มู่หนานจือ - บทที่ 471 รวมตัว
ฉางเหริ่นตงเป็นหมอส่วนตัวของเจียงเซี่ยน ก็หมายความว่า เขาต้องติดตามอยู่ข้างกายเจียงเซี่ยนเสมอ และอาศัยอยู่ที่จวนสกุลหลี่ หากฉางเหริ่นตงต้องดูแลลูกศิษย์ ก็จำเป็นต้องเข้ ามาอยู่จวนสกุลหลี่
นี่ถึงจะเป็นเจตนาที่หมอฉางมาหานางกระมัง!
เจียงเซี่ยนยิ้มเล็กน้อย และเอ่ยว่า “ข้าเลือกให้เรือนชบาเป็นสำนักการศึกษาเอกชนแล้ว ยังจะขี้เหนียวหมู่บ้านดอกซิ่งอย่างนั้นหรือ?”
หมอฉางก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
เจียงเซี่ยนจึงให้หลิวตงเยว่นำแผนผังของบ้านหลังนี้มา และปรึกษากับหมอฉางว่าตรงไหนเหมาะสม
สำนักการศึกษาเอกชนอยู่มุมตะวันออกเฉียงใต้ หมอฉางก็ถูกใจเรือนหลังเล็กตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือ
เจียงเซี่ยนอนุญาตแล้ว
เรือนหลังเล็กนี้จึงเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านดอกซิ่ง
คังเสียงอวิ๋นกับเจิ้งเจียนได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง แถมยังตั้งใจวิ่งไปดูโดยเฉพาะ
นี่ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ส่งหมอฉางทั้งสองกลับไปแล้ว พอเจียงเซี่ยนเห็นรอยยิ้มที่กองอยู่บนหน้าและไปไม่ถึงในดวงตาของฉิงเค่อก็รู้ว่าหลี่เชียนยังคงไม่มีข่าวอะไร
นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ และเอ่ยว่า “ตงจื้อก็ไม่มีข่าวเหมือนกันหรือ?”
คำนวณเวลาแล้ว หลี่ตงจื้อควรจะมาถึงตั้งนานแล้ว
คงจะไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างทางใช่หรือไม่?
แต่มีหลี่หลินติดตาม และตลอดทางที่มานี้ล้วนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีกองกำลังทหารประจำการ ต่อให้เกิดเรื่อง จะเกิดเรื่องอะไรได้?
เจียงเซี่ยนครุ่นคิด ปรากฏว่ารับประทานอาหารกลางวันแล้ว หลี่ตงจื้อกับหลี่หลินก็มาถึงแล้ว
นางไปต้อนรับถึงหน้าประตูใหญ่ด้วยตนเอง
หลี่ตงจื้อลงจากรถม้า และจับมือของนางพลางเรียกว่า “พี่สะใภ้” ตลอด หางตาแดงไปหมดแล้ว
เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ยังกลัวว่าพวกเจ้าติดพันเรื่องอะไร หากเจ้าไม่มาอีก ข้าก็จะส่งคนไปหาแล้ว”
“พี่สะใภ้!” หลี่ตงจื้อได้ยินแล้วก็กอดแขนของนางจริงๆ และเอ่ยว่า “ตอนที่พวกเราไปถึงอำเภอฮว่าอิน ก็เจอเรื่องแล้วจริงๆ…ที่นั่นมีทหารก่อกบฏ!”
เจียงเซี่ยนตกใจมาก และมองไปที่หลี่หลิน
ทว่าหลี่หลินกลับสุขุมมาก เขาเข้ามาคารวะเจียงเซี่ยน และเอ่ยว่า “ได้ยินว่าเพราะเงินเดือนทหารของปีที่แล้วจนถึงปีนี้ช้ามากและไม่สามารถแจกจ่ายลงไปได้ มีทหารของฐานที่มั่นขโมย ยเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรเตรียมเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ นายอำเภอเฉินไปที่ฐานที่มั่นและหารือกับผู้บังคับกองร้อยของที่นั่น คนของฐานที่มั่นไม่ยอมรับ นายอำเภอเฉินก็จับตัวไปเลย ว่ากั นว่าทหารรับใช้ที่ถูกกล่าวหาถูกขังอยู่ในคุก ทำให้ทหารของฐานที่มั่นล้อมที่ว่าการอำเภอเอาไว้ รองผู้ตรวจการส่านซีไปไกล่เกลี่ยด้วยตนเองแล้ว…แต่ยังคงวุ่นวาย รถกับม้าของพวกเร ราก็ค่อนข้างกินแรง ข้ากลัวว่าจะทำให้พวกคนงานเห็นทรัพย์สินเงินทองของคนอื่นและเกิดความคิดชั่วร้าย จึงอ้อมมาทางเมืองจินตุย ถึงล่าช้าไปหลายวัน”
เจียงเซี่ยนนึกถึงพุทราแดงน้ำตาลทรายแดงที่เฉินเฟยนายอำเภออำเภอฮว่าอินมอบให้นาง คิดว่าคนๆ นี้ก็ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างทะนงตนเช่นกันอย่างแน่นอน เรื่องนี้คงจะไม่ได้จัดการง่าย ยขนาดนั้น
นางกอดหลี่ตงจื้อ และเอ่ยว่า “ทำให้เจ้าตกใจใช่หรือไม่? รีบกลับห้องไปดื่มชาร้อนกับข้า เรียกขวัญหน่อย!”
ถึงเรื่องราวจะผ่านไปหลายวันแล้ว ทว่าการเห็นภาพพวกทหารรุมโจมตีเมืองจากบนรถม้ายังคงทำให้หลี่ตงจื้อสองขาอ่อนแรง นางพยักหน้าติดกันหลายครั้ง และไปที่เรือนด้านในกับเจียงเซี่ย ยน
หลี่จี้กับหลิวตงเยว่รับรองหลี่หลิน
หลี่หลินเห็นหลี่จี้สั่งพวกเด็กรับใช้แกะเครื่องให้ม้า ขนย้ายหีบสัมภาระ จัดห้องพักแขก และจัดงานเลี้ยงเหมือนเป็นเจ้าของบ้านจริงๆ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มพลางทุบหลี่จี้เบาๆ ทีห หนึ่ง และเอ่ยว่า “ไม่เจอกันไม่กี่วัน ต้องมองใหม่แล้ว! เจ้าโตขึ้นอย่างเงียบๆ แล้ว!”
หลี่จี้ฉีกยิ้ม รอยยิ้มคล้ายกับหลี่เชียนสองสามส่วน
“พี่ใหญ่กำลังจะแต่งงานกับพี่สะใภ้แล้ว ข้าก็ควรจะโตขึ้นแล้วเช่นกัน!” เขาล้อเล่นกับหลี่หลินอย่างสนิทสนมมากโดยยังคงความเคารพนอบน้อม มีความหวาดกลัวสักนิดอย่างเมื่อก่อนที่ไหนกั น
หลี่หลินอึ้งไปเล็กน้อย
หลี่จี้โอบไหล่ของหลี่หลินไปที่ห้องพักแขกแล้ว “ท่านพี่รีบไปหวีผมและล้างหน้าเถอะ ข้ากับอวิ๋นหลินจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ท่าน แล้วถือโอกาสพาท่านไปเดินเล่นในเมืองซีอานด้ว วย ที่นี่เป็นเมืองหลวงเก่าของสิบสามราชวงศ์เชียวนะ!”
“มีเมืองหลวงเก่ามากขนาดนั้นเชียวหรือ?” หลี่หลินสงสัยมาก
“ทำไมจะไม่มี?” หลี่จี้นับให้เขาฟัง “โจวตะวันตก ฉิน ฮั่นตะวันตก หมั่งใหม่ จิ้นตะวันตก จ้าวก่อน...”
หลี่หลินหัวเราะเสียงดัง และเอ่ยว่า “ไม่เจอกันไม่กี่วัน วิชาความรู้ของเจ้าก็เลิศล้ำแล้ว แสดงว่าท่านคังกับท่านเจิ้งสอนเจ้าได้ไม่เลว!”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว…”
สองพี่น้องพูดคุยพลางหัวเราะ เงาร่างค่อยๆ หายไปในทางเดินยาวสีแดงเข้ม
หลิวตงเยว่เหลือบมองเงาร่างของหลี่หลินครั้งหนึ่งอย่างเย็นชา และผลักงานย้ายหีบสัมภาระให้เด็กรับใช้คนหนึ่งที่รับใช้เขา แล้วไปจัดงานเลี้ยงของเจียงเซี่ยนที่เรือนด้านใน
——————————————————
ที่โรงน้ำชา ซย่าซานกับจั๋วหรานนั่งล้อมโต๊ะกลมขาโก่งทาสีแดง ปี้หลัวชุนหนึ่งกาคู่กับของว่างสองสามจาน และกำลังฟังเจิ้งฉงเล่าเรื่องของเจียงเซี่ยน “…แม้ท่านหญิงจะไม่เหมือนอง งค์หญิงหรืออ๋องฟาน ไม่สามารถไปจากที่ดินที่ฮ่องเต้พระราชทานให้โดยพลการและไม่บอกกล่าวได้ แต่ก็ไม่สามารถเข้าเมืองหลวงได้ตามใจชอบเช่นกัน ตอนที่ตระกูลคังประสบภัย ท่านหญิงกำลังเข้ าเมืองหลวงอย่างลับๆ เพื่อวิ่งเต้นเรื่องของใต้เท้าหลี่ ไม่ว่าอย่างไรการเปิดเผยตัวตนก็ไม่ดี คนทั่วไปเจอเรื่องแบบนี้ไม่ฆ่าปิดปากก็ดีแล้ว จะยื่นมือช่วยเหลือคนแปลกหน้าได้อย่างไร ร? ทว่าท่านหญิงยุ่งพอดี และไม่เพียงแต่ยุ่ง ยังส่งแม่ลูกตระกูลคังไปเมืองหลวงอย่างไม่สนใจความปลอดภัยของตนเองด้วย!”
“ท่านพ่อกับท่านอาคังต่างบอกว่า ท่านหญิงทำแบบนี้ ถึงจะเป็นผู้หญิงที่มีมาดของลูกผู้ชาย! กล้าเข้าไปช่วยเหลือผู้อ่อนแออย่างแท้จริง!”
“ยังมีเรื่องที่นางจัดการตระกูลจวง”
“ผู้หญิงทั่วไปอย่างมากที่สุดก็แค่ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลจวง ต่อไปทำให้แม่ลูกสกุลจวงลำบากกระทั่งเมินเฉยและโดดเดี่ยว ทว่าท่านหญิงกลับเหมือนผู้ชาย ไม่ทะเลาะกับตระกูลจวงอย่าง สิ้นเชิง และตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยตรง ย้ายเวินเผิงที่สนับสนุนตระกูลจวงอยู่เบื้องหลังออกไปอวิ๋นหนาน ทั้งกำจัดคนที่พูดจาคล่องแคล่วของตระกูลจวง และให้คำเตือนแก่พวกขุนนางน้อยใ ใหญ่ที่ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรในวงการราชการไท่หยวน”
“เจ้าว่า…ผู้หญิงแบบนี้ ใต้หล้านี้ยังหาคนที่สองได้หรือ?”
ซย่าซานตะโกนอย่างไม่ยอมแพ้ทันทีว่า “ทำไมจะหาไม่ได้? อืม…อืม…อย่างเหลียงหงอวี้…มู่กุ้ยอิง…”
เจิ้งฉงดูถูกเขาว่า “เจ้าดูงิ้วมากไปใช่หรือไม่?”
ซย่าซานโต้แย้งว่า “เจ้าไม่อ่าน ‘บันทึกชีวประวัติสตรี’ หรือ? ท่านย่าบอกว่าใน ‘บันทึกชีวประวัติสตรี’ ยังมีชื่อของพวกนาง?”
ทีนี้ไม่เพียงแต่เจิ้งฉงแล้ว แม้แต่สายตาที่จั๋วหรานมองเขาก็เจือความดูถูกเล็กน้อยเช่นกัน!
ซย่าซานพึมพำและพูดไม่ออก
จั๋วหรานประทับใจในตัวเจิ้งฉงมาก ไม่เพียงแต่เพราะเจิ้งฉงมาจากตระกูลบัณฑิตที่แท้จริง ยังเพราะเจิ้งฉงเป็นคนเอาใจใส่ ถ่อมตน และสุภาพ ลากซย่าซานที่ตะโกนทักทายเขาเข้าไปในห้องส่ว วนตัว ทำให้เขาหลุดพ้นจากการถูกจับตามอง
เวลานี้เขาได้ยินเจิ้งฉงพูดจาฉะฉาน ภาษาเรียบง่ายและจริงใจ ไม่มีความโอ้อวดและเหลาะแหละของลูกหลานตระกูลขุนนางแม้แต่นิดเดียว จึงยิ่งประทับใจในตัวเจิ้งฉง
เขาถามเจิ้งฉงด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “พ่อของเจ้าเป็นคนบอกเรื่องพวกนี้กับเจ้าหรือ?”
เจิ้งฉงคิดว่าเขาไม่เชื่อ จึงเอ่ยอย่างจริงจังว่า “แน่นอนว่าท่านพ่อเป็นคนบอกข้า ข้าไม่มีทางที่จะเอาเรื่องของท่านหญิงมาล้อเล่น นั่นจะทำลายชื่อเสียงของนาง!”
จั๋วหรานพยักหน้า นัยน์ตาฉายแวววาดหวัง และเอ่ยเสียงเบาว่า “ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายข้าต่างอ่อนแอมาก ไม่มีผู้ชายก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้…ข้าเพิ่งเคยได้ยินว่ามีผู้หญิงกล้าก ก้าวก่ายการแต่งตั้งและการปลดตำแหน่งในราชสำนัก แถมยังกล้าออกจากบ้านเข้าเมืองหลวงเพื่อขอตำแหน่งให้สามีของตนเองโดยพลการเป็นครั้งแรก...”
เจิ้งฉงเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยว่า “นั่นเป็นเพราะเจ้าเจอเรื่องที่เจอไม่บ่อยจึงรู้สึกแปลก! สมัยก่อนพวกองค์หญิงของราชวงศ์จิ้นตะวันตก จิ้นตะวันออก และถัง มีใครไม่ขอตำแหน่งให้สามีขอ องตนเองบ้าง ไม่อย่างนั้นทำไมทุกคนแต่งงานต่างก็อยากแต่งงานกับผู้หญิงของตระกูลที่มั่งคั่งและมีอำนาจ ก็เพราะอยากมีคนสนับสนุนในเส้นทางการเป็นขุนนางไม่ใช่หรือ? เวลานี้ปรัชญาสำน นักขงจื่อรุ่งเรืองมาก พวกผู้ชายรู้สึกว่าผู้หญิงเก่งมากกว่าพวกเขาก็คือผู้หญิงช่วงชิงอำนาจและฐานะทำให้สังคมวุ่นวาย จึงตั้งกฎมากมาย ถึงทำให้พวกองค์หญิงและท่านหญิงต่างกลายเป็ นคนโง่ แต่ท่านหญิงเติบโตในพระราชวังต้องห้าม หน้ามีไทฮองไทเฮา หลังมีเฉาไทเฮา จะต้องไม่ทำตามกฎพวกนั้นอย่างแน่นอน!”