ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1093 กังวลและเป็นห่วง
ตอนที่ 1093 กังวลและเป็นห่วง
………………..
เย่เชียนไม่คิดว่าจินเหว่ยห่าวจะจริงจังกับเขาถึงขนาดนี้และเมื่อมองดูการแสดงออกของจินเหว่ยห่าวแบบนี้แล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่น ในโลกใบนี้นอกจากครอบครัวและความรักแล้วความเป็นห่วงก็เป็นสิ่งที่อบอุ่นอย่างหาที่เปรียบมิได้ ยิ่งไปกว่านั้นมิตรภาพระหว่างพี่น้องแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมาก แน่นอนว่าเย่เชียนก็เข้าใจความรู้สึกของจินเหว่ยห่าวในขณะนี้ แต่การแสดงออกอย่างกะทันหันของจินเหว่ยห่าวก็ยังคงทำให้เย่เชียนประหลาดใจและอดไม่ได้ที่จะพูดติดตลก
จินเหว่ยห่าวก็กลอกตาไปมาและปล่อยการสวมกอดเย่เชียนแล้วพูดว่า “ฉันเป็นผู้ชายแท้ๆฉันแค่เป็นห่วงนายน่ะ” หลังจากหยุดไปชั่วขณะจินเหว่ยห่าวก็มองดูความสกปรกของเสื้อผ้าเย่เชียนแล้วพูดว่า “นายไปอาบน้ำก่อนเถอะเอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง..ฉันจะไปซื้อไวน์แล้วจะกลับมา..ไวน์พวกนั้นชาวไตทำกันเองและมันรสชาติดีมาก”
เย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วตบไหล่ของจินเหว่ยห่าวเบาๆแต่ไม่ได้พูดอะไร ระหว่างผู้ชายบางครั้งพวกเขาก็ไม่ต้องการคำพูดใดๆมากเกินไปเพียงแค่การกระทำง่ายๆก็เพียงพอที่จะรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรแล้ว ผู้ชายไม่เหมือนผู้หญิงเพราะพวกเขามักจะมีอารมณ์ให้ลึกๆแต่ไม่พูดคำเสแสร้งเหมือนผู้หญิงแต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจอารมณ์กัน ซึ่งมันเป็นเพียงวิธีที่แสดงออกต่างไปจากผู้หญิงเฉยๆเท่านั้นและไม่ได้แปลว่าวิธีของผู้หญิงจะผิดแค่หมายความว่าวิธีของผู้ชายจะลึกซึ้งมากกว่าเท่านั้นเอง
หลังจากเข้าห้องน้ำแล้วเย่เชียนก็อาบน้ำอย่างสบายตัวแต่ฉากในถ้ำก็ปรากฏขึ้นในใจโดยไม่ได้ตั้งใจและใบหน้าไร้ที่ติของสาวน้อยหลัวสุ่ยก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและความเศร้าโศกเล็กน้อยทั้งหมดแทรกซึมลึกเข้าไปในหัวใจของเย่เชียนอย่างไม่รู้ตัว
หมู่บ้านเมียว? เย่เชียนพึมพำแล้วยิ้มอย่างขมขื่น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเย่เชียนไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใดเพราะเย่เชียนไม่มีเวลาว่างที่จะไปที่นั่นเลย หมู่บ้านเมียวในหูของเย่เชียนบางทีอาจจะเป็นสถานที่กักขังผู้มีฝีมือมากมายก็เป็นได้ ในความเป็นจริงเย่เชียนนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหลัวสุ่ย ในตอนนี้ความสามารถของเย่เชียนนั้นถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์ระดับต้นๆแต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อพิจารณาจากการกระทำของหลัวสุ่ยในถ้ำแล้วเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอเลย
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่การสนทนาครั้งสุดท้ายกับชายลึกลับนิรนามแล้วเย่เชียนก็รู้สึกว่าสิ่งที่เรียกว่าปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้โบราณนั้นไม่ใช่ระดับสูงสุดที่ผู้คนแสวงหา อย่างน้อยๆชายลึกลับนิรนามก็น่าจะมากกว่าระดับนั้น อย่างไรก็ตามหลังจากที่เย่เชียนก้าวข้ามขอบเขตของปรมาจารย์แล้วเย่เชียนก็ไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเป็นขอบเขตแบบไหนแต่เห็นได้ชัดว่ามันจะเหนือกว่านักรบโบราณทั่วไปอย่างมากและมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า นอกเหนือจากการกระทำของหลัวสุ่ยในถ้ำแล้วเย่เชียนก็รู้สึกเล็กน้อยว่าผู้หญิงคนนี้อาจจะมีความสามารถระดับเดียวกันกับชายลึกลับ
เย่เชียนดูเหมือนจะคิดว่าถ้าเขาพบหลัวสุ่ยอีกครั้งเขาอาจจะสามารถคุ้นเคยและทำความเข้าใจกับพลังในร่างกายของเขามากขึ้นซึ่งจะทำให้เขาเชี่ยวชาญและสามารถใช้พวกมันได้ดียิ่งขึ้น เย่เชียนเคยได้ยินหยานตงและชายลึกลับพูดว่าพวกเขาไล่ตามสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าศาสตร์ศิลปะการต่อสู้โบราณและก้าวข้ามปรมาจารย์แต่ก็ไม่มีใครรู้ได้
ชั่วขณะหนึ่งจิตใจของเย่เชียนก็เริ่มวุ่นวายและซับซ้อนมากขึ้นและเขารู้สึกเพียงว่าความคิดทุกอย่างยุ่งเหยิงอยู่ในใจของเขาจนทำให้เย่เชียนรู้สึกกระวนกระวาย ดังนั้นเขาจึงพยายามควบคุมสมาธิและการหายใจของเขาเพื่อระงับความคิดที่วุ่นวาย จากนั้นเย่เชียนก็เช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินออกไปจากห้องน้ำ
จินเหว่ยห่าวก็ไปหาซื้อของดีมาและกำลังนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น นอกจากขนมและไวน์แล้วก็ยังมีอาหารท้องถิ่นอีกสองชาม เมื่อเห็นเย่เชียนออกมาจินเหว่ยห่าวก็หัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย..วันนี้ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว..มานั่งที่นี่สิ”
เย่เชียนรู้สึกผิดเล็กน้อยและเหลือบมองไปที่จินเหว่ยห่าวแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับพยักหน้า จากนั้นเย่เชียนก็เดินไปที่ฝั่งตรงข้ามของจินเหว่ยห่าวแล้วนั่งลง ซึ่งเย่เชียนเองก็ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันทั้งคืนและเขาก็หิวจริงๆ ดังนั้นเย่เชียนจึงหยิบชามอาหารขึ้นมาแล้วยัดมันเข้าไปในท้องของเขาที่กำลังร้องเพราะความหิว เมื่อเห็นแบบนั้นจินเหว่ยห่าวก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มเล็กน้อย
จากนั้นเย่เชียนก็เปิดขวดไวน์แล้วรินใส่แก้วให้จินเหว่ยห่าว จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและจิบเพียงเพื่อให้รู้สึกดีแล้วพูดว่า “ไวน์นี้กลิ่นหอมมาก..รสก็เปรี้ยวใช้ได้เลย..สิ่งนี้ดีกว่าไวน์แดงไวน์ขาวพวกนั้นจริงๆ”
จินเหว่ยห่าวพูดว่า “น่าเสียดายที่คนจีนชอบซื้อของมีแบรนด์และยี่ห้อพวกนั้นเพื่อความเพลิดเพลิน..อย่างที่เรารู้กันว่าในประเทศจีนมีสิ่งดีๆมากมาย” จินเหว่ยห่าวพูด
“ตอนนี้ด้วยอิทธิพลในแวดวงธุรกิจของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปนายก็สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้ในประเทศจีนกลายเป็นแบรนด์หรูได้ไม่ใช่เหรอ?..อันที่จริงนี่ก็เป็นเพียงความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่ไล่ตามแบรนด์หรูๆที่พบสิ่งใหม่ๆในตลาด..อันนี้จริงฉันคิดว่ามันไม่มีอะไรที่หรูหราหรอกเพราะส่วนมากผู้คนก็แค่คิดไปเอง” จินเหว่ยห่าวหัวเราะและพูด
“ถ้าอย่างนั้นหลังจากที่พี่จินจัดการปัญหาเรื่องตระกูลจินแล้วเราก็มาร่วมมือกันสร้างสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ประจำพื้นเมืองให้เป็นแบรนด์หรูกันเถอะ” เย่เชียนพูดด้วยรอยยิ้ม
จินเหว่ยห่าวยิ้มอย่างขมขื่นและมีร่องรอยของความเศร้าโศกปรากฏอยู่ในดวงตาของเขา จากนั้นเขาก็จิบไวน์แต่ไม่ได้พูดอะไรใดๆเพราะอนาคตยังอีกยาวไกลและมันไม่ง่ายเลยที่จะควบคุมตระกูลจินได้ จากนั้นจินเหว่ยห่าวก็ถอนหายใจอย่างลับๆแล้วยกแก้วไวน์ขึ้นและพูดว่า “หยุดพูดเรื่องเหล่านั้นได้แล้ว..มาดื่มกันเถอะ”
ทั้งคู่จิบเครื่องดื่มและความรู้สึกเปรี้ยวหวานกับความเผ็ดร้อนราวกับสายลมในสภาพอากาศร้อนๆ จากนั้นจินเหว่ยห่าวก็เหลือบมองไปที่เย่เชียนและพูดว่า “นายหายไปทั้งวันทั้งคืนนายไปไหนมา?..อย่าบอกนะว่านายแอบไปคลุกคลีอยู่กับสาวน้อยคนนั้นจริงๆงั้นเหรอ?”
เย่เชียนยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ผมเกือบตายไปแล้ว”
“ห๊ะ?..สาวน้อยตัวเล็กๆคนนั้นเร่าร้อนถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?..เป็นไปได้ไหมว่านายแก่แล้ว?” จินเหว่ยห่าวมองไปที่เย่เชียนจากหัวจรดเท้าในขณะที่เขาพูด
เย่เชียนก็กลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “ไร้สาระน่ะ..แล้วพี่จินล่ะได้เล่นสนุกกับสาวๆชาวพื้นเมืองพวกนั้นมั้ย?”
จากนั้นเย่เชียนก็เล่าสั้นๆเกี่ยวกับการผจญภัยกับหลัวสุ่ยในคืนนั้นแต่เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการกระทำที่คลุมเครือที่เขามีกับหลัวสุ่ย หลังจากได้ยินคำพูดของเย่เชียนแล้วคิ้วของจินเหว่ยห่าวก็ขมวดเข้าหากันแน่นแล้วพูดว่า “พระบรมสารีริกธาตุงั้นเหรอ?..แบบที่รัฐบาลจีนจัดนิทรรศการแสดงโชว์ในปักกิ่งอย่างงั้นเหรอ?..แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะมีพลังวิเวษมากขนาดนั้น” หลังจากหยุดไปชั่วขณะจินเหว่ยห่าวก็พูดต่อ “ว่าแต่นายบอกว่าเธอมาจากหมู่บ้านเมียวเหรอ?”
“ทำไมเหรอ?..มีอะไรหรือเปล่า?” เย่เชียนมองไปที่การแสดงออกของจินเหว่ยห่าวและถามด้วยความประหลาดใจ
“พวกชาวเมียวได้รับการพิจารณาว่าเป็นกลุ่มชนชาติที่ลึกลับและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในบรรดาชนชาติทั้งหมดในประเทศจีน..พวกนั้นเชี่ยวชาญในการใช้ศาสตร์มนต์ดำจนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว” จินเหว่ยห่าวพูด “แต่ฉันแค่ได้ยินที่คนอื่นเล่าๆต่อกันมาและฉันก็ไม่รู้เลยว่าศาสตร์มนต์ดำเหล่านั้นมีจริงหรือเปล่า..ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้เรื่องนี้แต่หลายๆคนพูดอย่างจริงจังกันทั้งนั้นเลย” จากนั้นจินเหว่ยห่าวก็เหลือบมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “น้องเย่..นายไม่ควรถูกหลอกโดยผู้หญิงคนนั้น..ฉันไม่รู้ว่านายถูกมนต์สะกดอะไรหรือเปล่า?”
เย่เชียนกลอกตาไปมาอย่างช่วยไม่ได้ “อย่าทำให้ผมกลัวเลย..ที่ผมเห็นมาพลังของผผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ..เธอมีพลังมากกว่าผมอีกและผมเองก็ค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน” หลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็ดูเหมือนจะจำบางสิ่งได้และเขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เมื่อฉินหยูเดินทางไปสอนนักเรียนบนภูเขาที่ห่างไกลก็ดูเหมือนว่าที่นั่นจะเป็นหมู่บ้านเมียวใช่ไหม? ตั้งแต่ได้พบฉินหยูอีกครั้งหลังจากนั้นเย่เชียนก็สัมผัสได้ว่าฉินหยูดูเหมือนจะมีบางอย่างซ่อนเขาอยู่แต่ฉินหยูไม่ได้พูดดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถาม หรือเป็นไปได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อฉินหยูกำลังสอนหนังสืออยู่ในหมู่บ้านเมียว? เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะสั่นเทาและรีบขจัดความคิดแปลกๆนี้ออกจากจิตใจของเขาทันที
เมื่อตระหนักถึงความไม่ปกติจากเย่เชียนแล้วจินเหว่ยห่าวก็หยุดเล็กน้อยโดยคิดว่าเย่เชียนตกใจมากกับสิ่งที่เขาพูดและเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะแล้วพูดว่า “นี่เป็นเพียงตำนาน..มันไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงเสมอไป..ซึ่งมันมีตำนานมากมายในชนชาติเมียวที่ลึกลับ..การที่นายบอกว่าพลังของสาวน้อยคนนั้นมีมากกว่านาย..ยิ่งไปกว่านั้นสาวน้อยก็ยังเข้าหานายตั้งแต่แรกเห็นเพราะงั้นมันไม่มีอะไรที่แน่นอนหรอก”
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ผมโตพอที่จะเป็นลุงของเธอได้เลย”
“อายุเป็นอุปสรรคต่อความรักงั้นเหรอ..อีกอย่างชนกลุ่มน้อยมักแต่งงานเร็วกว่าปกติและหลายๆคนก็แต่งงานตอนอายุสิบหกปี..เพราะงั้นมันก็ไม่ผิดหรอกถ้านายจะตกหลุมรักสาวน้อยอย่างเธอใช่ไหมล่ะ?” จินเหว่ยห่าวฉีกยิ้มแล้วพูด