มู่หนานจือ - บทที่ 544 เสียดาย
เงินสามแสนตำลึง ใต้หล้าฐานที่มั่นหมื่นกว่าแห่ง คนมากของน้อย ได้เห็นข้าวไม่กี่เมล็ดก็ไม่เลวแล้ว หลักๆ ยังคงเป็นเรื่องเกียรติ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์และเส้นสายของผู้บัญชาการของฐานที่มั่นแห่งนี้ เกี่ยวพันถึงแม่ทัพกับทหารของฐานที่มั่นสร้างความดีความชอบในการรบแล้วช่วยพวกเขาช่วงชิงมาได้หรือไม่ คนที่ตายแล้วได้รับเงินบำรุงขวัญหรือไม่เป็นต้น กลับไม่สนใจว่าเงินเท่าไร
เจียงเซี่ยนก็ไม่ถามแล้วเช่นกัน
ทว่าพอถึงวันรุ่งขึ้น หลิวชิงหมิงวิ่งเข้ามาบอกนางอย่างยับยั้งความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “ท่านหญิง ฝ่าบาทจัดสรรเงินให้ใต้เท้าหลี่สองแสนตำลึงขอรับ!”
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เจียงเซี่ยนตกใจมาก จนลุกขึ้นยืนทันที
“สำนักราชเลขาธิการกำลังหารืออยู่ขอรับ!” ใบหน้าของหลิวชิงหมิงเต็มไปด้วยความได้ใจ “วังจี่เต้ากับสยงจวิ้นหรงต่างไม่เห็นด้วย แต่ฝ่าบาทตรัสว่า ไม่เห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วย แถมยังเถียงเรื่องกรมคลังว่า สองสามปีนี้กรมคลังครอบครองตำแหน่งเปล่าๆ โดยไม่ทำงาน แม้แต่บัญชียังดูแลได้ไม่ดี ทุกครั้งที่ถึงเวลาที่ราชสำนักต้องใช้เงิน ก็เริ่มร้องไห้และบอกว่าจน ในเมื่อรู้ว่าท้องพระคลังว่างเปล่า แล้วก่อนหน้านี้ทำอะไรอยู่? แถมยังตรัสว่าหากเหมยเฉิงคิดว่าตนเองทำไม่ได้ ก็ฉวยโอกาสเปลี่ยนคนดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ”
เพราะการปรากฏตัวของเจียนเซี่ยน หูอี่เหลียงจึงไม่มีวาสนากับเสนาบดีกรมคลัง
นางไม่ได้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของราชสำนักมาระยะหนึ่งแล้ว คิดไม่ถึงว่าเหมยเฉิงจะเป็นเสนาบดีกรมคลัง
จะเห็นได้ว่าเหมยเฉิงยังมีโชคชะตาในการเป็นขุนนางหน่อยจริงๆ!
หลิวชิงหมิงกลัวเจียงเซี่ยนไม่รู้ จึงรีบเอ่ยว่า “เหมยเฉิงเป็นอดีตผู้ช่วยเสนาบดีของกรมพิธีการ บังเอิญเข้าตาของสยงจวิ้นหรง ช่วยจัดงานอภิเษกสมรสของฝ่าบาท ฝ่าบาทเห็นเขาทำงานเชี่ยวชาญมาก ได้รับความสนใจจากฝ่าบาทมาก จึงเลื่อนขั้นติดกันหลายขั้น ให้เขาเป็นเสนาบดีของกรมคลัง ควบราชเลขาธิการตำหนักจิ่นเซิน นี่เพิ่งจะรับตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งเดือนขอรับ!”
มิน่าเล่าถึงไม่ได้ยิน
ก่อนหน้านี้นางยุ่งอยู่กับการรีบเดินทางและเป็นห่วงความเป็นความตายของไทฮองไทเฮาตลอด
เจียงเซี่ยนพยักหน้า แล้วขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ตอนนี้การหารือในราชสำนักยังไม่จบหรือ?”
“ยังขอรับ” หลิวชิงหมิงมองเจียงเซี่ยนอย่างประหลาดใจ ฮ่องเต้ออกหน้าให้นางขนาดนี้ นางกลับไม่ดีใจ หรือว่ากลัวคำครหาอย่างนั้นหรือ? เขาครุ่นคิด และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านหญิง ข้าไปสืบข่าวอีกหน่อยดีกว่า? ข้าว่าเหมยเฉิงเป็นคนฉลาดมาก น่าจะคิดหาทางออก”
“เช่นนั้นเจ้าไปเถอะ!” เจียงเซี่ยนก็อยากรู้ผลอย่างเร็วที่สุดเหมือนกัน
หลิวชิงหมิงวิ่งไปอย่างเร็วมาก
ไป๋ซู่ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ทีนี้ดีแล้ว เจ้าจะดังอีกแล้ว!”
เจียงเซี่ยนรู้ว่านางหมายถึงเรื่องเวินเผิง
นางไหว้วานให้เฉาเซวียนช่วยเหลือ ไป๋ซู่ย่อมรู้ แถมยังโกรธมากด้วย รู้สึกว่าสุดท้ายเจียงเซี่ยนยังให้คนแซ่เวินเป็นขุนนางใหญ่ระดับสาม ทำให้เขาสบายเกินไปแล้ว หลังจากเกิดเรื่องคนในราชสำนักพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านหญิงเจียหนานเย่อหยิ่งจองหองมากเกินไป ทว่าก็แสดงคำพูดและกิริยาท่าทางหลีกเลี่ยงออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ในความคิดของไป๋ซู่ เจียงเซี่ยนแต่งไปเมืองในชนบท หากไม่มีชื่อเสียงที่ร้ายกาจสักนิด เกรงว่าจะรักษาของของตนเองไว้ไม่ได้ แบบนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน
เจียงเซี่ยนได้ยินก็ฝืนยิ้ม และเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่จ้าวอี้กำลังช่วยข้าหรือกำลังทำร้ายข้า! เงินสองแสนตำลึง เขาช่างคิดออกมาได้จริงๆ หากสำเร็จแล้ว หลี่เชียนกินเนื้อยังครอบครองน้ำแกงด้วย คนอื่นทำได้เพียงดมกลิ่น ถึงเวลานั้นหลี่เชียนยังไม่ต้องกลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคนหรือ! ทว่าจ้าวอี้ก็ถือว่าเก่งมากเช่นกัน แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างเงินเดือนทหารยังสามารถเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ ได้…” เทียบกับเขา ชาติก่อนนางเรียกได้ว่า ‘มีคุณธรรม’ แล้ว
ราชวงศ์จ้าวปล่อยให้จ้าวอี้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจ้าวสี่จะมีโอกาสสืบทอดบัลลังก์หรือไม่?
เจียงเซี่ยนกำลังคิดฟุ้งซ่าน หลิวชิงหมิงที่ได้ข่าวแล้วก็ย้อนกลับมาอีก
“ท่านหญิง” เขาคารวะทั้งสองคนอย่างลวกๆ และรีบเอ่ยว่า “การหารือในราชสำนักที่วังเฉียนชิงจบแล้ว ฝ่าบาทกำลังมาที่นี่ สุดท้ายฝ่าบาทจัดสรรเงินให้ใต้เท้าหลี่เพียงแปดหมื่นตำลึง…”
เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่ประหลาดใจมาก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
จ้าวอี้ไม่ใช่คนที่ฟังคำแนะนำของคนอื่น
หลิวชิงหมิงเห็นเจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่เป็นผู้หญิงวังหลังทั่วไปแล้ว รู้สึกว่าการตัดสินใจสุดท้ายของฮ่องเต้ลดเกียรติของเจียงเซี่ยน จึงทำท่าทางโกรธเคือง และเอ่ยว่า “ท่านหญิง เรื่องนี้ต้องโทษเหมยเฉิง เดิมทีวังจี่เต้ากับสยงจวิ้นหรงต่างประนีประนอมแล้ว แม้จะไม่มีเงินสองแสนตำลึง แต่ก็เห็นชอบให้จัดสรรเงินหนึ่งแสนตำลึง ปรากฏว่าเหมยเฉิงไม่เห็นด้วย บอกว่าคนมีเงินทองแล้วก็ทำให้คนสนใจง่าย หากฝ่าบาทตั้งใจจริงๆ ใช้เงินของท้องพระคลังดีกว่า…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฝ่าบาทคิดอย่างไร จึงถูกคำพูดไม่กี่คำของเหมยเฉิงโน้มน้าวแล้ว สุดท้ายเห็นชอบให้จัดสรรเงินเพียงแปดหมื่นตำลึง ส่วนเงินอีกหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง ออกจากในท้องพระคลัง…”
ถึงแม้จะออกนอกลู่นอกทางไปหน่อย ทว่าหากจัดสรรเงินเพียงแปดหมื่นตำลึง ก็กลับสมเหตุสมผลเช่นกัน
เมื่อก่อนเหมยเฉิงเคยเป็นเสนาบดีกรมคลังของเจียงเซี่ยน ตอนนั้นเจียงเซี่ยนก็พอใจกับเขามาก ตอนนี้ก็ยิ่งพอใจแล้ว
แต่ท้องพระคลังเป็นคลังส่วนตัวของจ้าวอี้ ออกเงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงจากท้องพระคลัง ก็คือล้วงเงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงออกจากในมือจ้าวอี้ ทว่าท้องพระคลังมีเงินสดน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นพวกของโบราณกับภาพเขียน จ้าวอี้ยอมเอาออกมา? เอาออกมาได้หรือ?
นางมองหลิวชิงหมิงที่ในใจเต็มไปด้วยความโกรธเคือง และอดที่จะเอ่ยไม่ได้ว่า “ใต้เท้าเหมยทำถูกมาก ถึงอย่างไรใต้เท้าหลี่ก็เป็นขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก ต่อไปยังต้องติดต่อกับสำนักราชเลขาธิการและหกกรม พอขึ้นมาก็ขอเงินเดือนทหารสองในสามเลย เจ้าจะให้คนอื่นคิดอย่างไร? อย่างไรก็ให้ฝ่าบาทช่วยออกหน้าให้เขาทุกเรื่องไม่ได้กระมัง?”
หลิวชิงหมิงก็ปีนขึ้นมาจากขันทีน้อยเช่นกัน เจียงเซี่ยนเตือนและชี้แนะ เขาก็เข้าใจทันที พอนึกถึงท่าทางของเขาก่อนหน้านี้ ก็ตกใจจนเหงื่อตกทั้งตัวทันที กลัวเจียงเซี่ยนเข้าใจผิดว่าเขาไม่มีไหวพริบ และกลัวเจียงเซี่ยนเข้าใจผิดว่าเขามีเจตนาอื่น จึงรีบคุกเข่าขอรับโทษด้วยตนเอง
เจียงเซี่ยนฉวยโอกาสสั่งสอนเขาเล็กน้อย ถึงจะให้เขาออกไป
แต่จ้าวอี้ที่รู้สึกว่าตนเองทำดีมาก จึงคิดจะแบ่งปันกับเจียงเซี่ยน และคิดจะขอความดีความชอบต่อหน้าเจียงเซี่ยน พอเดินเข้าห้องอุ่นตะวันออกก็เสียดายแล้ว
เงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง ท้องพระคลังของเขาก็ไม่มีเงินแล้วเช่นกัน เช่นนั้นจะทำอย่างไร?
ยิ่งกว่านั้นคือให้หลี่เชียน
เขาอยากให้หลี่เชียนสละชีวิตในสนามรบ จึงใช้เงินส่วนตัวของตนเองช่วยหลี่เชียน นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เสียดายที่เหมยเฉิงจริงจังเกินไป เกรงว่าจะเร่งให้เขาส่งเงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงไปถึงที่หมายเร็วหน่อย
หากรู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ก็น่าจะเห็นชอบคำพูดของวังจี่เต้ากับสยงจวิ้นหรง จัดสรรเงินหนึ่งแสนตำลึงจบเรื่อง
ตอนนี้ควรทำอย่างไร?
ทำตัวเองแล้วจริงๆ!
จ้าวอี้ปวดศีรษะมาก หลังจากเจอเจียงเซี่ยนก็ไม่ยอมเอ่ยถึงเงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงนั้นอย่างเด็ดขาด บอกเพียงช่วยเจียงเซี่ยนจัดการเรื่องเงินเดือนทหารเรียบร้อยแล้ว
เจียงเซี่ยนแค่เห็นก็รู้ว่าจ้าวอี้คิดอะไรอยู่ นางปล่อยให้เขาตบตาไปแบบนี้ไม่ได้ หลังจากเอ่ยคำขอบคุณเล็กน้อย จึงเอ่ยทันที “เวลานี้ใกล้สิ้นปีแล้ว ฝ่าบาทมีที่ที่ต้องใช้เงินมากมาย หม่อมฉันรู้ว่าฝ่าบาทกลัวหม่อมฉันไม่มีเกียรติที่ตระกูลหลี่ แต่มีเงินเดือนทหารแปดหมื่นตำลึงนั้นก็เพียงพอแล้ว ยังจะให้ฝ่าบาทใช้เงินจากท้องพระคลังของตนเองช่วยเหลือหลี่เชียนได้อย่างไร? หากฝ่าบาทไม่รังเกียจ ให้หม่อมฉันเป็นคนออกเงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงนี้แล้วกัน ถึงอย่างไรไทฮองไทเฮาก็ซื้อสินเดิมให้หม่อมฉันมากมาย เงินพวกนั้นของหม่อมฉันวางอยู่ก็คือวางอยู่ ฝ่าบาทอย่าปฏิเสธเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เห็นหม่อมฉันเป็นน้องสาวจริงๆ”
จ้าวอี้รู้สึกว่านี่แทบจะสมดังใจปรารถนาแล้ว จึงรู้สึกดีใจมาก ทว่าคำพูดของฮ่องเต้ อย่างไรก็นึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ได้กระมัง?
เขาเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “จะทำแบบนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อข้าเอ่ยปากแล้ว ข้าย่อมเป็นคนออกเอง เจ้าวางใจเถอะ ข้าค้างของของใครก็ค้างของที่ให้เจ้าไม่ได้”
————————————-