณ์ไม่เริ่มขึ้นในวันนั้น?
“พี่ทกจา!”
ถ้าเขาไม่ได้พบกับคนเหล่านี้ล่ะ?
“พี่ทกจา! ผมอยู่ทางนี้!”
ลีกิลยังตะโกนออกมาอย่างดังจนพอที่จะฉีกเส้นเสียงของเขาได้เลย
มันไม่เป็นไรถ้าเสียงของเขาจะส่งไปไม่ถึงเป้าหมายของมัน มันไม่
เป็นไรถ้าเขาไม่ใช่อวตารของคิมทกจา
「”กิลยัง ถ้านายพูดไม่ได้ งั้นมันก็ไม่จำเป็นต้องพูด อย่างไรก็ตาม
นายต้องจำไว้อย่างหนึ่ง โอเคไหม?”」
เด็กหนุ่มอยากจะพูดแบบนี้กับเขา
「”เมื่อไหร่ที่นายจะอยากพูดอะไร พี่คนนี้จะอยู่ข้างๆ นายเพื่อคอย
ฟังนะ“」
…พูดว่าพี่ทกจาไม่ใช่วายร้าย
…พูดว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ได้ช่วยเด็กหนุ่มเอาไว้
[ฆ่ามัน! พวกเราต้องบุกเข้าไปอีก!]
[พวกมันล้มเหลวมาจากเส้นโลกอื่น! อย่าไปสน บุกเข้าไปอีก! ฆ่า
พวกมันซะจะได้จบเรื่องนี้!]
ขบวนของเทพเจ้าภายนอกที่กำลังต่อสู้อยู่ตรงหน้ากำลังพังทลายลง
ฝั่งหนึ่งดูเหมือนจะทลายลงโดยสมบูรณ์ จากนั้นกลุ่มอวตารที่ถูกนำ
โดยกลุ่มดาวระดับเทวะก็เริ่มรุกคืบเข้าไปหาคิมทกจา เขาจำเป็นต้อง
หยุดคนพวกนั้นไว้ให้ได้
เปรี้ยง!
[การกระทำที่เกี่ยวข้องขัดต่อความเป็นไปได้ของสำนักงาน]
[เป้าหมายที่คุณต้องการปกป้องคือศัตรูแห่งเรื่องราว]
เขาจำเป็นต้องสื่อสารกับคนพวกนั้นว่าพี่ทกจาไม่ใช่คนแบบนั้น แต่
เขาควรทำยังไงดี…
ครืน…
แม้ว่าศัตรูของเขาจะดาหน้าเข้ามา แต่คิมทกจาก็ยืนนิ่งเหมือนกับ
กำแพง เขาดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่คำพูดเหล่านั้นก็
ไม่อาจเข้าใจได้ ลีกิลยังอยากจะเข้าใจพวกมัน เขาเกลียดการพิง
กำแพงอย่างไร้พลัง เขาต้องการยืนอยู่เคียงข้างคิมทกจา
เขาไม่สนว่าโลกแบบนี้จะถูกทำลายไปหรือไม่ ถ้าคิมทกจาคือศัตรู
แห่งเรื่องราว งั้นเขาก็จะยอมเป็นศัตรูแห่งเรื่องราวไปด้วย
อย่างไรก็ตาม คิมทกจาก็ยากเกินกว่าจะเข้าใจสำหรับเขา
เขาเกลียดความจริงที่ว่าเขาเด็กไปหน่อย ถ้าเขาเป็นผู้ใหญ่ล่ะก็ ถ้า
เขาคือฮันซูยอง ยูจงฮยอค หรือจางฮีวอนล่ะก็…
…ถ้าเขาคือชินยูซองล่ะก็
เขารู้สึกได้ถึงมือที่กุมไว้แน่น ชินยูซองอยู่ตรงนี้
“…ยัยโง่ ตื่นสิ”
ฝูงตัѹกแตนที่บินว่อนสงบลง
ชินยูซองพูดขึ้นมา “ฉันเองก็ไม่เข้าใจคุณลุงเหมือนกัน”
[สกิลเฉพาะตัว ‘การสื่อสารอันหลากหลายขั้นสุดยอด’ ถูกเปิดใช้
งาน!]
“แต่ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเข้าใจมัน”
สกิลที่ทำให้เด็กทั้งสองสามารถควบคุมมังกรคิเมร่าได้ถูกเปิดใช้งาน
โดยพร้อมเพรียงกัน และในตอนนี้ พวกเขาก็อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
ที่สุดที่จะเข้าใจกันและกัน
ลีกิลยังไม่อาจอ่านคิมทกจาได้ อย่างไรก็ตาม ชินยูซองก็ดูเหมือนจะรู้
ว่าจะทำได้ยังไง อย่างน้อยก็แค่นิดหน่อย
เรื่องราวที่ทั้งสองอ่านด้วยกันเริ่มสั่นสะเทือนไปทั่วโลก และมันก็
ราวกับว่าใบหน้าของคิมทกจาเริ่มพอจะมองเห็นได้อย่างเลือนรางแล้ว
มันดูเหมือนว่าร่างของคิมทกจาที่พวกเขารู้จักอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
[เรื่องราว ‘ผู้กอบกู้แห่งดวงดาว’ กำลังสื่อสารกับเรื่องราว ‘ราชา
แมลง’!]
“เฮ้ เด็กๆ”
ฮันซูยองยืนอยู่ข้างๆ พวกเขาราวกับว่าจะปกป้องพวกเขาเอาไว้ และลี
ฮุนซึง จางฮีวอน และยูซานอาก็ยืนอยู่รอบๆ เพื่อคอยปกป้องพวกเขา
เอาไว้ด้วย
「ผู้ใหญ่ที่กำลังมองไปยังโลกพร้อมกันกับเด็กๆ ก็อยู่ที่นี่ด้วย」
เงาเรือรบของลีจีฮเยทอดลงมาจากท้องฟ้า ทั้งกงพิลดูและลีซอลฮวา
ต่างก็อยู่บนนั้น จากนั้นลีจีฮเยก็ชักดาบของเธอออกมาราวกับว่าเธอ
พร้อมยิงได้ทุกเมื่อ
นั่นทำให้มหาโดเกบิต้องถามพวกเขา
[พวกเจ้าพยายามที่จะปกป้องเขาเหรอ? แม้ว่าพวกเจ้าจะรู้ว่าเขาคือ
คนแบบไหนงั้นเหรอ? เขาไม่ใช่คิมทกจาที่พวกเจ้ารู้จักอีกแล้ว พวก
เจ้าก็รู้ ความจริงได้ถูกเปิดเผยออกมาหมายแล้ว…]
“อย่าทำให้ขำหน่อยน่า นั่นไม่ใช่ความจริงซะหน่อย นายคิดว่าความ
จริงมันจะเรียบง่ายแบบนั้นเหรอ? สิ่งที่นายแสดงให้เห็นก็แค่ภาพตัด
ต่อเท่านั้น และนั่นก็คือวิธีการที่พวกนายใช้สร้างสถานการณ์มาตลอด
ใช่ไหม?” ฮันซูยองพูดกับกลุ่มดาวที่กำลังขยับเข้ามาราวกับว่าจะส่ง
คำเตือน “อย่าไปสนว่าเขาจะกลายเป็นศัตรูแห่งเรื่องราวหรืออะไร
เขายังคงเป็นสหายของพวกเราอยู่ ดังนั้นถ้าพวกนายกล้าแตะต้องเขา
ล่ะก็”
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ‘ คำรามออกมา!]
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงปีศาจ‘ เปิดเผยสถานะของเธอออก
มา!]
[กลุ่มดาว ‘ผู้กอบกู้อิสรภาพที่เก่าแก่ที่สุด‘ ชาร์จสายฟ้าของเขา!]
“ถ้าพวกนายแตะต้องเขา พวกเราก็จะฆ่าพวกนายซะให้หมด”
ในช่วงเวลาที่กลุ่มดาวซึ่งปกป้องบริษัทของคิมทกจาเคลื่อนไหว ฝ่าย
ตรงข้ามก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เปรี้ยง!
[กลุ่มดาวส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับคำพูดของอวตาร ‘ฮันซูยอง’ และ…!]
มหาโดเกบิสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนภายในความเป็นไปได้และตัด
ข้อความออกไปในทันที
[ช่างน่าขันนัก เจ้าต้องการปกป้องเขาเหรอ? เจ้าที่ไม่อาจเข้าใจสิ่งที่
เขาพูดได้ด้วยซํ้าเนี่ยนะ?]
[การถ่ายทอดสดดวงดาวเตือนมหาโดเกบิถึงการแทรกแซง
สถานการณ์!]
สถานการณ์ไม่ได้คลี่คลายไปในแบบที่พวกเขาต้องการ มหาโดเกบิที่
ต้องทนต่อผลลัพธ์ที่ตามมาถามพวกเขา
[พวกเจ้าไม่เห็นสภาพของเขาในตอนนี้เหรอ?]
อวตารที่อยู่ใกล้คิมทกจาหดตัวกลับไปและเริ่มถอยกลับ มันเป็น
เหมือนกันทั้งกับอวตารที่เป็นศัตรูกับเขาหรือคนที่ชื่นชอบในตัวเขา
เทพเจ้าภายนอกซึ่งในตอนนี้สูงเทียมสวรรค์ ในช่วงเวลาที่ทุกๆ คนได้
มองเข้าไปในดวงตาอันไร้ก้นบึ้งของเขา พวกเขาก็ต้องทรุดตัวลงกับ
พื้น
[พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไง เขาต้องการอะไร และเขากำลังคิด
อะไรอยู่ เพราะพวกเจ้าเป็นแค่มนุษย์ เพราะพวกเจ้าคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่
อาจเข้าใจสิ่งมีชีวิตอื่นได้แม้ว่าพวกเจ้าจะอุทิศเวลาไปทั้งชีวิตก็ตาม]
ทุกๆ คนจากบริษัทของคิมทกจาเงยหน้าขึ้นมองคิมทกจา สิ่งที่มหาโด
เกบิพูดนั้นเป็นความจริง พวกเขาไม่อาจเข้าใจเขาได้
[เป้าหมายที่คุณต้องการปกป้องคือ ‘ศัตรูแห่งเรื่องราว’]
ราวกับจะปลุกตัวละครให้ตื่นขึ้นจากการลืมบท มหาโดเกบิตะโกนออก
มาด้วยเสียงอันดัง [ไม่มีใครมีทางเลือกในเรื่องนี้! ฆ่าเขาซะ ถ้าพวก
เจ้าไม่ทำ สถานการณ์นี้ก็จะไม่จบลง!]
[‘ราชาแห่งเรื่องราว’ กำลังเฝ้ามองทิศทางของสถานการณ์สุดท้าย]
นักเล่าเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเองก็กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์
พร้อมกับสหายของเธอ ฮันซูยองเงยหน้าขึ้น และมองไปยังที่ๆ ราชา
แห่งเรื่องราวคงอยู่ – สิ่งมีชีวิตที่สรุปเรื่องราวทั้งหมด เธอมองไปยัง
กำแพงสุดท้ายที่ทอดยาวออกไปไม่รู้จบ
「กำแพงนั่นคือที่ๆ เรื่องราวของพวกเขาจะถูกบันทึกไว้」
“สถานการณ์ไม่จบลงแล้วยังไง? ดี ไม่ใช่ว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้อ่านทุกคน
ต้องการเหรอ?”
[อวตาร ‘ฮันซูยอง’ เข้าใกล้ ■■ ของเธอ]
จากนั้นฮันซูยองก็เงยหน้าขึ้นมองคิมทกจา เมื่อเธอมองไปยังหัวยักษ์
นั่นอย่างต่อเนื่อง เธอก็คิดว่ามันเริ่มเหมือนใบหน้าของคิมทกจาขึ้นมา
ทีละนิดแล้ว
“เรื่องราวที่ฉันเขียนจำเป็นจะต้องมีไอ้งั่งคิมทกจาอยู่”
ฮันซูยองฉีกผ้าพันแผลออกอย่างลวกๆ เหมือนกับนักเขียนที่ฉีก
ต้นฉบับที่ตนไม่ชอบทิ้งไป เรื่องราวของเธอที่ย้อมอยู่ในเพลิงทมิฬแผ่
ขยายออกไปในอากาศดุจหมึกสีดำสนิท
ราวกับว่ามันจะบอกเป็นนัยว่าเธอสามารถเขียนได้ยาวนานตามที่เธอ
ต้องการ
[การถ่ายทอดสดดวงดาวประหลาดใจกับการตัดสินใจของอวตาร ‘ฮัน
ซูยอง’!]
[กลุ่มดาวจำนวนมากประหลาดใจกับ ■■ ของอวตาร ‘ฮันซูยอง’
และ…]
[เป้าหมายที่คุณต้องการปกป้องคือ ‘ศัตรูแห่งเรื่องราว’]
[การกระทำที่เกี่ยวข้องขัดต่อความเป็นไปได้ของสำนัก…]
เปรี้ยง…!
[กลุ่มดาว ‘มังกรอเวจีเปลวเพลิงทมิฬ‘ ภูมิใจในอวตารของเขา]
ฮันซูยองฉีกยิ้มออกมา “อย่าจบสถานการณ์ ตลอดไป”
[■■ ของอวตารฮันซูยองคือ ‘เรื่องราวไร้จุดจบ’]
โดเกบิทุกคนฝันถึงการกลายเป็นมหาโดเกบิ นั่นคือจุดสูงสุดที่โดเกบิ
แห่งการถ่ายทอดสดดวงดาวสามารถไปถึงได้
แต่เหล่าคนที่ไปถึงจุดสูงสุดแล้วก็มีความฝันต่อไป
บีฮยองจ้องมองไปยังกำแพงสุดท้ายอันกว้างใหญ่ แม้ว่าจะมีเรื่องราว
อยู่มากมาก แต่กำแพงส่วนใหญ่ก็ยังว่างเปล่า
[…นี่คือเหตุผลที่ทำกันขนาดนี้เหรอ??]
ความโกรธของบีฮยองทำให้การสื่อสารของมหาโดเกบิเงียบลงไป
จากนั้นเขาก็มองไปยังสหายของคิมทกจาจากท้องฟ้าแห่ง
สถานการณ์สุดท้าย และมองไปยังร่างของคิมทกจาในฐานะเทพเจ้า
ภายนอก
เริ่มจากรถไฟใต้ดินในวันนั้นมาจนถึงสถานการณ์สุดท้าย ในขณะที่คิม
ทกจาได้กลายเป็นราชาปีศาจแห่งการหลุดพ้น จากนั้นก็กลายเป็นผู้
เฝ้ามองแห่งแสงสว่างและความมืด บีฮยองเองก็ได้กลายเป็นโดเกบิ
ระดับสูง ก่อนที่ในที่สุดจะได้กลายเป็นมหาโดเกบิ
「ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเล่าเรื่องคือการเข้าไป
แทรกแซงสถานการณ์มากเกินไป」