มู่หนานจือ - บทที่ 520 ล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง
“เป่าหนิง!” ฮูหยินฝางเรียกเจียงเซี่ยนเหมือนเตือน แล้วกดคอลงและเอ่ยว่า “ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็นฮ่องเต้แล้ว เจ้าเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าพวกเราก็แล้วไป แต่จะพูดจามั่วซั่วข้างนอกไม่ได้ เวลานี้ข้างนอกมีคนอยากประจบฮ่องเต้มากมาย! แล้วยังตระกูลหาน ถึงจะไม่มีข่าวอะไร แต่เจ้ากับข้าต่างก็รู้ว่า ตระกูลที่เพิ่งจะร่ำรวยขึ้นมาอย่างพวกเขาต้องพยายามหาโอกาสปรากฏตัวอย่างแน่นอน เจ้าอย่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จนถูกคนของตระกูลหานจับจุดอ่อน และถูกใช้เป็นเครื่องมือ”
เจียงเซี่ยนหัวเราะเยาะ และเอ่ยว่า “ตระกูลหานเป็นใคร? พวกเขาไม่คิดเช่นนี้ก็แล้วไป หากพวกเขาคิดเช่นนี้ ข้ามีวิธีจัดการพวกเขามากมาย”
ชาติก่อน ตระกูลหานไม่อยู่ในสายตาของนางด้วยซ้ำ
นางรู้เรื่องที่ตระกูลหานเกลียด ก็เป็นเพราะมีคนอยากประจบนาง จึงเล่าเป็นเรื่องตลกต่อหน้านางเช่นกัน
ชาตินี้ นางก็ยิ่งไม่มีทางสนใจตระกูลหานแล้ว เรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นหรือไม่กันแน่ นางไม่รู้
ทว่านางรู้จักอ๋องเจี่ยน
ชาติก่อน อ๋องเจี่ยนวางตัวคลุมเครือ เคยมีช่วงหนึ่งทำให้นางกังวลมากว่าอ๋องเจี่ยนจะเปลี่ยนใจ นางจึงใส่ใจเรื่องของอ๋องเจี่ยนมาก และจุดอ่อนของอ๋องเจี่ยน ไม่ใช่แค่เรื่องสองเรื่อง เรื่องมากมายล้วนเกิดขึ้นก่อนอายุสิบขวบ ตระกูลหานยั่วโมโหนาง นางก็ไม่ถือสาที่จะให้อ๋องเจี่ยนไปกอบกู้สถานการณ์หลังจากเกิดเหตุผิดพลาด
ฮูหยินฝางไม่รู้ ยังคิดว่านางพูดไปด้วยความโกรธ จึงรีบปลอบนาง “เจ้าก็อย่ากังวลเกินไปเช่นกัน ลุงใหญ่ของเจ้าก็ไม่ใช่คนที่ล่วงเกินได้ง่ายๆ เหมือนกัน เจ้าแค่เป็นฮูหยินอาวุโสของเจ้าอย่างสบายใจก็พอแล้ว โกรธคนอย่างพวกเขา…ไม่คุ้ม” แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง โดยเอ่ยว่า “แต่อย่างไรก็ต้องรับมือฝ่าบาทสักหน่อย ถึงอย่างไรเขาก็เป็นฮ่องเต้ แถมยังส่งคนมารับเจ้าไปลานล่าสัตว์โดยเฉพาะ ต่อให้เจ้าไม่เต็มใจ ก็ต้องหาทางลงและหาเหตุผลให้ฝ่าบาทเช่นกัน”
เจียงเซี่ยนอดทนหลี่เชียน เป็นเพราะชอบเขา หวังว่าเขาจะมีความสุขเวลาที่อยู่กับนาง
ให้นางอดทนจ้าวอี้ จ้าวอี้ยังไม่มีเกียรติมากขนาดนั้น
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ให้เสี่ยวโต้วจึมาคุย”
เสี่ยวโต้วจึ นั่นเป็นคำเรียกในอดีตของขันทีตู้ เวลานี้เขาเป็นหัวหน้าขันทีวังเฉียนชิงที่กุมอำนาจอย่างแท้จริง และคนโปรดอันดับหนึ่งข้างกายฮ่องเต้ นอกจากฮ่องเต้แล้ว ยังมีใครกล้าเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวโต้วจึ’ ตรงๆ อีก?
ฮูหยินฝางฝืนยิ้ม และอยากเตือนเจียงเซี่ยนเล็กน้อย ทว่าเห็นเจียงเซี่ยนสีหน้าหม่นหมอง ก็นึกถึงที่จู่ๆ นางก็โกรธจัดเหมือนฟ้าผ่าเมื่อครู่ ฮูหยินฝางคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็กำชับนางอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรก็คุยกันดีๆ อย่าโมโห” และลุกขึ้นสั่งให้คนไปเชิญตู้เซิ่งมา
ตู้เซิ่งมาพร้อมกับเจียงลวี่
เห็นเจียงเซี่ยนนั่งอยู่บนเตียงอรหันต์อย่างมั่นคงด้วยท่าทางไม่สนใจไยดี ก็ยังคงยิ้มพลางเข้าไปคารวะเจียงเซี่ยนอย่างนอบน้อมเหมือนเมื่อก่อนเช่นเดิม และเอ่ยว่า “ไม่ได้เจอท่านหญิงระยะหนึ่ง ท่านหญิงดูผ่ายผอมไปไม่น้อย ฝ่าบาทคิดถึงท่านหญิงอยู่ตลอด! หากทราบว่าท่านหญิงไปซีอานแล้วไม่เพียงแต่ไม่อ้วนยังผอมด้วย ต้องตำหนิใต้เท้าหลี่อย่างแน่นอน...”
ไม่รู้ว่าลืมหรือตั้งใจดูหมิ่นหลี่เชียน จนถึงวันนี้จ้าวอี้ก็ยังไม่แต่งตั้งหลี่เชียนเป็น ‘สามีของท่านหญิง’ เช่นกัน
หลี่เชียนไปสืบสาวเรื่องนี้ตอนที่ไม่มีคนหรือไม่ เจียงเซี่ยนไม่รู้ นางไม่สนใจ
ชาติก่อน หลี่เชียนกุมอำนาจทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยตนเอง มีเกียรติมากกว่าได้แต่งตั้งเป็น ‘สามีของท่านหญิง’ เพราะภรรยาอีกไม่ใช่หรือ!
เจียงเซี่ยนขี้เกียจที่จะคุยกับตู้เซิ่งอีก จึงขัดจังหวะเขา และเอ่ยว่า “พ่อของข้าตายในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง เจ้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ? ข้าจะไม่ไปลานล่าสัตว์อย่างแน่นอน เจ้าจะหาเหตุผลก็ดี หรือบอกตรงๆ ก็ตาม กลับไปช่วยทูลฝ่าบาทให้ข้าด้วย” น้ำเสียงเย็นยะเยือก เด็ดขาด ไม่ให้ไกล่เกลี่ยแม้แต่นิดเดียว
ตู้เซิ่งอาจจะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้อีกเลยตั้งแต่จ้าวอี้ว่าราชการด้วยตนเอง ควรกล่าวว่า ต่อให้เป็นตอนที่เฉาไทเฉาสำเร็จราชการแทน ในฐานะฮ่องเต้ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จ้าวอี้ก็ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน ต่อให้เป็นเหยียนหวาเหนียนราชเลขาธิการจากสำนักราชเลขาธิการที่ตอนนั้นเฉาไทเฮาให้ความสำคัญอย่างสุดหัวใจ เวลาปฏิเสธจ้าวอี้ก็ยังต้องคิดวิธีที่อ้อมค้อมและไม่ทำลายความหยิ่งในศักดิ์ศรีของจ้าวอี้ ตรงไปตรงมาเหมือนเจียงเซี่ยนนี้ ไม่มีจริงๆ!
เขาอึ้งไปตรงนั้น และไม่ได้สติกลับมานานมาก
เจียงเซี่ยนไม่ทนแล้ว นางกวาดตามองเขาเหมือนเงาดาบ และเอ่ยว่า “ทำไม? เจ้าคิดวิธีไม่ออกแม้แต่เรื่องนี้หรือ?”
ตู้เซิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่นทันที จึงรีบหลุบตาลง และเอ่ยอย่างลังเลว่า “ข้ามิกล้าปิดบังฝ่าบาท…”
“เจ้าอย่าเอ่ยเรื่องทั้งหมดนี้ต่อหน้าข้า” เจียงเซี่ยนเอ่ยอย่างเย็นชา “หากพวกเจ้าแต่ละคนต่างซื่อสัตย์ขนาดนั้น พวกบ้านที่ซื้ออยู่ข้างนอกนั้นมาจากไหน? หรือขันทีตู้รู้สึกว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้ว ข้าก็ต้องติดสินบนขันทีตู้หน่อยเช่นกัน?”
“มิกล้า มิกล้า!” ตู้เซิ่งปากพูดแบบนี้ ก็อาจจะไม่เปลี่ยนตรงไหนแม้แต่นิดเดียว ทว่าเห็นเจียงเซี่ยนบีบบังคับแบบนี้ ถึงอย่างไรในใจก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่ดี แต่เขากลายเป็นคนสนิทของจ้าวอี้ได้ ก็เพราะเอาใจจ้าวอี้ไม่ใช่หรือ เขาเคยถูกรังแกแบบนี้ที่ไหนกัน? จึงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะทูลฝ่าบาทตามคำพูดของท่านหญิง!”
“แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ!” ทว่าเจียงเซี่ยนกลับไม่ไว้หน้าแม้แต่นิดเดียว เอ่ยประโยคนี้จบ ก็ยกชาส่งแขกทันที
ตู้เซิ่งโกรธมาก จึงยิ้มเยาะและลุกขึ้นบอกลา
เจียงลวี่ตกตะลึง แล้วแอบยกนิ้วโป้งให้เจียงเซี่ยน และยิ้มพลางส่งตู้เซิ่งออกไปข้างนอก
ฮูหยินฝางได้ข่าวก็อดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้าอย่างร้อนใจ และให้คนไปบอกเจียงเจิ้นหยวน “คนที่มีคุณธรรมสูงส่งมักจะใจกว้าง คนถ่อยมักจะกลุ้มใจ แค่กลัวว่าถึงเวลานั้นตู้เซิ่งจะพูดจาเหลวไหลอย่างรุนแรงกว่าเดิมต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท”
เจียงเจิ้นหยวนเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยว่า “แค่ขันทีเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น! หากเขากล้าปากมาก ข้าย่อมมีวิธีจัดการเขา!”
แต่ละคนต่างก็เป็นแบบนี้!
ฮูหยินฝางพูดอะไรไม่ออก
สุดท้ายจึงตัดสินใจไม่สนใจพวกเขาแล้ว
—————————————————–
แล้วก็เป็นอย่างที่ฮูหยินฝางคิด ตอนที่ตู้เซิ่งกลับไปตอบจ้าวอี้ยังเอ่ยแต่งเติมเรื่องราวเล็กน้อยด้วย “…ท่านหญิงให้กระหม่อมหาข้ออ้าง กระหม่อมมิกล้า กล้าเพียงทูลตามตรง”
เขาเอ่ยจบ ก็เหลือบมองซุนเต๋อกงหัวหน้าขันทีซือหลี่เจียนที่รับใช้อยู่ในห้องทีหนึ่งอย่างเร็วมาก
ทว่าซุนเต๋อกงกลับพับแขนเสื้อขึ้นอย่างว่านอนสอนง่ายและช่วยฝนหมึกให้จ้าวอี้อยู่ตรงนั้นเหมือนไม่ได้ยิน
“นางเอ่ยเช่นนี้จริงหรือ?” จ้าวอี้ได้ยินก็ขมวดคิ้วพลางถาม ดูออกว่าไม่ค่อยพอใจ แต่กลับไม่โกรธ
ตู้เซิ่งรีบเอ่ยว่า “กระหม่อมมิกล้าโกหก!”
จ้าวอี้ได้ยินแล้วก็เหม่อลอยไปครู่หนึ่งอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าผิดเอง นางไม่ชอบล่าสัตว์มาโดยตลอด…เช่นนั้นก็อย่าเรียกนางเลย เจ้ากลับไปบอกท่านหญิงว่า ให้นางกลับไปอยู่ในวังสักสองสามวัน ไทฮองไทเฮาคิดถึงนางอยู่ตลอด! นางจะขอตำแหน่งให้หลี่เชียนไม่ใช่หรือ? อีกไม่กี่วันข้าก็กลับไปแล้ว มีเรื่องอะไรไว้ข้ากลับไปแล้วค่อยว่ากัน”
เขาก็ไม่ชอบล่าสัตว์เหมือนกัน แต่โอรสสวรรค์เฝ้าประตูแคว้น ไม่เดินแบบนี้ พวกขุนนางใหญ่จากสำนักราชเลขาธิการก็จะบ่นอยู่ตรงนั้นจนน่ารำคาญอีก
นี่ยังใช่คำพูดที่ฮ่องเต้เอ่ยหรือไม่?
ถูกคนปฏิเสธแบบนี้ ต่อให้ไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็ควรจะจับคนๆ นั้นขังตำหนักเย็นตั้งแต่นี้ไปเช่นกันกระมัง?
ตู้เซิ่งอ้าปากกว้าง
ซุนเต๋อกงเงยหน้าขึ้นมองจ้าวอี้ทีหนึ่งอย่างเร็วมากทันที
ในดวงตาของทั้งสองคนต่างฉายแววตกใจเป็นอย่างมาก
จ้าวอี้ที่เป็นฮ่องเต้ไม่สนใจว่าพวกคนรับใช้ข้างกายต่างคิดอะไรบ้าง เขาเห็นตู้เซิ่งไม่ทำงานตามความต้องการของเขาทันที ก็ไม่พอใจมาก จึงขมวดคิ้วจนเป็นตัวอักษรชวน และเอ่ยว่า “เจ้ายังยืนอยู่ตรงนี้ทำไม? ไม่ได้ยินว่าข้าพูดว่าอะไรหรือ?”
———————————–