มู่หนานจือ - บทที่ 495 สองเรื่อง
เจียงเซี่ยนก็ถามอีกว่า “เช่นนั้นพวกเขาแต่งงาน พวกเราจะกลับไปไท่หยวนหรือไม่?”
ทั้งสองตระกูลต่างเลือกแต่งงานช่วงครึ่งปีหลัง แต่การป้องกันด่านชายแดนก็อยู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูหนาว หากให้เจียงเซี่ยนกลับไปคนเดียว…
ไม่มีใครควบคุมนางได้ นางจะต้องทำตามใจตนเองอีกอย่างแน่นอน อยากกินก็กิน อยากนอนถึงนอน ไม่มีคนควบคุมนาง แม้จะไม่ถึงกับสลับกลางวันกลางคืน ทว่าก็จะทำลายเวลาพักผ่อนปกติ นี่อันต ตรายมากสำหรับเจียงเซี่ยนที่ร่างกายเพิ่งจะหายดี
อะไรก็ไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของเจียงเซี่ยน!
พอคิดขึ้นมา หลี่เชียนก็ปฏิเสธความคิดนี้ทันที
“พวกเราไม่กลับไป!” เขาเอ่ยอย่างเด็ดขาด “พวกเขาต่างเลือกแต่งงานช่วงครึ่งปีหลัง แต่ช่วงครึ่งปีหลังงานเยอะ ทางข้าก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว เจ้าก็ต้องเตรียมของขวัญปีใหม่ที่จะให้เมื องหลวงกับพวกใต้เท้าซย่าเช่นกัน มีเวลาว่างที่ไหนกัน? เรื่องนี้เจ้าก็ไม่ต้องสนใจแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายกลับไปบอกท่านพ่อ”
เจียงเซี่ยนชอบเหอถงเหนียงมากทีเดียว แต่พอคิดว่าวันมอบสินสอดของเหอถงเหนียงกับเกาเมี่ยวหรงไล่เลี่ยกัน นางก็ไม่อยากกลับไปแล้ว หลี่เชียนพูดแบบนี้พอดีอีก เจียงเซี่ยนก็เ เห็นด้วย และขานรับด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทันที
ไม่กี่วัน ของขวัญตอบแทนที่กรมพิธีการให้ขุนนางใหญ่ที่ปกครองมณฑลต่างๆ เพราะจ้าวอี้แต่งงานก็มาถึงซีอาน
ของว่างที่ทำในวังหลายกล่องเท่านั้น ทว่าใช้ผ้าต่วนสีเหลืองอมชมพูผูกไว้ เป็นสิ่งที่ขุนนางใหญ่ระดับสามขึ้นไปถึงจะมี จึงฐานะสูงศักดิ์ขึ้นมาทันที
เจียงเซี่ยนให้คนส่งของว่างไปให้หลี่ตงจื้อ ให้นางแบ่งให้หลี่จี้สองสามชิ้น ส่วนชิ้นอื่นตอนที่ไปเรียนที่ตระกูลคังก็เอาไปให้คนของตระกูลคังกับตระกูลเจิ้งชิมด้วย
หลี่ตงจื้อได้รับของก็ยังตื่นตระหนกเล็กน้อย และเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ไม่กินหรือ?”
เจียงเซี่ยนหัวเราะเสียงดัง และเอ่ยว่า “ของว่างพวกนี้ข้ากินตั้งแต่เด็กจนโต ก็ไม่ใช่ของดีอะไรเช่นกัน ส่งมาจากเมืองหลวง และมาทางหลวง เกรงว่าจะเป็นของของหนึ่งเดือนก่อน ยังดี ที่อากาศเย็น อย่างไรก็ไม่มีทางเสีย ยังกินได้ ให้พวกเจ้า…ก็ให้พวกเจ้าเปิดหูเปิดตาเท่านั้น ไม่มีอะไรโดดเด่น หากพวกเจ้าชอบกิน ข้าจะให้หลิวตงเยว่หาคนที่ทำขนมเมืองหลวงเก่ งมา รับรองว่าพวกเจ้ากินจนไม่อยากกิน” และเอ่ยอีกว่า “ตัดเรื่องของราชสำนักไปแล้ว หากพูดถึงของว่าง ของว่างของเจียงหนานอร่อย!”
หลี่ตงจื้อเม้มปากยิ้ม
นางชอบเจียงเซี่ยนมาก
ในตัวเจียงเซี่ยนมีความเปิดเผยและตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย นี่เป็นสิ่งที่ไม่เห็นในตัวผู้หญิงคนอื่น ส่วนความไม่เกรงกลัวที่ ‘ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น’ ที่เปิดเผยออกมาในคำพูดและกิริยา าท่าทางตลอดนั้น นางรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่มีแต่ในตัวองค์หญิงกับท่านหญิงเท่านั้น คนอื่นเลียนแบบไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
“เช่นนั้นข้าไปแบ่งกับพี่รองแล้ว” หลี่ตงจื้อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เข้ามาอยู่เถียนสุ่ยจิ่งเพียงแค่ยี่สิบกว่าวัน หลี่ตงจื้อก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแล้ว ใบหน้าเล็กที่ซีดเซียวไม่เพียงแต่เปลี่ยนเป็นแดงเปล่งปลั่งแล้ว ความกังวลอย่างเบาบางอัน นเลือนรางในหน้าตาก็หายไปแล้ว และกล้าเงยหน้ามองคนแล้ว เวลาหัวเราะก็กล้าออกเสียงแล้วเช่นกัน ทำให้ทั้งตัวนางงดงามและสูงโปร่งเหมือนต้นกล้าเล็กๆ ท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ผลิ รูป ปร่างหน้าตาต่างก็เปลี่ยนเป็นโดดเด่นขึ้นมาแล้ว
เจียงเซี่ยนพยักหน้า
หลี่ตงจื้อไปหาหลี่จี้อย่างมีความสุข
หลี่จี้เพิ่งกลับมาจากข้างนอก เห็นหลี่ตงจื้อส่งของว่างให้เขา ก็ย่อมดีใจมาก จึงสั่งให้เสี่ยวจู๋สาวใช้ประจำตัวไปเอาชาเก๊กฮวยที่เจียงเซี่ยนให้คนส่งมาเมื่อหลายวันก่อนมาให้หล ลี่ตงจื้อเอากลับไปดื่มสองห่อ “พี่สะใภ้บอกว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลิดื่มอันนี้ดี”
หลี่ตงจื้อปิดปากยิ้ม และเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ก็ให้ข้าแล้วเหมือนกัน พี่รองเก็บไว้ดื่มเองเถอะ! ไม่อย่างนั้น…มอบให้คนอื่นก็ดีเหมือนกัน พี่สะใภ้อยากให้ข้าติดต่อกับพี่คังมาก ๆ ตอนนี้จึงให้ข้าเรียนหนังสือด้วยกันกับพี่คังในห้องหนังสือเล็กของเรือนด้านในของตระกูลคังกับนายหญิงคัง”
หลี่จี้ไม่ว่าจะมีธุระหรือไม่ก็จะไปเตร็ดเตร่ที่ตระกูลคัง พอได้ยินคนเอ่ยถึงคุณหนูคัง หูก็ตั้งขึ้นมา หากไม่ได้ตาบอดก็รู้ว่าเขาคิดอะไร
ดีที่คังเสียงอวิ๋นกับนายหญิงคังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรู้สึกว่าหลี่จี้ไม่เลว หรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง แต่กังวลว่าหากคุยกันชัดเจนจะอึดอัด ด…นี่ทำให้หลี่จี้ร้อนใจจนไม่สบายใจมาก
แม้จะเป็นเช่นนี้ ทว่าเขาก็ไม่อยากให้คุณหนูใหญ่ตระกูลคังถูกนินทา
“พูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ?” หลี่จี้สีหน้าแดงก่ำ และเอ่ยว่า “หากข้าจะส่งของจะไม่ไปส่งเองหรือ? เจ้าจัดการเรื่องของเจ้าเองให้ดีก็พอแล้ว”
จริงๆ แล้วเขาอยากถามเรื่องคุณหนูใหญ่คังมาก แต่รู้ว่าหากพูดเรื่องนี้ออกไป มีแต่จะนำความเข้าใจผิดมาให้คุณหนูใหญ่ตระกูลคัง
หลี่ตงจื้อก็เป็นคนรู้ว่าอะไรควรไม่ควรเช่นกัน ก่อนหน้านี้มัวแต่หยอกล้อพี่ชายของตนเอง จนลืมความแตกต่างระหว่างชายหญิงไป เวลานี้ได้รับคำเตือนจากหลี่จี้ นางจึงรีบขอโทษหลี่จ จี้ “ข้าผิดเอง! ต่อไปข้าจะไม่พูดจามั่วซั่วอีกแล้ว”
หลี่จี้เห็นน้องสาวได้รับความไม่เป็นธรรมเพราะเรื่องของตนเอง ก็รู้สึกไม่ค่อยดี จึงรีบยิ้มและเปลี่ยนเรื่อง โดยชี้ของว่างที่หลี่ตงจื้อนำมาและเอ่ยว่า “อาหารการกินของพวกเราล้ วนเป็นของพี่สะใภ้ ต้องซื้อของอะไรขอบคุณพี่สะใภ้สักหน่อยถึงจะถูก ปกติเจ้าเจอพี่สะใภ้บ่อย เจ้าเอาใจใส่จะดีกว่า”
หลี่ตงจื้อยิ้มพลางตอบรับเรื่องนี้ แล้วเอ่ยถึงเรื่องที่หลี่เหลยกลับไท่หยวน “…ยังกลับมาหรือไม่? ข้าอยากนำของไปให้พวกพี่หญิง ท่านแม่ และท่านป้าสักหน่อย…”
“พี่หลี่เหลยอาจจะไม่กลับมา” หลี่จี้เอ่ย “พี่ใหญ่บอกว่าพี่หลี่เหลยอายุไม่น้อยแล้ว ที่บ้านเร่งให้เขาแต่งงานตั้งนานแล้ว เขากลับไปครั้งนี้ก็จะแต่งงานแล้ว แต่งงานแล้วก็เ เป็นผู้ใหญ่ ย่อมไม่อาจวิ่งเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกได้อีกแล้ว ต่อไปบ้านบรรพบุรุษที่เฝินหยาง…ก็จะขอให้ครอบครัวของพี่หลี่เหลยช่วยดูแลเช่นกัน เจ้าอยากนำของอะไรไปก็เก็บให้เรียบร้ อยอย่างเร็วที่สุด สองวันนี้พี่หลี่เหลยก็จะออกเดินทางแล้ว”
เรื่องที่หลี่เหลยกลับไท่หยวนต้องปิดเป็นความลับ หลังจากหลี่เชียนปรึกษากับเจิ้งเจียนและหลี่เหลย ก็หาข้ออ้างแบบนี้ หลี่จี้จึงไม่รู้เรื่อง
หลี่ตงจื้อได้ยินแล้วกลับห้องไปก็เก็บของกองหนึ่งฝากให้หลี่เหลยนำกลับไท่หยวน
ครั้งนี้หลี่เหลยร่วมทางกับอวิ๋นหลิน
อวิ๋นหลินบอกว่ากลับไปส่งของขวัญให้หลี่หลินกับเหอถงเหนียงแทนหลี่เชียน ทว่าความจริงแล้วพาหลี่เหลยไปส่งมอบและรับช่วงต่อกับเว่ยสู่ แล้วทำงานร่วมกับจินเฉิง
ทั้งสองคนรีบเดินทางอย่างสุดกำลังทั้งวันทั้งคืน จนไปถึงไท่หยวนช่วงกลางเดือนสาม
หลี่ฉางชิงรู้ว่าหลี่เชียนกับเจียงเซี่ยนต่างไม่กลับมา ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว และเอ่ยว่า “จงเฉวียนไม่กลับมา ข้าเข้าใจได้ อีกไม่นานก็จะถึงครึ่งปีหลังแล้ว แต่ทำไมท่านหญิงถ ถึงไม่กลับมาด้วย?”
เกาฝูอวี้ที่กำลังคุยกับหลี่ฉางชิงดูสดใส ทว่ามือที่ถือถ้วยชากลับไม่ขยับนานมาก และเปิดเผยสิ่งที่เขาคิดในใจแล้ว
อวิ๋นหลินแค่ทำเป็นมองไม่เห็น และเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “หลายวันก่อนท่านหญิงไปภูเขาหลีกับใต้เท้าและกลับมา คงจะเหนื่อยแล้ว จึงไม่ค่อยมีชีวิตชีวาตลอด ใต้เท้ากลัวว่าท่านหญิงวิ่งเต้ นไปมาจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บ จะกลับมาหรือไม่ก็ไม่กล้ากำหนด หากถึงเวลานั้นท่านหญิงไม่เป็นอะไรมากถึงจะค่อยตัดสินใจอีกทีขอรับ”
หลี่ฉางชิงได้ยินแล้วก็กระวนกระวายมาก ถามเรื่องร่างกายของเจียงเซี่ยนอย่างละเอียดนานมาก พอรู้ว่าฉางเหริ่นตงยังคงไปตรวจชีพจรปกติให้เจียงเซี่ยนทุกสามวันเหมือนเมื่อก่อน เขาถึง งโล่งใจ ทว่าพออวิ๋นหลินกับหลี่เหลยออกไปพัก เขาก็ถอนหายใจและเอ่ยกับเกาฝูอวี้เหมือนค่อนข้างอดไม่ได้ว่า “จะเห็นได้ว่าบนโลกนี้ไม่มีเรื่องที่สมบูรณ์แบบ...ท่านหญิงดีทุกอย่ าง เพียงแต่ร่างกายอ่อนแอไปหน่อย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีวาสนาเรื่องลูกมากหรือไม่ ข้าว่าข้าต้องถือโอกาสเทศกาลสรงน้ำพระไปภูเขาอู่ไถด้วยตนเองสักครั้งถึงจะดี”
ลูกเป็นเรื่องใหญ่!
ตระกูลหลี่แต่งงานกับท่านหญิง หากไม่สามารถให้กำเนิดลูกที่มีสายเลือดของท่านหญิงอยู่ได้ การแต่งงานยังมีความหมายอะไร?
ทว่าเทศกาลสรงน้ำพระเป็นวันที่แปดเดือนสี่ ไม่ว่าอย่างไรหลี่ฉางชิงก็เป็นขุนนางใหญ่ระดับสามเช่นกัน หากเขาไปไหว้พระที่ภูเขาอู่ไถ ก็ขาดขบวนตลอดทางไม่ได้ หลี่หลินกับเกาเมี่ยวห หรงกำลังจะหมั้นแล้ว หากในจวนยุ่งอยู่กับการออกเดินทางของหลี่ฉางชิง ก็จะเมินเฉยเรื่องของหลี่หลินกับเกาเมี่ยวหรง…