มู่หนานจือ - บทที่ 494 จิตใจ
บิดาเอ่ยปากแล้ว เจิ้งฉงย่อมเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ขอรับ”
หลี่เชียนก็ยิ้มและตบบ่าของเจิ้งฉง
เจิ้งฉงอายุน้อยกว่าเขาแค่ปีเดียว ความรู้ของเจิ้งเจียนทำให้หลี่เชียนนับถือมาก การเคารพเจิ้งเจียนเป็นผู้อาวุโส และยอมรับรุ่นเดียวกันอย่างเจิ้งฉง เป็นสิ่งที่ตรงกับความคิดของห หลี่เชียนพอดี
เขายิ้มและคุยกับเจิ้งฉงเล็กน้อย
เจิ้งฉงฉวยโอกาสแนะนำซย่าซานและจั๋วหรานกับหลี่เชียน
แม้ซย่าซานจะอายุมากกว่าหลี่เชียนปีหนึ่ง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เชียนที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่อาของเขาได้ ซย่าซานก็ยังประหม่ามากอยู่ดี
เขาประจบหลี่เชียนเล็กน้อยอย่างตะกุกตะกัก แต่หลี่เชียนกลับไม่ได้วางมาด และล้อเล่นตามเขาเล็กน้อยอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร ทำให้ซย่าซานตื่นเต้นมากทันที รู้สึกว่าหลี่เชียน นตำแหน่งสูงและมีอำนาจมากยังตลกและมีอารมณ์ขัน พูดจาขึ้นมาเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิปะทะหน้าเบาๆ ทำให้คนรู้สึกชอบ เป็นผู้ชายที่โดดเด่นมากจริงๆ ทว่าจั๋วหรานที่เดิมทีน่าจะทำใ ให้คนชอบได้ง่ายมากกว่าในโอกาสนี้กลับเพียงแค่ยืนอยู่ข้างหลังซย่าซานอย่างเงียบๆ นอกจากคำทักทายตอนแรกสุดแล้ว จนหลี่เชียนบอกลา ก็ไม่พูดอะไรเลย
จนกระทั่งเงาของหลี่เชียนหายไปแล้ว เจิ้งฉงไปส่งเจิ้งเจียนกลับห้องหนังสือ ซย่าซานก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิจั๋วหราน “ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว! นั่นคือหลี่เชียนนะ! หากเ เจ้าสร้างความประทับใจต่อหน้าเขา ไม่แน่วันไหนอาจจะได้ใช้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น หากราชสำนักยุติตลาดม้า คนมากมายแอบขายม้ากับเกลือจากเมืองกาน หากถูกจับได้ไม่เพียงแต่จะปรับเงิ นจำนวนมาก ยังอาจจะถูกปรักปรำโทษฐานกบฏ และถูกเนรเทศไปที่อย่างหลิ่งหนาน แต่หากสามารถทำให้หลี่เชียนพูดได้สักคำ ก็สามารถปล่อยคนพวกนี้ได้แล้ว” เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็กดคอ ลงและเอ่ยว่า “ข้าได้ยินว่า…ในตลาดมืดมีคนเรียกราคา คนละห้าสิบตำลึง เงินนั้นข้าหาไม่ยาก แต่หากสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้สำเร็จ ใครจะกล้าไม่มองเจ้าอย่างเคารพ? ถึงเวลานั้นพ พวกเราก็สามารถวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองซีอานได้แล้ว…”
ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ทั้งวันรู้จักคิดแต่พวกวิถีทางที่ไม่ถูกต้อง
จั๋วหรานได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วตลอด และไม่อยากสนใจเขา ทว่าความคิดกลับลอยไปที่หลี่เชียน
ได้แต่งงานกับท่านหญิง เป็นชายหนุ่มรูปงามจริงๆ หน้าตาหล่อเหลาสดใส ท่าทางอ่อนโยน
เขานึกถึงภาพที่เห็นตอนที่หลบอยู่ที่โรงเกี้ยวกับซย่าซานเมื่อครู่
สายตาอันอ่อนโยนที่หลี่เชียนมองท่านหญิงเจียหนาน แล้วยัง…ผิวราวกับหิมะ ดวงตาอันแวววาว และรอยยิ้มอันสดใสของท่านหญิงเจียหนาน…แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นคนอารมณ์ดี…ไม่ใช่ ‘ผ ผู้หญิงที่อัปลักษณ์และชั่วร้าย’ อย่างที่คนอื่นเอ่ยอย่างสิ้นเชิง…หลี่เชียนมาจากตระกูลธรรมดา…เขาไม่คู่ควรกับท่านหญิงด้วยซ้ำ…
แต่พวกเขากลับเป็นสามีภรรยากัน!
จั๋วหรานรู้สึกท้อแท้เล็กน้อยในชั่วพริบตา
แม้แต่เจิ้งฉงออกมาพาซย่าซานกับเขาไปดูงิ้ว เขาก็ไม่มีความสุขตลอด
ซย่าซานอดไม่ได้ที่จะกระซิบกับเขา “เจ้าเป็นอะไรไป? ดูไม่มีชีวิตชีวา! เกลียดที่ข้าทำให้การบ้านของเจ้าล่าช้าอย่างนั้นหรือ?” เอ่ยถึงตอนท้าย มีความดุร้ายเล็กน้อยแล้ว
จั๋วหรานเหลือบมองเจ้าคนโง่ทีหนึ่ง และเอ่ยว่า “ข้าตื่นเช้าเกินไปแล้ว…”
ฟ้ายังไม่สว่างซย่าซานก็ไปหาเขาแล้ว พี่สาวของเขาได้ยินแล้วไม่เพียงแต่ไม่ห้ามซย่าซาน ยังแอบกำชับเขาว่าต้องคบหากับซย่าซานดีๆ เขาจึงจำเป็นต้องมารอเจิ้งฉงที่ตระกูลหลี่กับซ ซย่าซาน ดีที่ได้ยินว่าหลายวันนี้คณะเหลียนจูแสดงงิ้วที่ตระกูลหลี่ ตู้ฮุ่ยจวินไม่ได้ผิดคำพูด จึงทำให้ซย่าซานอารมณ์ดีขึ้นมาก เรื่องที่ประกาศว่าจะทำให้ตู้ฮุ่ยจวินเสียหน้าก็ ถูกปล่อยทิ้งไปแล้วเช่นกัน
ซย่าซานไม่สนใจจั๋วหรานอีก เขากำลังซุบซิบเรื่องโรงเตี๊ยมที่มีชื่อเสียงของซีอานกับหม่าหย่งเซิ่งที่เพิ่งรู้จัก ตู้ฮุ่ยจวินยังแสดงงิ้วไม่จบสักองก์ ทั้งสองคนก็นัดกันเรียบร ร้อยแล้วว่าวันมะรืนจะออกไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน
หลี่จี้เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย เขารู้สึกว่าหม่าหย่งเซิ่งเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ว่ากับใครก็สามารถเข้ากันได้ดีตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แม้แต่หลี่หลินลูกพี่ล ลูกน้องที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของเขา ก็ชื่นชมหม่าหย่งเซิ่งมากเช่นกัน ยังเคยถามหม่าหย่งเซิ่งว่าต่อไปคิดจะทำอย่างไร
หากไม่ใช่ว่าหลี่หลินเองก็ต้องอาศัยหลี่ฉางชิงกินข้าว ไม่แน่เขาอาจจะดึงหม่าหย่งเซิ่งไปแล้ว
ต่างจากความคึกคักและเสียงดังเอะอะของเรือนด้านนอก เรือนด้านในกลับเงียบสงบและเยือกเย็น
แสดงงิ้วติดต่อกันสามวัน ต่อให้เป็นสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงจากเรือนด้านในที่ยากจะออกไปข้างนอกได้ก็เหนื่อยเล็กน้อยเช่นกัน เช้าตรู่แม่ลูกสกุลลู่ก็มาลาเจียงเซี่ยน ไปอำเภ ภอฉางอันเป็นเพื่อนใต้เท้าลู่แล้ว
ตอนที่ไปเจียงเซี่ยนเชิญฮูหยินลู่พาลูกสาวมาเป็นแขกบ่อยๆ อย่างอบอุ่น นายหญิงคังกับนายหญิงเจิ้งก็รั้งไว้เช่นกัน จนกระทั่งพระอาทิตย์ออกมา สายแล้ว ฮูหยินลู่กับลูกสาวถึงจะพาของ งมากมายที่เจียงเซี่ยน นายหญิงคัง และนายหญิงเจิ้งมอบให้ออกจากเถียนสุ่ยจิ่ง
แขกไปหมดแล้ว นายหญิงคังก็ฉวยโอกาสที่อากาศปลอดโปร่งพาตงจื้อกับคุณหนูทั้งสองของตระกูลคังไปที่เรือนกระจกในสวนดอกไม้ด้านหลัง
ช่วงนี้นายหญิงคังกำลังสอนพวกนางวาดภาพ
โบตั๋นสามสีในเรือนกระจกจึงกลายเป็นของโปรดของพวกนายหญิงคัง
เจียงเซี่ยนกึ่งนอนอยู่บนเตียงอรหันต์ ห่มผ้าห่มสองชั้นผ้าไหมจางสีแดงเข้มตามใจชอบ แสงแดดทะลุผ่านประตูที่ฝังกระจกสีมาส่องลงบนตัวนาง อบอุ่นและสว่างไสว ส่วนเสียงหัวเราะและเสียง ฆ้องกับกลองที่ดังมาจากเรือนด้านนอกตลอดก็เพิ่มความเงียบสงบให้ห้องอุ่นอีกเล็กน้อย
หลี่เชียนเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างปลื้มใจ
นี่เป็นชีวิตที่เขาอยากให้เจียงเซี่ยน
บังนางไว้ข้างหลังตนเอง และปกป้องอยู่ใต้ปีก ให้นางสามารถพักผ่อนอย่างสงบและไร้ความกังวลแบบนี้ได้ตลอดไป
“เป่าหนิง!” เขาก้าวไปข้างหน้าก้าวใหญ่ และนั่งลงบนม้านั่งหน้าเตียงอรหันต์ แล้วจับมือที่วางอยู่บนผ้าห่มของนางอย่างแผ่วเบา
มือของเจียงเซี่ยนอ่อนนุ่มและขาวเกลี้ยงเกลาจนทำให้หลี่เชียนนึกถึงหมั่นโถวที่เพิ่งนึ่งออกมา และอยากกัดสักคำมาก
เขายกมือของนางขึ้นมาอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ พอถึงใกล้ปากก็กลัวว่าเจียงเซี่ยนจะเจ็บ จึงเพียงแค่จูบเบาๆ ทีหนึ่ง
เจียงเซี่ยนสีหน้าแดงก่ำ แต่กลับไม่ดิ้นเหมือนเช่นเคย
หลังจากนางแก้ปมในใจเรื่องไป่เจี๋ย ก็ตามใจหลี่เชียนเล็กน้อย
เจียงเซี่ยนเรียกสาวใช้มาชงชาให้หลี่เชียน และถามเขาเรื่องที่ไปหาเจิ้งเจียน “ท่านเจิ้งแนะนำใครให้เจ้า?”
“หลี่เหลย!” หลี่เชียนจับมือของนางไม่ปล่อย และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าแปลกใจเล็กน้อย ข้าคิดว่าเขาจะแนะนำหม่าหย่งเซิ่งให้ข้า”
ดูเหมือนหลี่เชียนไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ ก็ชอบหม่าหย่งเซิ่งมาก
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก
หลี่เชียนที่วางความสนใจทั้งหมดไว้ที่เจียงเซี่ยนจึงย่อมสังเกตเห็น
เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไม? เจ้าไม่ชอบหม่าหย่งเซิ่งหรือ?”
เจียงเซี่ยนไม่ชอบหม่าหย่งเซิ่ง เพียงแต่หม่าหย่งเซิ่งจงรักภักดีต่อหลี่เชียนมาก เฉาเซวียนเคยอยากซื้อตัวเขาทว่าไม่สำเร็จ แค่เรื่องนี้ นางก็สามารถอดทนหม่าหย่งเซิ่งได้
“เจ้าชอบเขามากเกินไปหรือเปล่า?” เจียงเซี่ยนกวนหลี่เชียนตามใจชอบอย่างไม่มีเหตุผล “หลี่เหลยไม่ดีหรือ? เจ้าดูเหมือนไม่ค่อยพอใจ?”
หลี่เชียนอดที่จะหัวเราะไม่ได้ และเอ่ยว่า “ข้าไม่พอใจหลี่เหลยตรงไหนหรือ? นี่ก็กำลังคุยเรื่องนี้กับเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ?”
ทั้งสองคนผลัดกันพูดเรื่องนี้นานมาก จนตอนที่ฉิงเค่อเข้ามาถามพวกเขาว่าจะตั้งอาหารที่ไหน ทั้งสองคนถึงพบว่าเถียงกันนานมากแล้ว สำหรับเรื่องนี้ก็ไม่สามารถบอกสาเหตุได้เช่นกัน
หลี่เชียนหัวเราะ และลูบผมของเจียงเซี่ยน แล้วลุกขึ้นจูงนาง “พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ!”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และลงจากเตียงอรหันต์ตามมือของหลี่เชียน แล้วกลับไปจัดการแต่งหน้าที่ห้องด้านในครู่หนึ่ง และไปที่ห้องอุ่นที่รับประทานอาหาร
ถ้วยกับตะเกียบวางเรียบร้อยแล้ว หลี่เชียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะสี่เหลี่ยม รอเพียงนางนั่งลงจะได้นำอาหารมา
เจียงเซี่ยนถามเขา “หลี่เหลยจะออกเดินทางเมื่อไร?”
“สองวันนี้กระมัง!” หลี่เชียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ได้ให้เขานำของขวัญที่จะให้น้องหญิงสกุลเหอกับพี่ใหญ่ไปด้วยพอดี”