ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1084 ชายลึกลับที่ไม่รู้จัก (2)
ตอนที่ 1084 ชายลึกลับที่ไม่รู้จัก (2)
………………..
เย่เชียนไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกดีกับชายแปลกหน้าคนนี้ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ความรู้สึกของสายเลือดที่ดูเหมือนจะมาจากก้นบึ้งของหัวใจทำให้เย่เชียนประหลาดใจอย่างมาก ถ้าไม่ใช่ว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปแล้วเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเขาคือพ่อของเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าคนนี้ดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไรหรือให้เย่เชียนทำอะไรก็ตามมันมักจะมีแรงผลักดันให้เย่เชียนเห็นด้วยและยอมเขาจนเย่เชียนรู้สึกประหลาดใจมาก
“ท่านผู้อาวุโสงั้นเหรอ” ชายนิรนามยิ้มและพูด “เขาเอาแต่บอกฉันว่าเขาไม่อยากทำอะไรเพราะยังรอใครสักคนอยู่และดูเหมือนว่าคนๆนั้นจะเป็นเอ็งสินะ” หลังจากนั้นไม่นานชายนิรนามก็ดูเหมือนจะสื่ออะไรบางอย่างว่า “ดูเหมือนว่าสักวันหนึ่งในอนาคตเอ็งจะเหนือกว่าฉันได้จริงๆ”
ถึงแม้ว่าเสียงนั้นจะเบามากแต่เย่เชียนก็ยังได้ยินอย่างชัดเจนและเขาอดไม่ได้ที่จะแน่นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
ชายนิรนามก็เงียบไปครู่หนึ่งและยิ้มจากนั้นก็พูดว่า “ว่าแต่เอ็งยังไม่สามารถใช้พลังที่แท้จริงได้เลยงั้นเหรอ?” ชายนิรนามเปลี่ยนเรื่องราวกับว่าเขาไม่ต้องการสนทนาต่อในคำถามก่อนหน้านี้
เย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ใช่..ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกว่าพลังในร่างกายของผมมีมหาศาลมากแต่ก็ไม่มีทางที่จะใช้มันได้อย่างเต็มที่เลยและผมยังรู้สึกว่าเหมือนมันจะหลุดออกจากร่างกายของผมได้ทุกเมื่อ”
“นั่นเป็นเหตุผลที่เอ็งไม่สามารถควบคุมพลังนั้นได้..ยังไงก็เถอะนี่ถือว่าเอ็งโชคดีแล้วที่ไม่ใช่แค่รอดมาได้แต่เอ็งยังแข็งแกร่งกว่าเดิมแบบก้าวกระโดดด้วย” ชายนิรนามพยักหน้าเล็กน้อยและพูดโดยไม่รู้ว่าเย่เชียนกำลังคิดอะไรอยู่จากนั้นเขาก็พูดต่อ “แต่มันไม่มีใครที่จะโชคดีเสมอไปดังนั้นเอ็งต้องเรียนรู้วิธีควบคุมพลังในร่างกายของเอ็งเพราะไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งเอ็งอาจจะถูกทำย้อนกลับมาทำร้ายเพราะถ้าเอ็งยังไม่สามารถควบคุมมันได้ล่ะก็พลังในร่างกายของเอ็งจะเปลี่ยนไปและมันจะยากเกินกว่าที่จะควบคุมได้” ชายนิรนามขมวดคิ้วขณะพูด
อย่างไรก็ตามในตอนนี้เย่เชียนไม่ได้ใส่ใจเรื่องพลังในร่างกายของเขาเลยเพราะตอนนี้เขารู้สึกแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับคำพูดของชายนิรนามเพราะชายที่อยู่ข้างหน้าเขาดูเหมือนจะรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องของเขาอย่างมากซึ่งทำให้เย่เชียนประหลาดใจและจมอยู่กับความคิดต่างๆนาๆและหลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็พูดว่า “เนื่องจากคุณรู้จักพ่อของผมเพราะงั้นคุณก็น่าจะมีวิธีใช้พลังทั้งหมดใช่ไหม?”
“ตอนนี้พลังในร่างกายของเอ็งไม่ใช่พลังปราณที่แท้จริง” ชายนิรนามพูด “ที่จริงแล้วมันเป็นศาสตร์วิชาศิลปะการต่อสู้ของลัทธิเต๋าและมันได้ผสมเข้ากับผนึกวิถีสวรรค์จากพระนิรนามที่เอ็งบอกดังนั้นพลังปราณในปัจจุบันของเอ็งจึงไม่ใช่ทั้งศิลปะการต่อสู้ของลัทธิเต๋าหรือผนึกวิถึสวรรค์เพราะงั้นวิธีการใช้งานทั่วไปอาจจะไม่เหมาะกับเอ็งสักเท่าไหร่” คิ้วของอู๋ชิงก็ดูเหมือนจะขมวดเข้าหากันและในความคิดของเขามันอาจจะเป็นไปได้ที่เย่เชียนจะบรรลุขอบเขตอื่นที่เขาใฝ่หามาตลอดทั้งชีวิต
อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือจะทำยังไงให้เย่เชียนเข้าใจถึงพลังที่แท้จริงของลัทธิเต๋านั่นเอง
เมื่อเห็นชายนิรนามขมวดคิ้วเย่เชียนก็พูดว่า “ตอนที่ผมว่างๆผมก็มักจะศึกษาคัมภีร์ของลัทธิเต๋าและคัมภีร์ของพุทธศาสนาด้วย..เด้านศาสตร์ต่างๆเท่าที่มีบันทึกเอาไว้แต่วิธีการหลักๆและหลักการของทั้งสองลัทธิก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก..พูดได้ว่า ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ามาจากที่เดียวกัน”
“เพลี๊ยะ!” ชายนิรนามตบต้นขาของเขาอย่างแรงและพูดว่า “ทำไมฉันคิดไม่ออกกันเนี่ย..ใช่แล้วศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ามาจากที่เดียวกันเพราะงั้นพลังทั้งสองขั้วน่าจะเข้ากันได้ทั้งพลังปราณและวิถีแห่งสวรรค์..อย่างในโลกล้วนมาบรรจบกันเสมอ..ฮ่าๆ” ชายนิรนามหัวเราะอย่างตื่นเต้นดูมีความสุขมากราวกับเป็นปัญหาที่ติดอยู่ในใจได้รับการแก้ไขแล้วและจู่ๆเขาก็รู้แจ้งขึ้นมาจนเย่เชียนประหลาดใจ
“พุทธศาสนาต้องการประสาทสัมผัสทั้งหกและหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนภายนอกหรือละทางโลกทั้งหมดเพื่อปลูกฝังจิตใจ..ส่วนลัทธิเต๋าจะต้องกลมกลืนกับธรรมชาติและเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง..ทั้งสองล้วนเหมือนกันๆตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” ชายนิรนามพูด
ในทางกลับกันเย่เชียนก็เริ่มสับสนมากขึ้นเรื่อยๆเพราะทั้งสองวิธีนี้ฟังดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและนอกจากนี้เขาจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆให้มากกว่านี้เพื่อฝึกฝนศิลปะการต่อสู้โบราณ แต่ตอนนี้มันมีลัทธิเต๋าและพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยและเรื่องนี้ทำให้เย่เชียนประหลาดใจและงุนงงมากขึ้นเรื่อยๆ แท้จริงแล้วเย่เชียนไม่ได้สนใจหลักการของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนามากนักแต่เขาก็ไม่ได้ต่อต้านมันเพราะมันเป็นเหตุผลบางประการสำหรับการดำรงอยู่ เพียงเพราะเย่เชียนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าศิลปะการต่อสู้โบราณนั้นมีความสัมพันธ์อะไรกับสิ่งเหล่านี้หรือเป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่สามารถฝึกศิลปะการต่อสู้โบราณได้หากปราศจากความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการลัทธิเต๋าและทฤษฎีทางพุทธศาสนา?
“มันหมายความว่าไงผมไม่ค่อยเข้าใจ..มันเกี่ยวอะไรกับพลังในร่างกายผมกัน?..แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการฝึกศิลปะการต่อสู้ตำราโบราณ?” เย่เชียนถามอย่างงงๆ
“แล้วเอ็งคิดว่าศิลปะการต่อสู้ตำราโบราณมาจากไหนกันล่ะ..เป้าหมายสูงสุดที่ศิลปะการต่อสู้โบราณคืออะไร?” ชายนิรนามถาม
เย่เชียนก็ตกตะลึงเพราะเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบเลยจริงๆและเขาสับสนกับคำถามของชายนิรนามไปครู่หนึ่ง จากนั้นชายนิรนามก็ฉีกยิ้มและพูดว่า “ที่จริงแล้วศิลปะการต่อสู้โบราณนั้นกำลังตกต่ำอยู่ในสมัยนั้นและความจริงมันก็เป็นแค่ศิลปะการป้องกันตัวที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อทำลายขีดจำกัดของตัวเองแต่จุดประสงค์สูงสุดจริงๆคือการมีอายุที่ยืนยาวและตลอดทุกยุคทุกสมัยผู้คนนับไม่ถ้วนก็แสวงหามันแต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้..อย่างหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือศิลปะการต่อสู้โบราณสามารถกระตุ้นศักยภาพของร่างกายมนุษย์ได้อย่างเต็มที่” หลังจากหยุดไปชั่วขณะชายนิรนามก็พูดต่อ “ฟังให้ดีตอนนี้ฉันจะบอกวิธีควบคุมพลังในร่างกายของเอ็งให้แต่เนื่องจากพลังพิเศษในร่างกายมันเป็นของเอ็งเพราะงั้นเอ็งต้องทำความเข้าใจมันด้วยตัวเองในอนาคต..แต่เนื่องจากเอ็งเข้าใจทฤษฎีและหลักการของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนาแล้วเพราะงั้นการฝึกมันก็จะง่ายขึ้นอย่างมาก”
ทันทีหลังจากนั้นชายนิรนามก็บอกเย่เชียนถึงวิธีควบคุมพลังปราณและดูเหมือนว่ามันจะแตกต่างไปจากการฝึกของเขาที่เคยเห็นมาอย่างเห็นได้ชัดและอาจพูดได้ว่ามันลึกล้ำกว่าการฝึกฝนของคนทั่วๆไปอย่างมาก ซึ่งหลังจากที่ชายนิรนามแนะนำการฝึกฝนแล้วเย่เชียนก็รู้สึกสบายใจอย่างมาก
เย่เชียนเชื่อชายนิรนามคนนี้โดยไม่มีเหตุผลและเขาก็ไม่สงสัยด้วยซ้ำว่าวิธีการที่ชายนิรนามสอนนั้นผิดและต่อให้เย่เชียนไม่เคยพบเจอเขาแต่เย่เชียนก็ไว้วางใจเขาอย่างยิ่ง เมื่อมองไปที่ชายนิรนามแล้วเย่เชียนก็ถามว่า “ทำไมคุณถึงช่วยผมและสอนผมล่ะ?”
“ฮ่าฮ่า..มันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?” ชายนิรนามก็ฉีกยิ้มและพูดว่า “แต่ถ้าเอ็งต้องการคำตอบจริงๆนั่นก็เพราะว่าฉันคิดว่าเอ็งจะสามารถเติมเต็มความฝันที่ยังไม่สำเร็จของฉันได้”
เย่เชียนตกอยู่ในอาการมึนงงและเมื่อเขากำลังจะถามคำถามต่อไปชายนิรนามก็ยืนขึ้นแล้วทักทายเย่เชียนแล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป เมื่อมองไปที่ชายนิรนามที่เดินจากไปเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะจมอยู่ในภวังค์ชั่วขณะและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่จู่ๆก็มีบางอย่างในใจและมันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งอย่างมากและทำให้เขายิ่งอธิบายไม่ถูก
หลังจากนั้นเย่เชียนก็นึกถึงวิธีการที่ชายนิรนามสอนเขาอีกครั้งและทันใดนั้นเย่เชียนก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาเข้าใจมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆเท่านั้นและดูเหมือนว่ามีสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าจะซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตามตอนนี้เย่เชียนก็ไม่สามารถเข้าใจได้เลย
เมื่อผ่านไปสักพักก็มีเสียงเคาะประตูอีกครั้งและม่อหลงก็เปิดประตูเดินเข้ามา เมื่อเห็นการแสดงออกที่จริงจังและเงียบขรึมของเย่เชียนแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะแน่นิ่งไปครู่หนึ่งและถามด้วยความประหลาดใจว่า “บอสเกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความคิดของเขาและยิ้มเบาๆแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร..ว่าแต่สถานการณ์ของชาฮัวเอียนมีความคืบหน้าหรือการเคลื่อนไหวยังไงบ้าง?”
“มี” ม่อหลงพูด “ฉันนึกไม่ออกจริงๆว่าความเกลียดชังของชาฮัวเอียนที่มีต่อตู้ฟู่เหว่ยนั้นมากแค่ไหนเพราะเมื่อเช้านี้ชาฮัวเอียนได้นำสาวกสำนักม่อจื๊อไปสักการะหลุมศพของตู้ฟู่เหว่ยแต่ทว่าหลุมศพของตู้ฟู่เหว่ยกลับถูกขุดขึ้นมาและชาฮัวเอียนก็ระบายความเกลียดชังกับศพจากนั้นเขาก็เผาร่างของตู้ฟู่เหว่ยทิ้ง”
มุมปากของเย่เชียนมีรอยยิ้มเผยขึ้นมาเพราะทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้และท้ายที่สุดชาฮัวเอียนก็ไม่สามารถระงับความเกลียดชังในใจได้และอารมณ์ที่ปั่นป่วนก็ปะทุขึ้นมา จากนั้นเย่เชียนก็พูดว่า “ถึงเวลาแล้วเพราะชาฮัวเอียนทำแบบนั้นลงไปเพราะงั้นเหล่าสำนักม่อจื๊อจะต้องไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำอย่างแน่นอน..เพราะงั้นรีบติดต่อไปหาหลี่เหว่ย..ชิงเฟิง..หวงฟู่ชิงเตี๋ยนและให้พวกเขาเริ่มดำเนินการโจมตีสำนักม่อจื๊อได้..ในกรณีนี้โอ่วหยางหมิงซวนจะไม่เข้ามายุ่งอย่างแน่นอน..พี่รีบไปแจ้งหวงฟู่ชิงเตี๋ยนด้วยว่าให้เขาปล่อยตัวโอ่วหยางหมิงซวนได้”
“รับทราบครับบอส” ม่อหลงตอบแล้วรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาทีละคน
หลังจากนั้นเหล่าสมาชิกเขี้ยวหมาป่ากับหน่วยเงาหมาป่าพร้อมกับสาวกหมิงม่อก็ได้เปิดฉากโจมตีสำนักม่อจื๊ออย่างเต็มกำลัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสาวกอันม่อจะไม่เต็มใจที่จะต่อต้านและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ชาฮัวเอียน
ยิ่งไปกว่านั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาต่างก็รู้ดีว่าสำนักม่อจื๊อกำลังตกต่ำลงทุกวันจากสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกศิลปะการต่อสู้จีนโบราณกลายเป็นกองกำลังที่แข่งขันแย่งชิงอำนาจภายใน ซึ่งถ้าหากต้องการอยู่ร่วมกันก็ต้องรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวแต่ถ้าหากพวกเขาแบ่งแยกกันแบบนี้จุดจบก็คือการพังทลายและนี่คือความจริงที่เป็นนิรันดร์