มู่หนานจือ - บทที่ 470 ผู้ชายคนนอก
ฉิงเค่อรู้ว่านางเจอผู้ชายคนนอกเข้าแล้ว จึงรีบถอยหลังติดกันห้าหกก้าว ถึงจะยืนนิ่ง และเหลือบมองคนที่มาทีหนึ่งอย่างไวมาก แล้วหลุบตาลงพลางย่อตัวคารวะ
ถึงอย่างไรเจิ้งฉงก็อายุยังน้อย พอเจอเรื่องแบบนี้จึงลนลานเล็กน้อย และรีบรั้งซย่าซานไว้ พลางเอ่ยว่า “ท่านนี้คือสาวใช้ข้างกายท่านหญิง”
แต่ซย่าซานเป็นคนที่มักจะเดินอยู่ท่ามกลางเหล่าหญิงงาม จึงย่อมไม่กลัวเรื่องพวกนี้
เขาจัดเสื้อด้านหน้า แล้วเข้าไปคารวะฉิงเค่อด้วยรอยยิ้ม พลางเรียกอย่างสนิทสนมและอบอุ่นมากว่า “พี่สาว” จนฉิงเค่อสีหน้าแดงก่ำ ทว่ากลับทำให้ซย่าซานแทบจะมองตลอด
จนกระทั่งฉิงเค่อพาสาวใช้สองคนเดินไปไกลแล้ว เขาถึงได้สติกลับมา และเอ่ยกับเจิ้งฉงเสียงเบาว่า “สาวใช้คนนี้ชื่ออะไร? หน้าตาสวยจริงๆ สาวใช้ข้างกายท่านหญิงสวยแบบนี้หมดหรือเปล่ า? สาวใช้สองคนนั้นก็ไม่เลวเช่นกัน เจ้ารู้ว่าพวกนางไปทำอะไรหรือไม่? ทำไมนางถึงพาสาวใช้สองคนมาด้วย?”
เขาเอ่ยพลางเขย่งเท้าชะเง้อคอมองเงาร่างของฉิงเค่อไปด้วย
เจิ้งฉงไม่ค่อยอยากเอ่ยถึงความเหลาะแหละของซย่าซาน จึงขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ว่าพี่สาวท่านนี้ชื่ออะไร ข้าเคยเจอสาวใช้ข้างกายท่านหญิงแค่สองคน พวกนางต่างเป็นหัวหน้า สาวใช้ข้างกายท่านหญิง ปกติมาพบท่านแม่ตามคำสั่งของท่านหญิง ส่วนพวกนางไปทำอะไรนั้น ข้าก็ยิ่งไม่รู้แล้ว แต่ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่า สาวใช้ระดับหนึ่งข้างกายท่านหญิงมีสาวใช้รั บใช้ข้างกายสองคน ส่วนสาวใช้ระดับสองมีหนึ่งคน สูงศักดิ์กว่าคุณหนูของตระกูลธรรมดาเสียอีก”
“จริงหรือ!” ซย่าซานตอบอย่างจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว และมองภาพเงาด้านหลังของฉิงเค่อต่อไปโดยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียวและถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “แต่งตัวสดใสสวยงามมาก กลิ่นหอมเต็มถนนแล้ว…”
เจิ้งฉงโกรธจัด
“เฮ้ย!” เขาตบบ่าของซย่าซานอย่างแรง “เจ้ามีความสำรวมของบัณฑิตหน่อยได้หรือไม่! เจ้าดูเจ้าตอนนี้สิว่าเหมือนอะไร? ผู้มักมากในตัณหาของหอนางโลมก็ไม่เหลาะแหละเท่าเจ้า! เจ้าอย่าลื มเชียวว่าเจ้าเป็นแขกที่ไหน? จะให้ข้าบอกท่านพ่อ ให้เขาไปพบอาของเจ้าหรือไม่?”
ถึงตอนนี้เจิ้งเจียนจะเป็นประชาชนธรรมดา ทว่าเขาก็เป็นจิ้นซื่อที่แท้จริง ในสายตาของซย่าเจ๋อ เจิ้งเจียนก็เป็นคนกันเอง คนอื่นยากที่จะได้เจอผู้ว่าราชการมณฑลส่านซี เจิ้งเจียนยื่ นเทียบขอพบ ถึงจะไม่ได้พบทันที แต่เว้นสองสามวันต้องได้เจออย่างแน่นอน นี่เป็นสิทธิที่พวกจวี่เหรินกับซิ่วไฉคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ
ซย่าซานย่อมรู้
เขาดึงสายตากลับมาอย่างลำบากใจ และพึมพำแก้ต่างว่า “สตรีที่งดงามและมีคุณธรรม เป็นคู่ครองที่ดีของบุรุษ เรื่องนี้น่าประหลาดใจตรงไหน! อีกอย่าง…ข้าก็ทำอะไรไม่ได้เสียหน่อย เ เพียงแค่มองดูเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องว่าข้าแบบนี้กระมัง?”
“ดูที่เจ้าพูดอย่างคล่องแคล่วสิ” เจิ้งฉงเอ่ยพลางดึงแขนของซย่าซานเดินออกไปข้างนอก “เจ้ารู้หรือไม่กันแน่ว่าอะไรคือความน่าเกรงขามของราชสำนัก อะไรคือขบวนของท่านหญิง! ดูมากเกิน นไปแล้ว จะทำให้ตายได้!” พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงนิสัยของซย่าซาน และท้อแท้เล็กน้อยทันที จึงเอ่ยว่า “ช่างเถอะ ข้าพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าทำไม? ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่เข้าใจอยู่ ดี!”
ทว่าซย่าซานกลับเป็นคนหน้าด้าน เขาดึงเจิ้งฉงพลางเอ่ยว่า “เจ้าก็บอกข้าสิ! เจ้าไม่บอกข้า ข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจ ข้ายังคิดว่าจะมาเล่นกับเจ้าบ่อยๆ หากข้าล่วงเกินท่านหญิง ก็จะสร้าง งความเดือดร้อนให้เจ้าด้วยไม่ใช่หรือ? เจ้าก็บอกเถอะ!”
ตื๊อเจิ้งฉงไม่ปล่อย
เจิ้งฉงเห็นเขาทำตัวไม่มีเหตุผล พลางคิดว่าถึงอย่างไรซย่าซานก็เป็นหลานชายของผู้ว่าราชการมณฑล จะตีก็ตีไม่ได้ ด่าก็ไม่ฟัง หากซย่าซานพูดจาและทำอะไรโดยไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ขึ้นมา เขาก็ยังจนปัญญากับซย่าซานจริงๆ
เขาจึงจำเป็นต้องเอ่ยว่า “เช่นนั้นพวกเราหาสถานที่บอกเจ้าอย่างละเอียด!”
ซย่าซานก็ชอบฟังเรื่องพวกนี้
ซีอานกับไท่หยวนไม่ค่อยไกล ตอนที่เจียงเซี่ยนแต่งงาน สินเดิมตลอดทางที่ยาวมากนั้น ก็ทำให้เมืองซีอานวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายไปหลายวันเช่นกัน ตอนนั้นเขาก็อยากรู้มาก เวลานี้มีโอ อกาสแบบนี้แล้ว ยังปล่อยไปได้ที่ไหนกัน จึงลากเจิ้งฉงไปที่โรงน้ำชาที่ใกล้ที่สุด
ใครจะรู้ว่าพอเข้าไปในโรงน้ำชา กลับเจอชายหนุ่มที่อ่อนโยนนุ่มนวลและหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้า
ซย่าซานดวงตาเป็นประกาย และตะโกนเรียก “จั๋วหราน”
ทว่าชายหนุ่มคนนั้นกลับอึ้งไป แล้วเข้ามาทักทายซย่าซานด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “คุณชายซย่า!”
ซย่าซานพยักหน้าอย่างดีใจ และเอ่ยว่า “จั๋วหราน ทำไมเจ้าถึงอยู่ที่นี่? ข้ายังคิดว่าจะไปเล่นกับเจ้า แต่ได้ยินคนของจวนสกุลโจวบอกว่าเจ้าอยู่ที่ถนนเอ้อร์หวัง ข้ากำลังคิดว่ าอีกสองสามวันจะไปหาเจ้าอยู่พอดี!”
จั๋วหรานฝืนยิ้ม
ซย่าซานแนะนำจั๋วหรานกับเจิ้งฉง “พี่สาวของเขาเป็นอนุภรรยาของใต้เท้าโจวผู้ว่าราชการมณฑลส่านซี เวลานี้เขาเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักซีอาน ข้าคิดว่าสำนักซีอานไม่ดี จึงให้เขาย้า ายไปที่เรียนพิเศษของสกุลหลี่ของพวกเรา แต่เขาบอกว่าต้องปรึกษาใต้เท้าโจว เรื่องนี้มีอะไรต้องปรึกษา อยากไปก็ไปสิ…”
เจิ้งฉงรู้สึกเสียหน้ามาก
แนะนำจั๋วหรานแบบนี้ แถมยังยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของโรงน้ำชา กลัวคนอื่นไม่รู้ว่าจั๋วหรานฐานะต่ำต้อย มิน่าเล่าจั๋วหรานเห็นเขาแล้วก็เหมือนอยากจะหนี
“พวกเรามีเรื่องอะไรเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วค่อยว่ากัน” เจิ้งฉงลากซย่าซานเดินเข้าไปข้างในอย่างไม่ยอมให้แก้ต่างหรืออธิบาย
ซย่าซานเดินเข้าไปข้างในอย่างโซเซ โดยยังไม่ลืมเอ่ยกับจั๋วหรานว่า “เจ้ารีบตามมา…พวกเราดื่มชาด้วยกัน…”
จั๋วหรานมองลูกค้าของโรงน้ำชาที่มองมาที่เขาข้างกาย และถอนหายใจอย่างจนใจ พลางตามซย่าซานกับเจิ้งฉงเข้าไปในห้องส่วนตัว
ซึ่งตัวเขาไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่า พอเขาเห็นเจิ้งฉงลากซย่าซานอย่างไร้ความเกรงกลัว ก็เผยความอิจฉามากออกมาทางสีหน้าโดยไม่รู้ตัว
——————————————————
ส่วนฉิงเค่อที่เข้าไปในลานบนแล้ว ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เจอซย่าซาน
นางมักจะได้รับคำสั่งให้ถ่ายทอดคำพูดให้เจียงเซี่ยน เรื่องแบบนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนเจอแล้ว หลบเลี่ยงกันและกันก็พอแล้ว
สิ่งที่ฉิงเค่อกังวลคือจะตอบเจียงเซี่ยนอย่างไร
บางทีอาจจะเพราะรู้ว่าหลี่เชียนจะกลับมา ช่วงนี้เจียงเซี่ยนจึงไม่อ่านหนังสือนิยายแล้ว หากไม่สั่งให้พวกสาวใช้จัดห้องก็หยิบรายการอาหารมาดูว่ามีอะไรอร่อยบ้าง คนในจวนต่างยุ่ง จนหัวหมุน แม้แต่ฉิงเค่อก็เริ่มตำหนิหลี่เชียนเล็กน้อยเช่นกัน ในเมื่อเวลากลับมาไม่แน่นอน เช่นนั้นก็อย่าบอกดีกว่า ท่านหญิงจะได้ประหลาดใจ เฝ้ารอเขากลับมาทุกวันทุกคืนแบบนี้ จิ ตใจของท่านหญิงก็กลายเป็นเริ่มหดหู่
ดีที่ตอนที่นางไป ท่านหมอฉางทั้งสองกำลังคุยกับเจียงเซี่ยน เจียงเซี่ยนดูอารมณ์ดีมาก
นางอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามสาวใช้ที่เข้าเวรว่า “ท่านหมอฉางทั้งสองคุยอะไรกับท่านหญิงบ้างหรือ?”
สาวใช้เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านหมอฉางจิ่งบอกว่าจะเปิดร้านขายยาไม่ใช่หรือ? เลือกสถานที่เรียบร้อยแล้ว กำหนดเปิดกิจการวันที่สี่เดือนสาม ถึงเวลานั้นท่านหมอฉางเหริ่นตงอาจจะต้องไปช่วย ย จึงอยากมาตรวจชีพจรปกติให้ท่านหญิงวันที่สาม หลังจากนั้นก็จะไปช่วยที่ร้านขายยาทุกสองสามวัน ท่านหญิงตกลงแล้ว กำลังคุยเรื่องเปิดกิจการร้านขายยาอยู่เจ้าค่ะ”
ฉิงเค่อโล่งอก
รู้สึกว่าถึงหลี่เชียนจะไม่อยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรเรื่องที่ท่านหญิงอยากทำต่างก็ค่อยๆ ทำสำเร็จแล้ว
ท่านหญิงก็น่าจะรู้สึกปลื้มใจกระมัง?
นางจึงรออยู่นอกประตูครู่หนึ่ง
ฟังความคิดของท่านหมอฉางจิ่ง เขาคิดว่าจัดการเรื่องร้านขายยาที่นี่เรียบร้อยแล้ว อยากตั้งสำนักการศึกษารับลูกศิษย์หลายคน และเปิดร้านขายยาอีกแห่งหรือสองแห่งที่เมืองกาน
“เมืองซีอานเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์แถบตะวันตกเฉียงเหนือ” เขาเอ่ย “ทั้งไม่ขาดแคลนร้านขายยาและไม่ขาดแคลนหมอที่มีชื่อเสียง แต่เมืองที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ตรงชายแดน อย่างเมืองกานกลับไม่เหมือนกัน ที่นั่นไม่เพียงแต่ขาดแคลนยายังขาดแคลนหมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอที่รักษาอาการบาดเจ็บกระดูก ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยบอกเรื่องนี้กับใต้เท้าเช่นกัน ทว่าใ ใต้เท้ากลับคิดว่าร้านขายยาของพวกเราไม่มีชื่อเสียง จึงคิดว่าเปิดที่เมืองซีอานแห่งหนึ่งก่อนดีกว่า ข้าก็คิดว่า เรื่องเปิดร้านขายยามีข้าก็พอแล้ว แต่เรื่องสอนลูกศิษย์ต้องรบกวน นเหริ่นตง…”