มู่หนานจือ - บทที่ 515 เสียใจ
นั่นก็จริงเช่นกัน
นัยน์ตาของเจียงเซี่ยนอดที่จะฉายแววเศร้าหมองไม่ได้ และเอ่ยว่า “นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉิงเค่อลังเลอยู่ชั่วครู่ ถึงจะเอ่ยอย่างอ้อมค้อมว่า “สีหน้าไม่ค่อยดี ตัวอ้วนขึ้น ได้ยินแม่นมบอกว่า…ช่วงนี้ยาบำรุงจากในวัง จวนเป่ยติ้งโหว และภูเขาวั่นโซ่วไม่เคยขาดเลย เฉิงเอินกงปฏิเสธงานเลี้ยงทั้งหมด เลิกงานแล้วก็อยู่บ้านเป็นเพื่อนท่านหญิง…” ตอนที่เอ่ยถึงตรงนี้ นางก็ถอนหายใจเล็กน้อยเช่นกัน
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราไปเยี่ยมนางแต่เช้า” เจียงเซี่ยนรู้สึกหนักอึ้ง และเอ่ยว่า “หาเสื้อผ้าที่ธรรมดาหน่อยออกมาให้ข้า”
ฉิงเค่อขานรับเสียงเบา และถอยออกไป
แต่เจียงเซี่ยนกลับพลิกตัวไปมาจนแทบจะไม่ได้นอนทั้งคืน หลังจากฟ้าสว่างก็ไปที่เรือนของฮูหยินฝาง รับประทานอาหารเช้าเป็นเพื่อนฮูหยินฝางกับเจียงเจิ้นหยวนแล้วไปที่จวนเฉิงเอินกง
ตอนที่เฉาเซวียนแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ เป็นช่วงที่เฉาไทเฮาสำเร็จราชการแทนพอดี จวนเฉิงเอินกงจึงไม่เพียงแต่อยู่ใกล้วังหลวง ทว่ายังครอบครองทำเลที่ดีที่สุดในเมืองหลวงด้วย เดิมทีเป็นคฤหาสห์ของอ๋องอันฮุ่ยน้องชายแท้ๆ ของฮ่องเต้เซี่ยวจง อ๋องอันฮุ่ยจากไปก่อนวัยอันควร โดยไม่ได้ทิ้งทายาทไว้ ตอนหลังคฤหาสน์หลังนี้ถูกกรมวังริบกลับ เฉาไทเฮาจึงพระราชทานให้ตระกูลเฉา ทิวทัศน์ของภูเขา น้ำ และศาลาในคฤหาสน์ก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ในเมืองหลวงก็เป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน
ชาติก่อนเจียงเซี่ยนเคยมาที่นี่สองครั้ง
ครั้งหนึ่งตอนเช้า อีกครั้งตอนกลางคืน ตอนเช้าครั้งนั้นเพราะโต้เถียงกับหลี่เชียนในราชสำนัก ทำให้นางโกรธนานมาก จนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ บังเอิญเฉาเซวียนไม่สบายเล็กน้อยและพักผ่อนอยู่บ้าน นางจึงมาระบายความทุกข์กับเฉาเซวียนโดยอ้างว่ามาเยี่ยมคนป่วย และด่าหลี่เชียนเสียงดัง ตอนกลางคืนครั้งนั้นเพราะหลี่เชียนรู้ว่านางมักจะเรียกคณะงิ้วเข้าไปแสดงงิ้วในวัง บอกว่านางมัวแต่ชมของที่ไม่มีประโยชน์จนค่อยๆ ทำลายปณิธานอันยิ่งใหญ่ และฆ่านักแสดงงิ้วที่นางชอบอย่างเงียบๆ นางรู้ว่าหลี่เชียนอาศัยค้างคืนที่จวนเฉิงเอินกง จึงมาคิดบัญชีกับหลี่เชียน
ทั้งสองครั้งต่างรีบร้อน แต่การจัดวางแบบเจียงหนานเหมือนน้ำใต้สะพานเล็กกำลังไหลรินของจวนเฉิงเอินกงกลับทำให้นางประทับใจเป็นอย่างมาก
ทว่าก็เหมือนชาติก่อน นางไม่มีอารมณ์ชม และตามแม่นมของไป๋ซู่ อ้อมยอดเขาที่สูงและอันตรายมากมาย ไปที่ลานบนของจวนเฉิงเอินกงทันที
ไป๋ซู่ยังคงไม่เชื่อฟังแม่นม นางสวมผ้าขนสัตว์ประดับผมขนเตียวสีขาว คลุมเสื้อคลุมสีม่วง และยืนรอเจียงเซี่ยนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าซีดเซียวโดยมีหลิ่วเหมยคอยประคอง
เวลานี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาว ไป๋ซู่ก็แต่งตัวเหมือนฤดูหนาวที่หนาวมากแล้ว
เจียงเซี่ยนเห็นแล้วน้ำตาก็พากันร่วงลงมา
“จ่างจู!” นางยื่นมือออกไปจับมือของไป๋ซู่แน่น
มือของไป๋ซู่เย็นเฉียบ
เจียงเซี่ยนรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมาก
“อย่าร้องไห้! อย่าร้องไห้!” ไป๋ซู่เช็ดน้ำตาให้นางอย่างลุกลี้ลุกลน “เจ้าเป็นแบบนี้ ข้ารู้สึกไม่สบายใจ!”
เจียงเซี่ยนส่ายหน้า อยากปลอบใจนางสักหน่อย แต่กลับไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน
น้ำตาของไป๋ซู่ก็ร่วงลงมาตามไปด้วยเช่นกัน
แม่นมอยู่ข้างๆ ร้อนใจจนแทบจะกระโดดขึ้นมา “ห้ามร้องไห้ ห้ามร้องไห้ นี่ยังอยู่เดือนไม่ครบหนึ่งเดือนเลย! ระวังร้องไห้จะทำลายดวงตา!”
เจียงเซี่ยนถึงรู้สึกว่าตนเองผิด จึงรีบรับผ้าเช็ดหน้าในมือของไป๋ซู่ไปเช็ดตาอย่างแรง แล้วฝืนอดกลั้นความเจ็บปวดในใจไว้ และเอ่ยว่า “จ่างจู พวกเราไปคุยกันในห้องเถอะ”
ทางนั้นแม่นมของไป๋ซู่หยิบผ้าร้อนมาเช็ดตาให้ไป๋ซู่อย่างลวกๆ แล้ว ไป๋ซู่ก็หยุดร้องไห้แล้วเช่นกัน และคล้องแขนของเจียงเซี่ยนเข้าไปในห้องโถง
แม่นมพาทั้งสองคนเข้าไปในห้องพักผ่อน
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับเอ่ยว่า “ไปห้องนอนเถอะ! ให้จ่างจูนอนคุย จะได้ไม่เหนื่อย”
ตอนเด็กทั้งสองคนยังนอนในผ้าห่มผืนเดียวกัน ตอนนี้เฉาเซวียนไม่อยู่อีก ไป๋ซู่ก็ไม่เกรงใจเจียงเซี่ยนเช่นกัน พวกนางผ่านห้องพักผ่อน ไปที่ห้องนอนของไป๋ซู่
เจียงเซี่ยนให้ไป๋ซู่ขึ้นไปบนเตียง พวกนางคุยกันบนเตียง
แต่ไป๋ซู่กลับส่ายหน้า และเอ่ยว่า “ช่วงนี้ข้าไม่ได้ลงจากเตียงเลย นานๆ ทีเจ้าจะมา พวกเรานั่งคุยกันบนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างสักครู่”
แน่นอนว่าเจียงเซี่ยนตามใจไป๋ซู่ทุกอย่าง
พวกหลิ่วเหมยนำชากับของว่างมาให้และถอยออกไป ปล่อยให้เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่คุยเรื่องส่วนตัวกัน
ลูกตายแล้ว นางเสียใจอย่างถึงที่สุด ทว่าก็รู้ว่าวันเวลาย่อมต้องผ่านไป จะเห็นใครก็ร่ำไห้ร้องทุกข์เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ และเจียงเซี่ยนเป็นคนมาสองชาติ ก็ไม่เคยเป็นแม่เช่นกัน แม้จะสงสาร แต่ก็มักจะมีผ้าผืนบางกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง บวกกับไม่ถนัดเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันของครอบครัวกับเหล่าเพื่อนบ้านแบบนี้จริงๆ กลัวว่าหากตนเองพูดผิด จะทำให้ไป๋ซู่เสียใจมากขึ้น จึงไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนดีไปชั่วขณะ
ไป๋ซู่เป็นคนเอ่ยปากก่อน โดยเอ่ยว่า “ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงกลับเมืองหลวง? ทะเลาะกับใต้เท้าหลี่หรือ?”
เจียงเซี่ยนส่ายหน้า และเอ่ยว่า “หลี่เชียนดีกับข้ามาก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง และข้าก็ไม่ใช่คนที่เสียเปรียบและเงียบเช่นกัน จึงไม่มีวันเสียเปรียบ แต่เจ้า…บำรุงร่างกายให้ดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่อย่างนั้นหากกลายเป็นนิสัย จะไม่เพียงแต่มีลูกยาก เจ้าได้รับความทุกข์มากแล้ว”
“ข้ารู้” ไป๋ซู่เอ่ยเบาๆ ถึงมุมปากจะมีรอยยิ้ม ทว่าหน้าตากลับยังคงฉายแววกลัดกลุ้มอย่างเบาบางเช่นเดิม “ไทฮองไทเฮาออกพระราชเสาวนีย์ด้วยพระองค์เอง ให้หมอหลวงเถียนมาตรวจชีพจรให้ข้า หมอหลวงเถียนก็พูดเหมือนเจ้าเช่นกัน ให้ข้าตั้งใจบำรุงสองสามปีแล้วค่อยว่ากัน ดังนั้นไทเฮาถึงได้ส่งคนมา แต่ข้าคิดไม่ถึงว่า ท่านกั๋วกงจะปฏิเสธ…เขาเป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเฉา”
นั่นเป็นเพราะเฉาเซวียนเข้าใจ
ไม่แยกสายภรรยาเอกกับสายอนุภรรยาจะยิ่งวุ่นวาย
ชาติก่อนเขาไม่แต่งงานและไม่ต้องการลูกด้วยซ้ำ
“สมกับเป็นคนที่เจ้าถูกใจ” เจียงเซี่ยนปลอบนาง “เจ้ายังจำที่พวกเราซุบซิบคุยกันที่ตำหนักตงซานก่อนเจ้าแต่งงานได้หรือไม่? ก่อนที่เฉิงเอินกงจะแต่งงานมักจะชอบเข้าไปอยู่ในหมู่หญิงงาม ไทฮองไท่เฟยยังบอกว่า หากเฉิงเอินกงเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน และพาเข้าบ้านทุกวันวันละคน หากใครเป็นภรรยาเอกของเขาและถูกตบหน้าแบบนี้ ยังไม่ต้องพูดเรื่องตระกูล ไม่โกรธเขาแทบตายก็ต้องรำคาญเขาแทบตาย ใครก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะอยู่บ้านได้”
ไป๋ซู่เม้มปากยิ้ม ในที่สุดแก้มก็แดงเลือดฝาดเล็กน้อยแล้ว
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะโล่งอก และเอ่ยต่อว่า “เช่นนั้นต่อให้เจ้าทำเพื่อเฉิงเอินกง ก็ต้องรักษาสุขภาพเช่นกันถึงจะถูก”
ไป๋ซู่พยักหน้าหลายครั้ง
เจียงเซี่ยนก็บอกจุดประสงค์ที่ตนเองมากับนาง “…ฝันว่าไทฮองไทเฮาประชวร ข้าคิดว่าพระโพธิสัตว์ต้องมาเข้าฝันข้าอย่างแน่นอน แต่ข้าเขียนจดหมายกลับมา ไทฮองไทเฮากลับไม่เคยตรัสว่าตนเองประชวรเลย ซีอานอยู่ไกลจากที่นี่ขนาดนี้ หากมีอะไรจริงๆ ต่อให้ข้าเสียบปีกก็ยากที่จะบินถึงได้เช่นกัน จึงถือโอกาสกลับมาเยี่ยมไทฮองไทเฮาเสียเลย ฉวยโอกาสตอนที่ตนเองไม่มีธุระอะไรกลับเมืองหลวง และมาเยี่ยมเจ้าด้วย”
ไป๋ซู่ตบมือของเจียงเซี่ยนอย่างดีใจ และเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “กลับมาเที่ยวหนึ่งไม่ง่าย ฉลองปีใหม่แล้วค่อยกลับไปเถอะ! พวกเราสามารถไปชมใบไม้ที่ภูเขาเซียงได้ และยังสามารถไปเล่นบนน้ำแข็งที่ทะเลสาบสือช่าได้ด้วย บ้านที่ภูเขาเสี่ยวทังของเจ้าก็ใช้งานได้แล้วเช่นกัน…ตอนนี้พวกเราต่างแต่งงานแล้ว ไม่ใช่บุตรสาวจากตระกูลขุนนางที่เลี้ยงอยู่ใน ส่วนที่ลึกที่สุดของบ้าน และสามารถไปไหนตามใจชอบได้แล้ว!”
เจียงเซี่ยนหัวเราะ
หากไทฮองไทเฮา…นางจะไว้ทุกข์หนึ่งปี ไม่สามารถไปเที่ยวเล่นสถานที่เหล่านั้นกับไป๋ซู่ได้อย่างสิ้นเชิง…
เพียงแต่เรื่องนี้ทั้งพูดไม่ได้ และพูดออกมาก็ไม่เป็นมงคลเช่นกัน นางจึงยิ้มและปล่อยไป
ทั้งสองคนก็เอ่ยถึงเรื่องของจินย่วน หลังจากรู้ว่านางตั้งครรภ์ ฮูหยินอันลู่โหวก็ขาดแค่ไม่เซ่นไหว้นางแล้ว ทว่าหลังจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเติ้งแต่งไปจวนจิ้นอันโหวกลับไม่มีข่าวเลย ฮูหยินจิ้นอันโหวไม่พอใจเรื่องนี้มาก ไป๋ซู่ยังเอ่ยถึงหานถงซินด้วย “นางในของวังคุนหนิงบอกว่า ฝ่าบาทไม่เข้าหอกับนางด้วยซ้ำ อันชางป๋อเสียหน้าเรื่องนี้ไม่ได้ จึงใช้เงินมากมายติดสินบนคนในฝ่ายขันทีและนางใน…”
หลังจากหานถงซินถูกแต่งตั้งเป็นฮองเฮา หานจงบิดาของนางก็ถูกแต่งตั้งเป็นอันชางป๋อ
————————————