มู่หนานจือ - บทที่ 479 เข้าแทน
ซย่าซานเห็นจั๋วหรานวนเวียนอยู่แต่เรื่องนี้ ก็เบ้มุมปากอย่างดูถูก และขี้เกียจที่จะคุยกับจั๋วหรานอีก
ทว่าจั๋วหรานกลับนึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่เขาตามพี่สาวของเขาไปเยี่ยมเยียนฮูหยินซย่า
สมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงที่ยิ้มอยู่หลังฉากกั้นผ้าไหมลายดอกไม้กับนก ชายชุดปักลายแปดสัญลักษณ์มงคลสีเหลืองอ่อนของหญิงสาวตกอยู่ข้างรองเท้าปักลายสีเขียวขจี เหมือนสีอั นงดงามที่บานสะพรั่งในเมืองช่วงฤดูใบไม้ผลิ เขย่าหัวใจของเขา
นั่นอาจจะเป็นรองเท้าของท่านหญิงเจียหนาน
สตรีชนชั้นสูงทั้งเมืองซีอาน มีเพียงท่านหญิงที่ยังอายุไม่ครบสิบห้าปีเต็ม นางย่อมแต่งตัวได้สดใสสวยงามที่สุด!
จั๋วหรานครุ่นคิดในใจ และอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับท่านหญิงมากขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “ได้ยินว่าท่านหญิงเติบโตที่วังฉือหนิง ฝ่าบาทกับท่านหญิงเติบโตมาด้วยกัน ใช่หรือไม่?”
ซย่าซานไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ จึงเอ่ยว่า “น่าจะกระมัง! เรื่องของสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง ข้าไม่อาจสืบได้”
ฮูหยินซย่าน่าจะรู้กระมัง?
จั๋วหรานเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเพียงแค่แปลกใจเล็กน้อย เมื่อก่อนข้าเคยตามพี่หญิงไปเมืองหลวง แต่พักที่โรงเตี๊ยมข้างประตูเฉาหยางแค่สองวัน ยังไม่ทันได้เดินเล่น ก็ตามพี่หญิง งไปรับราชการที่ซานตงแล้ว ตอนหลังก็มาส่านซีอีก แต่เมืองหลวงเจริญมากจริงๆ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยเห็นสถานที่ที่เจริญมากกว่ามัน ตอนนั้นข้ายังคิดว่า อย่างไรต้องไปดูอีก จึงสนใจ จคนที่มาจากเมืองหลวงเป็นพิเศษ เจ้าล่ะ? เจ้าเคยไปเมืองหลวงหรือไม่? อยากไปอีกหรือไม่?”
ซย่าซานรู้สึกว่าตนเองอยู่บ้านเกิดดีที่สุด ทว่าบิดาของเขามักจะอยากให้เขาเหนือกว่าคนอื่นเหมือนอาของเขา เขาจำเป็นต้องเรียนหนังสือกับอาของเขา จึงไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกแบบ บนี้ของจั๋วหรานได้ เขาเอ่ยอย่างหยาบคายเล็กน้อยว่า “ข้าเคยไปเมืองหลวง ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรดีเช่นกัน ตอนนี้ข้าแค่อยากผ่านสองสามปีนี้ไปได้ ให้ท่านอาปล่อยข้ากลับบ้าน นไปสืบทอดกิจการของตระกูลก็พอ”
ทั้งสองคนกำลังคุยกัน อยู่ๆ เสียงของหลี่หลินก็ดังขึ้นมาว่า “จู่ๆ จงเฉวียนก็ถูกหวังเฉิงลากไปแบบนี้ ท่านหญิงไม่โกรธหรือ? จงเฉวียนก็จริงๆ เลย กลับมาอย่างยากลำบาก น่าจะอยู่เป ป็นเพื่อนท่านหญิงให้มากถึงจะถูก เขาวิ่งเพ่นพ่านแบบนี้ จะให้ในใจท่านหญิงคิดอย่างไร? หากเขาไม่อยากอยู่เป็นเพื่อนท่านหญิง ข้างกายท่านหญิงมีคนอยากอยู่เป็นเพื่อนมากมาย”
หลี่จี้เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นี่พี่ใหญ่ก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน และท่านหญิงก็ไม่ว่าอะไรเลย” และเอ่ยอีกว่า “ท่านพี่ วันนี้ท่านดื่มมากไปหน่อยหรือเปล่า ข้าให้โรงเตี๊ยมทำน้ำแกง สร่างเมามาให้ท่านสักถ้วยแล้วกัน ท่านดื่มน้ำแกงสร่างเมาแล้วพักสักครู่ ข้าจะส่งท่านกลับบ้าน”
หลี่หลินอาจจะดื่มมากไปแล้วจริงๆ พอได้ยินก็นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างตกตะลึง และจ้องอย่างแน่วแน่
หลี่จี้ยิ้มพลางส่ายหน้า แล้วเรียกเด็กรับใช้สั่งลงไป
ซย่าซานกับจั๋วหรานรีบเข้าไปหาอย่างเป็นห่วง และพากันถามหลี่จี้ว่าเกิดอะไรขึ้น?
หลี่จี้รีบเอ่ยว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เพียงแค่เอ่ยว่าจู่ๆ พี่ใหญ่ของข้าก็ถูกผู้บัญชาการหวังลากไปราชการ วันมะรืนท่านพี่ก็จะออกเดินทางกลับไท่หยวน คงจะไม่ได้บอกลาพี่ใหญ่ของ งข้าแล้ว ท่านพี่จึงบ่นผู้บัญชาการหวังเล็กน้อย ว่ากันว่าเดิมทีเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่ใหญ่ของข้า ผู้บัญชาการหวังบังเอิญเจอพี่ใหญ่ของข้าที่เรือนของผู้ว่าราชการมณฑลซย่า และจ จะลากพี่ใหญ่ของข้าไปด้วยให้ได้ พี่ใหญ่ของข้าไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องตามไปด้วย…”
“ไม่มีทางเลือกอะไรกัน!” หลี่หลินเมาแล้วจริงๆ จึงพูดจาออกมาไม่มีความเกรงกลัวสักนิดอย่างสิ้นเชิง และตะโกนว่า “เขาน่าจะไม่อยากเจอข้า วันนั้นพวกเราเจอกัน รวมแล้วพูดไม่ถึงห้าประโ โยค เขาต้องคิดว่าข้าไม่ควรแต่งงานกับเมี่ยวหรงอย่างแน่นอน เขาก็เมินท่านหญิงเหมือนกันไม่ใช่หรือ…”
“ท่านพี่ ท่านเมาแล้ว!” หลี่จี้ทำหน้าขรึม หน้าตาค่อนข้างเฉียบขาด ดูแบบนี้ กลับเหมือนหลี่เชียนมากขึ้นแล้ว เขาตะโกนเรียกเสี่ยวมู่เด็กรับใช้ที่ติดตามข้างกายเสียงดัง “ผู้ติดตาม มของท่านพี่ล่ะ? รีบไปเรียกเข้ามา ให้พวกเขาพยุงท่านพี่กลับไป” และขอโทษพวกซย่าซานกับจั๋วหราน “ข้าคิดไม่ถึงว่าท่านพี่เมาแล้วจะเป็นแบบนี้ วันนี้ทำให้ทุกคนหมดสนุกแล้ว วันหล ลังข้าค่อยเลี้ยงอาหารทุกคนอย่างดีสักมื้อ”
เจิ้งฉงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เมาแล้วก็เป็นเรื่องที่มักจะเกิดไม่ใช่หรือ? เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ รีบส่งเขากลับไปเถอะ! ไว้เจ้าว่างแล้วพวกเราค่อยติดต่อกัน”
หลี่จี้รีบลากหลี่หลินจากไป
ทว่าหัวใจของจั๋วหรานกลับดังเหมือนตีกลอง และเอ่ยว่า “พี่หลี่หลินหมายความว่าอย่างไร?”
เจิ้งฉงคิดว่าตระกูลหลี่เป็นตระกูลที่สนิทสนมกันมากจนเหมือนเป็นคนในครอบครัวของพวกเขา จึงย่อมไม่อยากเอ่ยเรื่องพวกนี้
เขาเอ่ยอย่างคลุมเครือว่า “เมาแล้วนี่นา ก็ต้องพูดจามั่วซั่วอย่างแน่นอน ใครจะเชื่อว่าเรื่องพวกนี้เป็นความจริง! ใช่แล้ว พรุ่งนี้คุณชายใหญ่ตระกูลต่งเลี้ยงอาหาร พวกเจ้าไปหรือไม ม่?”
คุณชายใหญ่ตระกูลต่งที่เจิ้งฉงเอ่ย เป็นลูกชายคนโตของต่งจ้งจิ่นเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งซีอาน เขาเพิ่งจะได้ลูกชายคนหนึ่ง พรุ่งนี้จึงจัดงานเลี้ยงที่ทารกเกิดครบหนึ่งเดือน
ซย่าซานเป็นคนชอบความคึกคัก จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าจะไปอย่างแน่นอน! ข้าสนิทกับเขา แต่ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไปด้วย” เขาเอ่ยพลางมองไปที่จั๋วหราน “เจ้าก็ไปกับพวกเราด้วยเถ ถอะ! มีคำกล่าวว่า ‘ไม่ต่อยไม่รู้จักกัน’ ไม่ใช่หรือ? เจ้าเก็บตัวอ่านหนังสืออยู่ในบ้านทั้งวัน ต่อให้คนอื่นอยากคบหากับเจ้าก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน!”
เจิ้งฉงก็ชวนจั๋วหรานอย่างจริงใจมากเช่นกัน
จั๋วหรานยิ้มพลางตกลง
ตัวหลักไปแล้ว คนเลี้ยงอาหารอย่างพวกเขาก็ควรแยกย้ายแล้วเช่นกัน
เจิ้งฉงจ่ายเงิน ทั้งสามคนแยกกันหน้าประตูโรงเตี๊ยม แต่จั๋วหรานกลับร่วมทางไปกับซย่าซานอย่างผิดไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง เจิ้งฉงก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน ทว่าจั๋วหรานกลับเอ่ยถึงเจีย ยงเซี่ยนกับซย่าซานระหว่างทาง “เจ้ารู้ว่าท่านหญิงเจียหนานเป็นคนอย่างไรหรือไม่? นางไปเยี่ยมที่บ้านของอาเจ้าบ่อยหรือไม่?”
ซย่าซานยิ้มพลางเอ่ยว่า “นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร! นางเป็นท่านหญิง หากไม่ติดที่อายุ อาสะใภ้ของข้าน่าจะไปเยี่ยมนางถึงจะถูก ข้าเคยเห็นท่านหญิงไกลๆ แค่สองครั้ง แม้แต่หน้าตายัง งเห็นไม่ชัด ทว่ารูปร่างของนางถือว่าสูงในหมู่ผู้หญิง และท่าเดินงดงามมาก เรียบร้อย แต่กลับมีบุคลิก เบิกบานใจมาก…”
ทั้งสองคนคุยกันเรื่องนี้จนแยกกันที่ศาลาว่าการผู้ว่าราชการมณฑล
——————————————————
เจียงเซี่ยนย่อมไม่รู้ว่ามีคนอยากรู้เรื่องนางมาก
ความคิดทั้งหมดของนางล้วนอยู่ที่หลี่เชียน
จนกระทั่งตอนเย็นส่งมาว่าหลี่เชียนไปถึงอำเภอฮว่าอินอย่างราบรื่นแล้ว และผู้บังคับกองร้อยอำเภอฮว่าอินไม่เพียงแต่ไม่ไป ทว่ายังหามโลงศพอยู่หน้าประตูบ้านของตนเอง และสาบานว่าจ จะตายพร้อมกับเฉินเฟยด้วย
หลี่เชียนปวดศีรษะมาก และจำเป็นต้องเรียกทั้งสองคนไปปรึกษาว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร
ตอนที่เซี่ยหยวนซีบอกเรื่องพวกนี้กับนาง นางฟังอย่างตั้งใจมากตลอด จนกระทั่งเซี่ยหยวนซีพูดจบ เจียงเซี่ยนถึงพึมพำว่า “หากเป็นข้า จะเตือนเฉินเฟยว่า ไม่ว่าอย่างไร พวกเขานั้นคน นหนึ่งคุมงานราชการ อีกคนคุมฐานที่มั่น สุดท้ายทำให้กลายเป็นแบบนี้ แสดงว่าความสามารถในการควบคุมของทั้งสองคนต่างมีปัญหา ราชสำนักมีแต่จะคิดกำจัดทีเดียวทั้งหมด หากเฉินเฟยมีความกล ล้าเท่าผู้บังคับกองร้อย และอยากตายพร้อมกับผู้บังคับกองร้อย ก็สามารถเผชิญหน้าต่อไปได้”
หากพูดถึงงานราชการ เจียงเซี่ยนในเวลานี้ทิ้งห่างหลี่เชียนไปหลายขุม
รวมถึงเซี่ยหยวนซีด้วย
นัยน์ตาทั้งสองข้างของเซี่ยหยวนซีทอประกาย และเอ่ยทันทีว่า “ข้าจะส่งนกพิราบสื่อสารไปหาใต้เท้าเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และเอ่ยว่า “ใต้เท้าไม่ใช่คนบุ่มบ่าม คิดว่าใต้เท้าซย่าจะต้องมอบหนังสือราชการให้ใต้เท้าอย่างแน่นอน เจ้ารู้หรือไม่ว่าในหนังสือราชการเขียนอะไรบ้าง?”
เซี่ยหยวนซีเอ่ยอย่างดูถูกว่า “มีหนังสือราชการอย่างเป็นทางการที่ไหนกัน เป็นเพียงราชโองการลับแผ่นเดียวเท่านั้น และราชโองการลับแผ่นนี้เป็นความประสงค์ของฝ่าบาทหรือไม่กันแน่ ก็ ไม่มีใครรู้แน่ชัด ช่วงนี้ฝ่าบาทพิโรธกรมคลัง กรมพิธีการ สำนักราชเลขาธิการ และกรมวังทั้งวันเพราะเรื่องงานอภิเษกสมรส! มีเวลาว่างสนใจเรื่องพวกนี้ที่ไหนกัน ไม่อย่างนั้นใต้เท้าเห็น ผู้บังคับกองร้อยยังกำเริบเสิบสานอยู่ตรงนั้น จะคิดลากทั้งสองคนมาคุยกันได้อย่างไร!”