ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1094 สำนักถัง
ตอนที่ 1094 สำนักถัง
………………..
เย่เชียนไม่ได้พูดและแค่ยิ้มเบาๆให้กับเรื่องตลกของจินเหว่ยห่าว แน่นอนว่าเขารู้ว่าจินเหว่ยห่าวไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆและมันก็เป็นแค่เรื่องตลก อย่างไรก็ตามในความเห็นของเย่เชียนนั้นการแสดงออกของจินเหว่ยห่าวก็ทำให้เขารู้สึกโล่งใจเพราะท้ายที่สุดแล้วเย่เชียนก็ถือว่าจินเหว่ยห่าวเป็นมิตรสหายของเขาและเขาก็ไม่ต้องการให้เพื่อนของเขาจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตตลอดไป หากจินเหว่ยห่าวสามารถหนีออกจากมันมาได้เย่เชียนก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วย
ในห้องเล็กเย่เชียนกับจินเหว่ยห่าวนั่งจิบไวน์กันอย่างช้าๆและไม่มีใครพูดอะไรเลยมีเพียงเสียงจิบไวน์และเสียงขวดตกใส่ พื้นดิน ไวน์องุ่นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ชายเสมอและไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความเศร้าก็ตาม
เย่เชียนรู้ว่าเขาบังเอิญไปกระตุ้นความโศกเศร้าของจินเหว่ยห่าวและทั้งหมดที่เขาทำได้คือดื่มไวน์เป็นเพื่อนเขา เขารู้ว่าชายตรงหน้าเขามีความดื้อรั้นและไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจอย่างแน่นอนและจินเหว่ยห่าวจะไม่มีวันทำให้คนอื่นมาสงสารและเห็นใจเขา เย่เชียนเชื่อว่าสิ่งที่พวกพ้องต้องการไม่ใช่ความสงสารและความเห็นอกเห็นใจแต่เป็นความเคารพและความไว้วางใจนั่นเอง
เย่เชียนทำได้เพียงเรื่องนี้แต่สิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ทั้งสองไม่รู้ว่าพวกเขาเมากันตั้งแต่เมื่อไรและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่ได้เมาก็เถอะแต่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกินไวน์ไปมากเท่าไหร่เขาก็ยังไม่เมาอยู่ดี แต่ในเวลานี้ด้วยความเหนื่อยล้าจึงทำให้ทั้งเย่เชียนและจินเหว่ยห่าวต่างก็นอนอยู่บนพื้นและทั้งสองผล็อยหลับไปด้วยเสียงกรนดังๆ
ในระหว่างการนอนหลับของเขาเย่เชียนดูเหมือนจะเห็นภาพของฉินหยูอยู่ตลอดเวลาจนเกิดความหนาวเหน็บจากก้นบึ้งของหัวใจเย่เชียนและทำให้เขาตกใจกลัวมากราวกับว่าเขาจะสูญเสียเธอไป จากนั้นเย่เชียนก็เอื้อมมือออกไปและต้องการจับเธอ แต่ฉินหยูก็ตกลงไปในเหวลึกจนเย่เชียนร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกและหัวใจของเขาก็เจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีด
ทันใดนั้นเย่เชียนก็ตื่นขึ้นจากการนอนและเขาเพียงรู้สึกถึงเหงื่อทั่วตามร่างกายและเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เขาหลับแล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นและความรู้สึกนั้นก็ดูเหมือนจริงเกินไปจนเย่เชียนอดคิดไม่ได้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับฉินหยูจริงๆหรือเปล่าตอนที่เธอกำลังสอนหนังสืออยู่ในหมู่บ้านเมียว
เมื่อมองขึ้นไปที่หน้าต่างแล้วพระอาทิตย์ขึ้นแห่งวันใหม่ก็มาถึง จากนั้นเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความรู้สึกที่ไม่ดีออกไปเพราะเขายังคงมีความท้าทายมากมายในอนาคตและเขาไม่สามารถขี้ขลาดและกระวนกระวายได้ จากนั้นเขาก็หันไปมองจินเหว่ยห่าวแต่พบว่าเขายังหลับอยู่ จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่ามีความเศร้าโศกอย่างที่ไม่สามารถจินตนาการได้
จากนั้นเย่เชียนก็รีบปลุกจินเหว่ยห่าวพร้อมรอยยิ้มแล้วพูดว่า “รีบไปอาบน้ำได้แล้ว..เราจะได้เดินทางไปยังสำนักถังกันต่อ”
จินเหว่ยห่าวลืมตาขึ้นแล้วพูดว่า “เอ่อ..ขอโทษทีฉันเผลอหลับไป”
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มและไม่ได้พูดอะไรแล้วเดินไปที่ห้องน้ำ
หลังจากเตรียมตัวกันเสร็จแล้วพวกเขาก็ขึ้นรถและขับผ่านถนนในเมืองเล็กๆของชาวพื้นเมือง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรพวกเขาก็มาถึงอีกเมืองหนึ่งและหลังจากสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วพวกเขาก็สอบถามว่าสำนักถังอยู่ที่ไหนอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าสำนักถังสำหรับที่นี่จะมีชื่อเสียงสูงมากเพราะทุกคนที่นี่เต็มไปด้วยความชื่นชม
นี่คือข้อเท็จจริงเพราะถึงแม้ว่าสำนักถังจะใช้พิษในการสู้รบแต่ก็ใช้รักษาโรคได้และเป็นประโยชน์มากมายแก่คนในท้องถิ่น ซึ่งผู้คนมักจะเคารพสำนักถังและเชื่อมั่นพวกเขาเสมอมาจนยึดหลักคำสอนของบรรพบุรุษสำนักถังโดยการใช้พิษเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
หลังจากสอบถามที่อยู่ของสำนักถังแล้วเย่เชียนก็ขับรถตรงไปยังที่ตั้งของสำนักถังทันที ถึงแม้ว่าจะถูกเรียกว่าสำนักถังแต่จริงๆแล้วมันเป็นคฤหาสน์ที่สวยงาม สมาชิกของสำนักถังนั้นล้วนแล้วมีแต่แซ่สกุลถังเพราะเมื่อร้อยปีที่แล้วเหล่าลูกศิษย์และผู้อาวุโสที่อพยพมาจากต่างแดนที่ไม่ใช่ตระกูลถังพยายามที่จะกวาดล้างตระกูลถังและยึดครองสำนักถังไปและตั้งแต่นั้นมาสำนักถึงจังไม่เปิดรับคนภายนอกอีกต่อไป
คนภายนอกที่เข้ามาเป็นสาวกของสำนักถังนั้นพวกเขาได้เรียนรู้อาวุธและสูตรยาพิษและศาสตร์การต่อสู้เกือบจะทั้งหมดของสำนักถัง ซึ่งในเวลานั้นเจ้าสำนักถังมีความสุขมากแต่ต่อมาลูกหลานของตระกูลถังได้ทำร้ายลูกสาวอันเป็นที่รักของผู้อาวุโสท่านหนึ่งดังนั้นเขากับเหล่าผู้อพยพมาจึงได้เริ่มการแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งกับสำนักถังแต่เพราะความเหนือกว่าของสำนักถังพวกเขาจึงฆ่าล้างบางอีกฝ่ายแต่ก็ประสบความสูญเสียอย่างหนักหน่วง ซึ่งตั้งแต่นั้นมาสำนักถังก็ออกคำสั่งเคร่งครัดไม่รับสาวกจากต่างแดนอย่างเด็ดขาด
เมื่อพวกเขามาถึงประตูทางเข้าของสำนักถังแล้วเย่เชียนก็หยุดรถและเดินเข้าไป ซึ่งที่ประตูมีคนเฝ้าอยู่สองคนหยุดพวกเขาเอาไว้และพูดว่า “พวกคุณมาหาใคร?”
“ผมเย่เชียน..ลูกชายของเย่เจิ้งหรานแห่งตระกูลเย่มาขอพบท่านเจ้าสำนักครับ” เย่เชียนพูด
คนเฝ้าประตูทั้งสองก็ถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่งและมองเย่เชียนขึ้นๆลงๆจากหัวจรดเท้าแล้วพูดว่า “คุณเป็นลูกของท่านหญิงรองอย่างงั้นเหรอ?” จากนั้นพวกเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยและพูดว่า “เดี๋ยวผมจะคุณเข้าไปข้างใน..ท่านเจ้าสำนักคงจะดีใจมากที่รู้ว่าคุณมาที่นี่..ซึ่งท่านหญิงรองโทรมาเมื่อสองวันก่อนและบอกว่าคุณจะมาเยี่ยมเยียนที่นี่และในที่สุดคุณก็มาถึง..นายน้อยโปรดรอสักครู่นะครับ” หลังจากนั้นคนเฝ้าประตูก็เปิดทางให้กับเย่เชียน
เย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยและคิดกับตัวเอง อย่างที่คาดเอาไว้ว่าสำนักถังมักจะได้ความเคารพจากคนในท้องถิ่นและเหล่าลูกศิษย์ของสำนักถังนั้นก็มีอัธยาศัยที่ดีมาก จากนั้นคนเฝ้าประตูก็พูดว่า “ท่านเจ้าสำนักอยากเจอคุณมานานแล้ว..นายน้อยครับผมจะนำทางให้ท่านเอง”
หลังจากขอบคุณแล้วเย่เชียนก็พูดว่า “ผมยังมีบางอย่างอยู่ในรถช่วยรอสักครู่เดี๋ยวผมไปหยิบมาก่อน” หลังจากพูดอย่างนั้นเย่เชียนก็หันหลังกลับและเดินเข้าไปในรถของเขาแล้วเปิดประตูหลังแล้วหยิบของขวัญข้างในออกมา เมื่อเห็นแบบนั้นสาวกทั้งสองก็รีบเดินไปหาเย่เชียนเพื่อช่วยเย่เชียนแบกมันและเชิญเย่เชียนให้เข้าไปด้วยความเคารพ
เย่เชียนไม่ปฏิเสธและหลังจากขอบคุณพวกเขาแล้วเย่เชียนก็เดินตามพวกเขาเข้าไปข้างในบ้าน เขาได้ยินมาว่าในคฤหาสน์และอาคารของสำนักถังนั้นมีกับดักและอาวุธซ่อนเอาไว้มากมายดังนั้นเย่เชียนจึงไม่กล้าเข้าไปโดยไม่มีนำทางหรือมาต้อนรับเขาจริงๆ พวกเขาเดินผ่านถนนที่ปูด้วยหินกรวดและสวนหญ้าและบ่อน้ำ ซึ่งทิวทัศน์ดูสวยงามเป็นพิเศษและมีศาลาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถึงแม้จะไม่เหมือนอาคารที่หรูหราในเมืองใหญ่ๆแต่อาคารโบราณเหล่านี้ก็เป็นเอกลักษณ์อย่างมาก
เมื่อเข้าไปในห้องโถงแล้วสาวกทั้งสองก็พูดด้วยความเคารพว่า “ท่านเจ้าสำนักครับมีแขกมาเยี่ยม!”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองและเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างในห้องนั่งเล่น ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะมีผมหงอกและเคราสีเทาขาวแล้วแต่เขาก็ยังดูแข็งแกร่งและดวงตาของเขาก็เป็นประกาย เมื่อมองแวบเดียวเย่เชียนก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นนักรบโบราณที่มีการฝึกฝนที่ลึกล้ำ ซึ่งด้านซ้ายและด้านขวาของชายชรามีชายวัยกลางคนอยู่สองคนและนั่นควรจะเป็นลูกชายของชายชราและลุงของเย่เชียน
ในห้องโถงมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกับเย่เชียนและเขากำลังก้มหน้าและขมวดคิ้วอยู่และดูเศร้าโศกมาก หลังจากได้ยินเสียงของสาวกที่นำเย่เชียนมายังที่นี่แล้วทุกคนก็หันไปมองโดยไม่ตั้งใจ ในช่วงเวลาที่ชายหนุ่มคนนั้นเห็นเย่เชียนเขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นและทันใดนั้นก็มีความโกรธพุ่งเข้ามาในจิตใจของเขาและเขาพูดอย่างดุเดือดว่า “นี่แกเองเหรอ?”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหันไปมองเพราะชายหนุ่มคนนี้เป็นชายหนุ่มคนเดียวกันกับคนที่ไล่ตามหลัวสุ่ยที่หมู่บ้านของชาวไต เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแต่เย่เชียนไม่ได้พูดพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่ทว่าชายหนุ่มคนนั้นก็พุ่งเข้ามาต่อยเย่เชียนอย่างดุเดือด
เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจและเย่เชียนก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นและมีร่องรอยความไม่พอใจผุดขึ้นในใจของเขา จากนั้นเขาก็มองดูหมัดของชายหนุ่มแล้วเย่เชียนก็หมุนตัวเตะเขาอย่างดุเดือดจนได้ยินเสียง “ปัง” ชายหนุ่มถูกเตะเข้าที่ท้องและร่างของเขาก็พุ่งออกไปและล้มลงกับพื้น แต่เย่เชียนไม่ได้ใช้แรงมากนักเพราะท้ายที่สุดเขาก็กำลังยืนอยู่ในสำนักถังและเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ของชายหนุ่มคนนี้แล้วเขาควรจะเป็นคนของตระกูลถังด้วย
ฉากนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจและคู่สามีภรรยาวัยกลางคนก็ยืนขึ้นในทันทีแล้วขมวดคิ้ว ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าถึงแม้ว่าลูกชายของพวกเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์แต่อย่างน้อยๆเขาก็เป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆในสำนักถังแต่เขากลับถูกใครบางคนเตะกระเด็นออกไปอย่างหมดท่า นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสำนักถังถิ่นของพวกเขาดังนั้นพวกเขาจะใจเย็นลงได้อย่างไร ซึ่งชายชราคนอื่นๆก็ขมวดคิ้วและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อเหล่าสาวกมารายงานก่อนหน้านี้ว่าหลานชายของเขามาที่นี่นั้นถังจิงหนานก็มีความสุขมาก เพราะหลานชายของเขาที่หายตัวไปหลายปีในที่สุดก็กลับมาและเมื่อเขาเห็นเย่เชียนเขาก็จำได้ทันทีเพราะเย่เชียนดูคล้ายกับเย่เจิ้งหรานอย่างมากเหมือนแม่พิมพ์เดียวกัน แต่เย่เชียนมีความสง่าผ่าเผยมากกว่าในขณะที่เย่เชียนมีความเคร่งขรึมและดุดันมากกว่า
เมื่อเห็นสาวกพาทั้งสองคนเข้ามาเขาก็จำเย่เชียนได้ทันทีและเขาก็มีความสุขโดยธรรมชาติเมื่อเห็นความสามารถเย่เชียนแบบนี้ อย่างไรก็ตามเย่เชียนกลับทำร้ายหลานชายอีกคนของเขาทันทีที่ปรากฏตัวออกมาซึ่งทำให้ถังจิงหนานไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ชายหนุ่มก็พยายามลุกขึ้นและพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “แกอยากตายนักใช่มั้ย?” เมื่อเสียงนั้นจบลงเขาก็ใช้มือสอดเข้าไปในเสื้อแล้วขว้างเข็มเงินใส่เย่เชียนทันที เหนือปลายเข็มเงินเย่เชียนเห็นแสงสีดำอย่างเห็นได้ชัดและเย่เชียนก็รู้ว่านั่นคือพิษของสำนักถังดังนั้นเขาจึงไม่กล้าต่อสู้โดยประมาท เขาไม่มีความสามารถเหมือนหลัวสุ่ยด้วยการปัดป้องสิ่งอันตรายแต่สิ่งที่เย่เชียนสามารถทำได้ก็คือการหลับเข็มเงินเหล่านั้น
คราวนี้ถังจิงหนานก็ประหลาดใจอย่างมากและเขาก็ไม่กล้าที่จะลังเลในเวลานี้เพราะงั้นเขาจึงสะบัดมือขวาของเขาและเข็มเงินก็พุ่งออกไปเพียงเพื่อจะสกัดเข็มเงินของชายหนุ่มที่กำลังพุ่งไปหาเย่เชียนจนเกิดเสียง “กริ้ง!” เข็มเงินของชายหนุ่มก็กระเด็นและหยุดลงทันที
.