ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1083 ชายลึกลับที่ไม่รู้จัก (1)
ตอนที่ 1083 ชายลึกลับที่ไม่รู้จัก (1)
…………….
หากคนเราต้องอดทนกับความเกลียดชังเป็นเวลานานมันก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนมากในใจโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่รู้ตัวก็ตามแต่จิตของเขาก็บิดเบี้ยวไปแล้วและชาฮัวเอียนก็เป็นแบบนั้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาวันที่เขาเข้าร่วมสำนักม่อจื๊อเขาก็เคารพตู้ฟู่เหว่ยมาเสมอและถือว่าตู้ฟู่เหว่ยเป็นพ่อแท้ๆของเขาเอง อย่างไรก็ตามเขากลับรู้สึกมาโดยตลอดว่าสิ่งที่ตู้ฟู่เหว่ยมอบให้กับเขามีแต่ความไม่แยแสและดูถูกเหยียดหยาม เมื่อวันเวลาผ่านไปความเคารพก็ค่อยๆกลายเป็นความเกลียดชังที่รุนแรงในที่สุด
เมื่อมองดูท่าทางและการกระทำของชาฮัวเอียนแล้วทุกคนก็ตกใจอย่างมากเพราะในตอนนี้ชาฮัวเอียนแตกต่างไปจากคนที่พวกเขารู้จักมากและชาฮัวเอียนคนนี้ยังเป็นคนที่พวกเขารู้จักอยู่หรือเปล่า? แน่นอนว่าไม่แต่ในตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้า และไม่มีใครกล้าที่จะโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น
ทันใดนั้นตาของตู้ฟู่เหว่ยก็กระตุกจนชาฮัวเอียนก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งและทันใดนั้นเขาก็รีบถอยออกไปทันทีและเมื่อเห็นว่าโลงศพไม่มีการตอบสนองชาฮัวเอียนก็กลับมามีสติอีกครั้งแล้วรวบรวมความกล้าพร้อมกับก้าวไปข้างหน้า จากนั้นก็ชะโงกหน้ามองตู้ฟู่เหว่ยที่กำลังนอนอยู่นิ่งๆและรอยยิ้มที่ยังคงอยู่ที่มุมปากของเขาและดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้มันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เมื่อคิดแบบนั้นชาฮัวเอียนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ความเกลียดชังบนใบหน้าของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นชาฮัวเอียนก็คว้าร่างของตู้ฟู่เหว่ยอย่างแรง “แกตายไปแล้วเพราะงั้นแกยังกล้าที่จะขู่ฉันอีกงั้นเหรอ?..ฉันไม่กลัวแกหรอก..ถ้าแกทำได้ก็ลืมตาขึ้นมาสิวะ!..ฉันจะฆ่าแกให้ตายอีกครั้ง!” ขณะพูดชาฮัวเอียนก็ใช้มือตบหน้าของตู้ฟู่เหว่ยอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเห็นแบบนั้นเหล่าสาวกสำนักม่อจื๊อก็รู้สึกเกลียดชังชาฮัวเอียนอยู่ในใจของพวกเขาเพราไม่ว่าตู้ฟู่เหว่ยจะทำอะไรหรือจะเลวร้ายแค่ไหนต่อชาฮัวเอียนแต่สำหรับพวกเขาแล้วตู้ฟู่เหว่ยก็ยังเป็นคนที่พวกเขาเคารพนับถือและยังคงเป็นอดีตเจ้าสำนักม่อจื๊อที่พวกเขาเชิดชูอย่างมากดังนั้นพวกเขาจะทนดูชาฮัวเอียนจะปฏิบัติต่อตู้ฟู่เหว่ยแบบนี้ได้อย่างไร? อย่างไรก็ตามdHไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้าเพื่อหยุดเขาเพราะตอนนี้ชาฮัวเอียนบ้าไปแล้วและดูน่ากลัวมาก ดวงตาของชาฮัวเอียนเต็มไปด้วยความโกรธจนแดงก่ำซึ่งทำให้เขาดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้น
“ปัง” ชาฮัวเอียนกระชากร่างของตู้ฟู่เหว่ยออกจากโลงศพแล้วกระแทกลงกับพื้นอย่างดุเดือด ซึ่งดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะทำยังไงมันก็ไม่มีทางที่จะระบายความเกลียดชังออกไปได้เลย
ทำลายร้านศพที่ไร้วิญญาณนั้นต้องใช้ความเกลียดชังมากแค่ไหนถึงจะทำแบบได้?
ในเวลาเดียวกันเย่เชียนยังคงนึกถึงวิชาผนึกอมตะของชาฮัวเอียนโดยหวังว่าการคาดเดาจะถูกต้องเพราถึงแม้ว่าจะมีข่าวลือว่าเขากับโอ่วหยางหมิงซวนถูกจับแต่มันก็ไม่ใช่ของจริงเพราะมันเป็นเพียงการแสดงละตบตาเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามแผนของเขาเพราะเป้าหมายหลักในครั้งนี้คือโอ่วหยางหมิงซวนแต่เย่เชียนก็ไม่จำเป็นต้องทำลายตระกูลโอ่วหยางเพราะท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้มีความเกลียดชังต่อตระกูลโอ่วหยางแต่อย่างใดดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องถอนรากถอนโคน ซึ่งเย่เชียนแค่ต้องการทำลายความสัมพันธ์ของโอ่วหยางหมิงซวนกับชาฮัวเอียนเท่านั้นและตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะสำเร็จแล้ว
สำหรับความขัดแย้งระหว่างจินเหว่ยห่าวกับโอ่วหยางหมิงซวนนั้นมันจะต้องได้รับการแก้ไขโดยจินเหว่ยห่าวเองเพราะถึงแม้ว่าจินเหว่ยห่าวจะไม่พูดอะแต่เย่เชียนก็รู้ดีว่าจินเหว่ยห่าวตั้งใจที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเขาจึงต้องการให้จินเหว่ยห่าวจัดการกับโอ่วหยางหมิงซวนและถึงแม้ว่าอาจจะใช้เวลานานแต่มันก็ไม่สำคัญเพราะเย่เชียนรอได้
การจับกุมโอ่วหยางหมิงซวนอย่างกะทันหันทำให้ตระกูลโอว่หยางหมิงซวนตกตะลึงอย่างมากและพวกเขาก็วุ่นวายกับการประกันตัวโอ่วหยางหมิงซวน อย่างไรก็ตามนี่เป็นคำสั่งที่ออกโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติและตระกูลโอ่วหยางก็ไม่มีเส้นสายในแวดวงการเมืองมากนักดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
โอ่วหยางหมิงซวนดูสงบมากและเขาแค่คุยโทรศัพท์และสั่งสมาชิกในตระกูลว่าต้องทำอย่างไรบ้างและเขาก็กำลังวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างลับๆเพราะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ด้านชาฮัวเอียนแล้วโอ่วหยางหมิงซวนก็อดคิดไม่ได้ว่าชาฮัวเอียนเล็งเป้ามาที่เขา อันที่จริงพฤติกรรมของชาฮัวเอียนก็ทำให้เขาสงสัยมากและถ้าไม่ใช่แผนการของชาฮัวเอียนล่ะก็ทำไมเขาถึงหลีกเลี่ยงและไม่ออกมาเพื่อช่วยเขาล่ะ? นอกจากนี้ชาฮัวเอียนก็ยังมีเหตุผลที่จะหักหลังเขาด้วยเพราะภาคตะวันตกเฉียงเหนือนั้นมีอยู่สองกองกำลังที่ทรงอิทธิพลอยู่และนั่นก็คือสำนักม่อจื๊อกับตระกูลโอ่วหยางและชาฮัวเอียนก็คงจะใช้เรื่องนี้เพื่อโค่นล้มตระกูลโอ่วหยางเพื่อคอบครองภาคทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างสมบูรณ์แบบ
เย่เชียนก็นั่งเงียบๆอยู่ในห้องและมีถ้วยน้ำชาที่อยู่ตรงหน้าเขาและมันก็เย็นแล้วแต่เขาไม่ได้สังเกตมันเลยเพราะเขาเอาแต่ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงและทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูซึ่งทำให้เย่เชียนตื่นจากห้วงแห่งความคิดของเขา จากนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงเล็กน้อยและพูดว่า “เข้ามา”
ด้วยคำอนุญาตของเย่เชียนประตูก็ถูกผลักเปิดออกและใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นมา อย่างไรก็ตามเย่เชียนกลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกคุ้นเคยลางๆและมันเป็นความคุ้นเคยจากก้นบึ้งของหัวใจและผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าเขาดูคุ้นเคยเป็นอย่างมาก ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ราวกับมีชีวิตชีวาและดวงตาของเขาก็ใสเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่กว้างใหญ่และไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ชายวัยกลางคนก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากและพูดเบาๆว่า “ไม่คิดเลยว่าเอ็งจะเติบโตได้ถึงขนาดนี้..ฉันขอนั่งได้หรือเปล่า?”
เย่เชียนก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วรีบพูดว่า “เอ่อ..เชิญครับ” เย่เชียนไม่รู้ว่าทำไมแต่ดูเหมือนจะมีออร่าและพลังงานที่อธิบายไม่ถูกบนร่างของชายวัยกลางคน ซึ่งมันสามารถสะกดเย่เชียนเอาไว้ได้และมันเป็นพลังที่แปลกมากและเย่เชียนก็ไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนว่ามันคืออะไร “ดื่มชาก่อนครับ” เย่เชียนพูดหลังจากเทชาแล้วยื่นให้ชายวัยกลางคนแล้วมองไปที่เขาโดยไม่กระพริบตา
“เอ็งมองมาที่ฉันทำไม..มีอะไรติดอยู่บนใบหน้าของฉันหรือเปล่า?” ชายวัยกลางคนพูดแล้วยิ้ม
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างเขินอายและรีบเหลือบมองไปทางอื่นทันที หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็ถามว่า “คุณมาหาผมแบบนี้คุณรู้จักผมงั้นเหรอ?”
“ฉันรู้..ฉันรู้จักกันเอ็งมานานแล้ว” ชายวัยกลางคนจิบชาอย่างช้าๆแล้วพูด
เย่เชียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานานในใจแต่เขาก็จำไม่ได้ว่าเขาเคยเห็นชายวัยกลางคนคนนี้ที่ไหน อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็มั่นใจมากว่าชายวัยกลางคนคนนี้มีอ่อร่าที่แปลกประหลาดมากรอบๆตัวของเขาทั้งแข็งแกร่งและมั่นคงอย่างมากและดูเหมือนว่าเขาจะเป็นปรมาจารย์ “ไม่ทราบว่าคุณคือใครหรอครับ?” เย่เชียนถาม
“ชื่อมันเป็นเพียงฉายาเท่านั้นแต่จะเรียกฉันว่าชายนิรนามก็ได้เพราะเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วฉันทิ้งชื่อและตัวตนไปแล้ว” ชายวัยกลางคนพูดแต่ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างและถึงแม้ว่าร่องรอยของความเศร้าบนใบหน้าของชายวัยกลางคนแม้ว่าจะหายวับไปแต่เย่เชียนก็ยังคงสังเกตเห็นมันได้ “โลกใบนี้มันโหดร้ายและบ้างครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา..ถึงแม้ว่าฉันต้องการที่จะปล่อยผ่านแต่ฉันก็ทำไม่ได้อยู่ดี ต้องการปล” ชายวัยกลางคนพึมพำกับตัวเอง
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็งุนงงและเขาก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ชายวัยกลางคนกำลังพูดถึงและเย่เชียนก็มองไปที่เขาด้วยความประหลาดใจแล้วพูดว่า “เป็นยังไงบ้าง?..ระดับความก้าวหน้าของพลังปราณและความแข็งแกร่งมันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน?” ชายนิรนามถาม
“ไม่เป็นไร..แต่ตามที่ผู้อาวุโสหยานพูดมาว่าผมไม่สามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่” เย่เชียนพูดอย่างอธิบายไม่ถูกเล็กน้อยเพราะเขาจะพูดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า?
ชายนิรนามก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ระดับการฝึกฝนของเอ็งแตกต่างไปจากคนอื่นเพราะงั้นก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะไม่มีใครสามารถชี้แนะแนวทางให้เอ็งได้..ฉันได้ยินมาว่านั่นเป็นเพราะพ่อของเอ็งถ่ายทอดพลังเอาไว้ในร่างกายของเอ็งตั้งแต่เด็กๆและมันคือพลังงานแปลกๆใช่ไหม?..เอ็งเคยเกลียดพ่อของเอ็งหรือเปล่าหรือเอ็งคิดว่าเขาปฏิบัติต่อเอ็งเหมือนหนูทดลองบ้างมั้ย?”
“ผมไม่รู้เลย” เย่เชียนพูด แท้จริงเขาไม่รู้จริงๆว่าพ่อของเขาคิดอะไรอยู่ในใจและบางครั้งเขาก็สับสนเพราะถ้าพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่เมื่อเย่เชียนเห็นพ่อของเขาแล้วเขาจะรู้สึกอย่างไร? จะตำหนิหรืออะไรเย่เชียนเองก็ไม่รู้
“เอ็งช่วยยื่นมือออกมาหน่อยจะได้หรือเปล่า” ชายนิรนามพูด
เย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยและยื่นมือออกมาอย่างช้าๆและเขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อฟังและทำตามชายวัยกลางคนผู้นี้และทำไมเขาถึงยอมยื่นมือให้กับคนแปลกหน้าเพราะนี่คือสิ่งที่อันตรายมาก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างในตอนนี้เย่เชียนกลับเชื่อในตัวชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างสุดซึ้ง
ชายวัยกลางคนก็ค่อยๆวางมือบนข้อมือของราวกับว่ากำลังตรวจชีพจรแบบแพทย์แผนจีนโบราณ หลังจากหยุดไปชั่วขณะคิ้วของชายวัยกลางคนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดเข้าหากันและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “พลังในร่างกายเอ็งนั้นแข็งแกร่งและแปลกมาก..มันไม่เหมือนพลังงานที่พ่อเอ็งทิ้งเอาไว้ให้เลย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและอดคิดไม่ได้ว่าหยานตงเคยพูดอะไรกัยเขาหลังจากที่เขาใช้วิชาประตูแปดด่านในวันนั้น หยานตงเองก็เคยตรวจชีพจรของเย่เชียนแบบนี้แต่ไม่เหมือนกับคราวนี้เพราะทันทีที่ชายวัยกลางคนสัมผัสกับร่างกายของเย่เชียนแล้วพลังปราณในร่างกายของเย่เชียนก็เริ่มปะทุขึ้นจนหยานตงได้รับผลกระทบจากการต่อต้านแต่ตอนนี้ชายวัยกลางคนที่ชื่อชายนิรนามดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบเลยซึ่งทำให้เย่เชียนสับสนอย่างมาก เมื่อเห็นการแสดงออกของชายนิรนามแล้วเย่เชียนก็ยิ่งสับสนและตกตะลึงแล้วถามว่า “คุณรู้จักพ่อของผมงั้นเหรอ?”
“ฉันรู้และรู้จักกันมาหลายปีแล้ว” ชายนิรนามพูด “พลังในร่างกายของเอ็งดูเหมือนมันจะมีผนึกบางอย่างอยู่ด้วยเอ็งช่วยบอกฉันได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“เมื่อผมอยู่ที่วัดหลิงหลงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผมได้ไปสัมผัสกับแผ่นศิลาบางอย่างและทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่าเลือดในร่างกายเดือดพล่านและเกือบจะหมดสติไปแต่พระเฒ่านิรนามคนหนึ่งก็มาตบไหล่ผมและผนึกสิ่งนั้นเอาไว้ในร่างกายของผม” เย่เชียนพูดตามความจริง
.