มู่หนานจือ - บทที่ 527 ประหลาดใจ
ไช่ซวงเป็นสายรองของจวนจิ้นอันโหว และใกล้จะเกินสามรุ่นแล้ว แต่ที่เขาถูกไช่ติ้งจงจิ้นอันโหวยอมรับเป็นหลานชายของตนเอง และยังสนับสนุนเขาในเส้นทางการเป็นขุนนาง ก็เกี่ยวข้องกับความสามารถของเขาเอง และเกี่ยวข้องกับที่เขาประจบประแจงไช่ติ้งจงอย่างเงียบๆ สุดกำลังเป็นอย่างมากด้วย คนที่อยู่ข้างกายไช่ติ้งจง…เขาก็ย่อมจัดการอย่างเหมาะสมเช่นกัน เวลาแบบนี้จึงมีคนออกหน้าช่วยพูดต่อหน้าไช่ติ้งจงให้เขา
ทว่าวันนี้ไช่ซวงกลับอยากเจอไช่ติ้งจงมาก เขาจึงยิ้มพลางขอบคุณผู้ติดตามคนนั้น และถามเสียงเบาว่า “รู้หรือไม่ว่าท่านอาเรียกพวกผู้ช่วยมาคุยเรื่องอะไร?”
ผู้ติดตามคนนั้นมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าไม่มีคน ถึงจะกดคอลงและเอ่ยว่า “ได้ยินว่าเมื่อคืนฝ่าบาทแอบกลับเมืองหลวงอีกแล้ว…”
ไช่ซวงใจเต้น
ตระกูลไช่มีวันนี้ได้ ก็เพราะอาศัยความเชี่ยวชาญในการคาดเดาใจฮ่องเต้
ทำให้คนของตระกูลไช่กลายเป็นคนที่เจออะไรก็ชอบครุ่นคิดพักหนึ่งเช่นกัน
ฮ่องเต้มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ อาของเขาย่อมต้องสนใจ
เพียงแต่คำว่า ‘อีก’ แสดงว่าฮ่องเต้กลับมาอย่างน้อยสองครั้งแล้ว
เขานึกถึงสิ่งที่หลิวตงเยว่เอ่ย แล้วอดไม่ได้ที่จะกดคอลงตามไปด้วย และเอ่ยว่า “ฝ่าบาทยังเคยกลับมาตอนไหนอีก?”
ผู้ติดตามเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านหญิงเจียหนานกลับเมืองหลวง ฝ่าบาทแอบกลับวัง แถมยังเสวยพระกระยาหารเย็นที่วังฉือหนิงด้วย ผ่านไปสองสามวันก็มอบของมากมายให้เป็นรางวัลแก่ท่านหญิง ของทั้งหมดเอาออกมาจากในท้องพระคลัง ท่านหญิงบอกว่าไม่ต้องการ ทั้งกินไม่ได้และดื่มไม่ได้ ฝ่าบาทก็บอกว่าเป็นของขวัญที่ให้ท่านหญิงสำหรับเข้าพิธีปักปิ่น และส่งถั่วทองไปอีกหนึ่งหู แถมยังเอ่ยว่า ทีนี้ก็กินได้ดื่มได้แล้วใช่หรือไม่? ท่านหญิงเจียหนานจึงรับไว้ทั้งหมด ฝ่าบาทดีใจมาก และให้หลิวชิงหมิงหัวหน้าขันทีของท้องพระคลังไปรับใช้ท่านหญิง บอกว่าช่วงที่ท่านหญิงเจียหนานอยู่ในวังชั่วคราว หลิวชิงหมิงรับผิดชอบเรื่องของท่านหญิงเจียหนาน” เขาเอ่ยถึงตรงนี้ ก็มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังครู่หนึ่ง และเอ่ยว่า “ท่านโหวบอกว่า ทางอ๋องเจี่ยนได้ข่าวว่า ท่านหญิงส่งของทั้งหมดนั้นไปที่บ้านที่ภูเขาเสี่ยวทังของนาง องครักษ์ของตระกูลหลี่ที่คุ้มกันท่านหญิงกลับเมืองหลวงอาศัยอยู่ในบ้านที่ภูเขาเสี่ยวทัง แต่ละคนต่างเป็นยอดฝีมือ และท่านหญิงยังอยากขอตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลส่านซีให้หลี่เชียนด้วย อันชางป๋อรู้แล้วโกรธมาก จะไปต่อว่าฝ่าบาท แต่ถูกอ๋องเจี่ยนขวางไว้ แถมยังกักบริเวณอันชางป๋อด้วย บอกว่าเรื่องนี้ต้องรอฮองเฮากลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
ไช่ซวงได้ยินแล้วก็ยากที่จะปิดบังความรู้สึกตื่นตระหนกได้
ตระกูลไช่ของพวกเขาไม่มีความสามารถเท่าตระกูลเจียง ทว่าหากพูดถึงเรื่องรู้ข่าวเร็วกลับไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเจียง กระทั่งบางครั้งยังจะเร็วกว่าตระกูลเจียงเล็กน้อยด้วย ในเมื่อเรื่องพวกนี้ถ่ายทอดออกมาจากปากของผู้ติดตามที่ใกล้ชิดที่สุดข้างกายท่านอา เช่นนั้นก็ไม่ผิดอย่างแน่นอน
นี่ฮ่องเต้จะทำอะไร?
หากถูกใจท่านหญิงเจียหนาน ทำไมตอนนั้นไม่คิดหาทางแต่งงานกับท่านหญิงเจียหนาน?
หากเป็นเพียงความผูกพันของพี่ชายกับน้องสาว มีใครจะให้ความสำคัญของลูกพี่ลูกน้องที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวของตนเองแบบนี้?
หรือว่าตอนนี้จู่ๆ ฮ่องเต้ก็รู้ตัวแล้ว หลังจากแต่งงานถึงจะรู้ว่าคนที่ตนเองชอบคือท่านหญิงเจียหนาน?
ในสมองของไช่ซวงตีกันยุ่งเหยิง รู้สึกกลัวว่าในอนาคตภรรยาของหลี่เชียนจะไม่เชื่อฟังคำพูดของสามี
และเรื่องนี้เขายังคิดไปในทางนี้ได้ คนอื่นก็ยิ่งจะสงสัยแบบนี้แล้ว หากแพร่งพรายออกไป ไม่ว่ามีหรือไม่ก็เป็นเรื่องอื้อฉาวทั้งนั้น และยังเป็นเรื่องอื้อฉาวของราชวงศ์ด้วย นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนที่อาศัยอาถึงจะปีนถึงตำแหน่งขุนนางฝ่ายบู๊ระดับสามอย่างยากลำบากอย่างเขาควรจะได้ยิน
“ผู้ว่าราชการมณฑลส่านซีเป็นตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่ใช่หรือ?” ไช่ซวงใจลอย และรีบเอ่ยว่า “ต่อให้ท่านหญิงต้องการเช่นนี้ ฝ่าบาทก็น่าจะไม่ตกลงเช่นกัน ท่านอากังวลมากไปแล้ว” เขาเอ่ยจบก็เตรียมตัวบอกลา
ใครจะรู้ว่าผู้ติดตามคนนั้นอาจจะรู้สึกว่าไช่ซวงเป็นคนเชื่อถือได้ ปกติสวมเสื้อผ้าสวยงามเดินในค่ำคืนที่มืดมิด เรื่องที่รู้ต่างไม่สามารถพูดออกไปได้ ตอนนี้กว่าจะเจอคนที่คุยกับเขาได้สักคนก็ไม่ง่ายเลย เขาจึงเอ่ยแล้ว “จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้เช่นกัน หลี่เชียนแต่งงานกับท่านหญิง ก็เป็นน้องเขยของฝ่าบาทแล้ว ขอเพียงฝ่าบาทแต่งตั้งเขาเป็นสามีของท่านหญิง เขาก็เป็นขุนนางใหญ่ขั้นพิเศษของราชสำนักแล้ว ก็ไม่แบ่งตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นกับขุนนางฝ่ายบู๊แล้วเช่นกัน แค่กังวลว่าพวกราชเลขาธิการจากสำนักราชเลขาธิการจะไม่เห็นด้วย แต่ครั้งก่อนที่ท่านหญิงเจียหนานกลับมาหาตำแหน่งขุนนางให้หลี่เชียนที่เมืองหลวง ถึงจะเข้าทางเฉาไทเฮา ทว่าเรื่องราวราบรื่นขนาดนั้นได้ ก็เป็นเพราะสยงจวิ้นหรงกับจั่วอี่หมิงต่างช่วยพูดให้ท่านหญิงเจียหนานเช่นกัน”
“คุณชายอาจจะไม่รู้ เมื่อก่อนสยงจวิ้นหรงกับจั่วอี่หมิงต่างเคยสอนหนังสือท่านหญิง ตอนนั้นวังจี่เต้าถามจั่วอี่หมิง จั่วอี่หมิงก็ตอบแบบนี้ แถมยังบอกว่าผู้หญิง…มีใครไม่ทำเพื่อครอบครัวเล็กๆ ของตนเองบ้าง ถึงแม้ตำแหน่งผู้บัญชาการระดับสองของกองบัญชาการกำลังสำรองส่านซีจะสำคัญ แต่ส่านซีก็ยังมีกองบัญชาการไม่ใช่หรือ? ก็ถือว่าฝ่าบาทมอบให้ไทเฮา ตำแหน่งนี้จึงตกเป็นของหลี่เชียนอย่างไม่ต้องคิดแม้แต่นิดเดียว” พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างอิจฉามาก “เจ้าว่าทำไมหลี่เชียนถึงโชคดีขนาดนี้? แทบจะแต่งงานกับความสมปรารถนาแล้ว เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย ฐานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ อยากได้อะไรก็ได้อย่างนั้น! และข้ายังได้ยินว่าท่านหญิงเจียหนานเป็นหญิงงามด้วย เจ้าเป็นเพื่อนร่วมงานกับหลี่เชียน เจ้าเคยเห็นรูปร่างหน้าตาของท่านหญิงเจียหนานหรือไม่? ข้าว่า…ใต้หล้านี้มีเรื่องสมบูรณ์แบบที่ไหนกัน ในเมื่อมีอำนาจและอิทธิพล รูปร่างหน้าตานั้นต้องธรรมดาอย่างแน่นอน เจ้าไม่เห็นบุตรสาวของราชเลขาธิการวัง ข้าเจอตอนที่ตามท่านโหวไปจุดธูปที่วัดเซี่ยงกั๋วครั้งก่อน รูปร่างหน้าตาเหมือนราชเลขาธิการวังไม่มีผิด หน้าเหลี่ยม คอสั้น รูปร่างสูงใหญ่ นี่หากเป็นผู้ชายก็หน้าตาดี ทว่าดันเป็นผู้หญิง…”
ไช่ซวงนึกถึงเงาร่างผอมเพรียวอันเลือนรางหลังผ้าม่านเบาบาง แล้วเม้มปาก โดยไม่พูดอะไร
——————————————————
ส่วนเจียงเซี่ยนที่จู่ๆ ก็เจอจ้าวอี้สองชั่วยามก่อนที่ตนเองจะเข้าพิธีปักปิ่น ก็พูดอะไรไม่ออกนานมาก
แต่จ้าวอี้ก็ยังยิ้มและทักทายว่า “ตกใจมากใช่หรือไม่? ข้าห้ามให้พวกเขาบอก เจ้าคิดไม่ถึงว่าข้าจะกลับวังจริงๆ ด้วย”
เจียงเซี่ยนตบหน้าอก แล้วสูดหายใจลึกสองสามครั้ง และรับชาที่ฉิงเค่อยื่นมาใกล้มือมาดื่มเล็กน้อย ถึงจะได้สติกลับมา และเอ่ยว่า “ฝ่าบาทกลับมาทำไม? การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงต้องถึงต้นเดือนหน้าไม่ใช่หรือ? ฝ่าบาททิ้งงานของราชสำนักไว้ข้างๆ อีกแล้วหรือ? อีกอย่าง…หม่อมฉันเข้าพิธีปักปิ่น เป็นเรื่องของผู้หญิง เกี่ยวอะไรกับฝ่าบาทด้วย! ฝ่าบาทกลับมาทำไม?”
จ้าวอี้เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร? ข้าเป็นห่วงว่าเจ้าอยู่ในวังคนเดียวจะไม่สนุกไม่ใช่หรือ? และข้าก็ไม่เข้าร่วมพิธีปักปิ่นของเจ้า ข้าเพียงแค่นั่งตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวข้าก็ไป” ระหว่างที่เขาเอ่ยก็หยิบกระจกที่มีด้ามจับที่เจียงเซี่ยนวางอยู่บนโต๊ะอุ่นขึ้นมาดูด้วย และเอ่ยว่า “ช่วงนี้หลิวชิงหมิงถูกใจเจ้าหรือไม่? เขาคนนี้ไม่เลวทีเดียว มอบท้องพระคลังใหญ่ขนาดนั้นให้เขาจัดการ เขาก็จัดการได้อย่างเป็นระเบียบ ไม่เคยผิดพลาดเลย…”
นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้นางในเฉินผู้นั้นยังทำงานอยู่ที่ท้องพระคลัง และหลิวชิงหมิงเป็นคนรับใช้ด้วยตนเอง งานนี้ย่อมทำได้ดีอยู่แล้ว!
เจียงเซี่ยนเบ้ปากเล็กน้อย อยากถามจ้าวอี้มากว่ายังจำคนสกุลฟางได้หรือไม่ ทว่าเห็นเขาดูตื่นเต้นดีใจ ก็คิดว่าช่างเถอะ
ในเมื่อทั้งสองคนไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว ก็เอ่ยพวกคำพูดที่ยั่วยุคนให้น้อยหน่อยเช่นกัน
“พอใช้ได้!” เจียงเซี่ยนตอบเขาอย่างขอไปที “คนๆ นี้ทำงานได้ไม่เลวจริงๆ แต่กลัวว่าเขาอยู่ที่ตำหนักของหม่อมฉันจะไม่เป็นธรรมกับเขา หลังจากหม่อมฉันออกจากวัง ฝ่าบาทต้องตกรางวัลให้เขาอย่างดีถึงจะถูก”
จ้าวอี้ได้ยินนางเอ่ยว่าจะออกจากวังก็รู้สึกไม่สบายใจ ทว่ามีนางในที่หวีผมเข้ามาจะหวีผมให้เจียงเซี่ยน เขาไม่สะดวกที่จะนั่งตรงนี้ต่อ จึงลุกขึ้นไปหาไทฮองไทเฮา
————————————