ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1127 พ่อกับลูกตัดสัมพันธ์
ตอนที่ 1127 พ่อกับลูกตัดสัมพันธ์
………………..
ทันใดนั้นถังจิงหนานก็ดูเหมือนจะเหน็ดเหนื่อยอย่างมากเพราะในฐานะเจ้าสำนักม่อจื๊อแล้วเขาได้สนับสนุนสำนักถังอย่างมากและนำสำนักถังไปสู่ความยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเขากลับล้มเหลวในแง่ของผู้นำตระกูลเพราะแม้กระทั่งลูกหลานของเขายังทรยศเขา เขาไม่รู้ว่าเขาทำผิดอะไรในชาติที่แล้วทำไมเขาถึงต้องการฆ่าลูกชายและหลานชายของเขาเองซึ่งทำให้เขาเสียใจมาก ในวัยชราเขาต้องการเพียงแค่ครอบครัวที่อบอุ่นเท่านั้นและเป็นครอบครัวที่มีความสุข แต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบนั้นเลยสักนิด
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่ายังไงถังยู่เซิงก็ต้องตายแต่เมื่อเห็นถังยู่เซิงขอร้องอ้อนวอนแล้วเขาก็สะเทือนใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และมือของเขาก็สั่น ในเวลานี้ใบหน้าของถังจิงหนานดูเศร้ามากและไม่รู้ว่าต้องทำยังไงดีจะฆ่าหรือจะไว้ชีวิตหลานชายคนนี้ดี
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของถังจิงหนานแล้วถังยู่เซิงก็คิดในใจว่าถึงแม้เขาจะไม่มีพรสวรรค์แต่เขาก็เป็นคนที่ฉลาดจริงๆและเขาก็ไม่ใช่คนโง่เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้ถังจิงหนานจะไม่ฆ่าเขาแต่เขาก็จะไม่มีวันมีชีวิตที่ดีได้อีกต่อไป ดังนั้นเมื่อเห็นถังจิงหนานลังเลใจอยู่ดวงตาของถังยู่เซิงก็เปล่งประกายไปด้วยเจตนาฆ่า เมื่อเห็นแบบนั้นม่อหลงที่บังเอิญอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนว่า “ระวัง!”
เมื่อเสียงของม่อลงถังยู่เซิงก็กำลังจะใช้มีดแทงถังจิงหนานอีกครั้งแต่แน่นอนว่าถังจิงหนานจะไม่สังเกตเห็นได้อย่างไรเพราะเขาเห็นสายตาของถังยู่เซิงและท้ายที่สุดแล้วถังยู่เซิงก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการฆ่าฟันและการยึดบัลลังก์ เมื่อเห็นแบบนั้นถังจิงหนานก็ส่ายหัวอย่างโศกเศร้าและเตะถังยู่เซิงออกไปอย่างแรง
“ปัง” ร่างของถังยู่เซิงกระเด็นออกไปและมีเสียงกระดูกหักอย่างชัดเจนและล้มลงกับพื้นอย่างแรงจนกระอักเลือดออกมาเต็มปาก จากนั้นถังยู่เซิงก็ยิ้มอย่างน่าสมเพชแล้วล้มลงช้าๆเพราะด้วยการเตะครั้งนี้ถังจิงหนานไม่แสดงความเมตตาเลยแม้แต่น้อยจนทำให้กระดูกซี่โครงของถังยู่เซิงหักและทิ่มแทงอวัยวะภายในทั้งหมดและในกรณีนี้ถังยู่เซิงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ส่วนใบหน้าของถังจิงหนานนั้นก็ดูเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก
ที่ด้านนอกจงโหลวซานก็กระวนกระวายใจราวกับมดบนหม้อไฟและเมื่อมองดูคนของเขาและสาวกหมอผีมนต์ดำเหล่านั้นล้มตายทีละคนแล้วเขาก็ไม่อยากที่จะต่อสู้อีกต่อไป ตั้งแต่ที่หยานตงเข้ามาแทรกแซงเขาก็ไม่คิดที่จะดำเนินการต่อเพราะการเผชิญหน้ากับหยานตงนั้นไม่ง่ายเหมือนการต่อสู้กับถังจิงหนาน เพราะในแง่ของความแข็งแกร่งหยานตงนั้นเหนือกว่าถังจิงหนานมาก
“คุณหยานตงนี่เป็นเรื่องภายในของหมู่บ้านเมียวของเราเพราะงั้นคุณเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยทำไม?..คุณไม่ปฏิบัติตามกฎของโลกศิลปะการต่อสู้ของคุณหรือไง?” จงโหลวซานพูดขณะรับมือกับการโจมตีของหยานตง
“นี่เป็นครั้งแรกที่แกได้ยินชื่อของฉันหรือไง?..ใครๆก็รู้ว่าหยานตงคนนี้มักจะทำอะไรตามใจตัวเอง..เพราะงั้นฉันแค่ไม่ชอบในสิ่งที่แกกำลังทำอยู่ก็เท่านั้นเอง!” หยานตงพูดอย่างภาคภูมิใจ อาจดูไร้เหตุผลไปหน่อยแต่ก็มีทัศนคติและจุดยืนที่แน่วแน่
“หืม..คนอย่างสุดยอดปรมาจารย์แห่งลัทธิมารเนี่ยนะจะทำแบบนั้น?..คุณไม่กลัวคนหัวเราะเยาะกันรึไง” จงโหลวซานพูด
“ใครจะหัวเราะมันก็เรื่องของเขามันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน..ฉันไม่สนใจหรอกใครจะพูดอะไรก็พูดไป” หยานตงพูด “สิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดก็คือคนทรยศอย่างแก..แกคิดว่าซวนหมิงจะทำทุกอย่างที่แกคิดได้งั้นเหรอ?..มันกำลังหลอกใช้แกอยู่แกไม่รู้รึไง?”
ถึงแม้ว่าจงโหลวซานจะไม่เคยพบกับหยานตงมาก่อนแต่จงโหลวซานก็เคยได้ยินชื่อเสียงของหยานตงมานานแล้ว เขาพอจะรู้ว่าหยานตงนั้นอยู่ระหว่างความดีและความชั่วและมักจะทำสิ่งต่างๆที่หยานตงต้องการ ดังนั้นจงโหลวซานจึงไม่ได้พูดอะไรอีกและรับมือกับการโจมตีของหยานตงอย่างสุดกำลังแต่ดวงตาของเขาก็คอยกวาดมองไปรอบๆและดูเหมือนว่าเขาต้องการหาโอกาสที่จะหลบหนี
“จงโหลวซานฉันแนะนำให้แกเลิกคิดที่จะหนีซะ..เพราะถ้าแกสามารถหนีไปจากฉันได้ล่ะก็ชื่อของหยานตงของฉันคงจะเป็นแค่คำตลกเท่านั้น” หยานตงเห็นความคิดของจงโหลวซานอย่างชัดเจนและพูด
“หืม..ฉันได้ยินมานานแล้วว่าคุณเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณ..แต่ฉันอยากได้ประสบการณ์ที่ดีและดูว่าคนที่เก่งที่สุดในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณจะเก่งแค่ไหนกัน!” จงโหลวซานก็รับรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันเช่นกันและเกรงว่ามันคงจะยากสำหรับเขาที่จะหลบหนีไปได้ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้คือต้องสู้อย่างถึงที่สุด นอกจากนี้เขายังรู้ดีว่าเขาต้องไม่ประมาทต่อหน้าหยานตงไม่เช่นนั้นเขาจะต้องตายภายใต้เงื้อมมือของหยานตงอย่างแน่นอน
ไม่ไกลจากที่นั่นนักจงฮุ่ยก็เห็นฉากนี้อย่างชัดเจนในดวงตาของเขาแต่ดวงตาของเขาไม่มีความกังวลใดๆเลยแม้แต่น้อยแต่กลับเต็มไปด้วยความแค้นที่ควบคุมไม่ได้ เขาไม่คิดที่จะเข้าไปช่วยจงโหลวซานแต่อย่างใดเพราะเขาซ่อนตัวอยู่เงียบๆและจนถึงตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าสถานการณ์ปัจจุบันเขาเสียเปรียบแค่ไหน เขาคิดว่าซวนหมิงไม่ได้คาดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนที่จู่ๆก็มีคนของลัทธิมารกับสำนักม่อจื๊อเข้ามาแทรกแซง ดังนั้นแผนการต่างๆจึงพังทลายแล้วและเห็นได้ชัดว่าจงฮุ่ยควรจะหนีไปอย่างรวดเร็วในเวลานี้เพราะการอยู่ต่อจะต้องอันตรายอย่างมากแต่ทว่าจงฮุ่ยเลือกที่จะเฝ้าดูจากข้างๆอย่างเงียบๆซึ่งค่อนข้างคาดเดาไม่ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่
ในเวลานี้จงโหลวซานเผชิญหน้ากับหยานตงและมันก็เป็นการรุกของหยานตงอยู่ฝ่ายเดียวอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการโต้กลับเลยแม้แต่น้อย จงโหลวซานรู้ดีว่าตราบใดที่เขาประมาทหรือลังเลใจเพียงเล็กน้อยเขาอาจจะพ่ายแพ้ได้ทุกเมื่อจากนั้นมันจะยากมากสำหรับเขาที่จะหลบหนีไปได้
ในฐานะปรมาจารย์อันดับหนึ่งในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณในปัจจุบันการฝึกฝนของหยานตงนั้นอยู่สูงมาก ดังนั้นเขาจะกลัวการโจมตีของจงโหลวซานได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นหยานตงไม่ใช่คนประเภทที่กลัวความตายเพราะถ้าใครกล้าที่จะเล่นกับเขาล่ะก็เขาจะเล่นกับอีกฝ่ายจนจบ ดังนั้นหยานตงจึงปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่และต่อสู้กับจงโหลวซานอย่างดุเดือด
ทั้งสองคนนั้นแยกไม่ออกเลยว่าใครแข็งแกร่งกว่ากันในตอนนี้ อย่างไรก็ตามทางด้านจงโหลวซานก็รู้ดีว่าหยานตงมีพลังกำลังมากเกินไป แต่ในด้านของหยานตงที่เพิ่งจะใช้วิชาลับประตูแปดด่านไปร่างกายก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวอย่างเต็มที่นักและสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดก็คือสาวกหมอผีมนต์ดำเหล่านี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วๆไปและก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ได้ ดังนั้นหยานตงก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมมันอย่างลับๆ
อย่างไรก็ตามพลังปราณก็มีขีดจำกัดเสมอและถ้าหากยังคงเป็นเช่นนี้หยานตงก็กลัวว่าเขาจะทนไม่ไหวอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงใช้วิชาลับประตูแปดด่านในด่านที่สี่และพลังปราณของเขาก็ระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งจนจงโหลวซานคาดไม่ถึงและเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของหยานตงแล้วจงโหลวซานก็กัดฟันแน่นและรับการโจมตีดังกล่าว
“ปัง” เมื่อเสียงดังขึ้นจงโหลวซานก็กระเด็นออกไปและล้มลงกับพื้นอย่างหนัก ซึ่งนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่หยานตงใช้วิชาลับประตูแปดด่านในวันนี้และร่างของเขาก็ทำงานหนักอย่างมากและแทบจะทนไม่ไหว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าจงโหลวซานได้รับบาดเจ็บแล้วหยานตงจึงรีบหยุดใช้วิชาลับทันทีและก้าวไปข้างหน้าและเขาก็อดไม่ได้ที่เซเล็กน้อยและอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น
จากนั้นหยานตงก็เดินไปที่จงโหลวซานทีละก้าวและค่อยๆใช้เท้าเหยียบลงไปที่ร่างของจงโหลวซานจนจงโหลวซานค่อยๆรู้สึกว่าการหายใจของเขาลำบากขึ้นราวกับว่าชีวิตของเขาค่อยๆหายไปทีละน้อยและเต็มไปด้วยความกลัว เขาอยากจะหนีแต่หลังจากดิ้นรนอยู่พักหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาเจ็บปวดอย่างมาก
ในขณะนั้นจู่ๆจงฮุ่ยก็โผล่ออกมาและหยุดอยู่ตรงหน้าจงโหลวซานจนหยานตงตกตะลึงไปครู่หนึ่งและขมวดคิ้ว เมื่อเห็นแบบนั้นจงโหลวซานก็ดีใจมากและรีบพูดว่า “ฮุ่ยเอ๋อร์รีบมาช่วยพ่อเร็ว” อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของจงฮุ่ยนั้นกลับเฉยเมยมากและเขาก็มองหน้าจงโหลวซานด้วยความเฉยเมยและหัวเราะอย่างดูถูกเหยียดหยามจนจงโหลวซานอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็มองไปที่จงฮุ่ยแล้วพูดว่า “ฮุ่ยเอ๋อร์แกเป็นอะไรของแก?”
“หืม..แกคิดว่าแกจะซ่อนความจริงไปจากฉันได้งั้นเหรอ?..แกคิดว่าฉันไม่รู้อะไรเลย?” จงฮุ่ยพูดอย่างเย็นชาว่า “แกรู้มั้ยว่าฉันรอวันนี้มานานแค่ไหนแล้ว..ฉันอยากจะฆ่าแกมานานแล้ว!”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจงโหลวซานก็มองไปที่จงฮุ่ยด้วยความประหลาดใจและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ฮุ่ยเอ๋อร์แกกำลังพูดถึงอะไร..แกสับสนอะไรอยู่?..รีบๆพาพ่อออกไปเร็ว..เรายังมีความหวังอยู่!”
“พอได้แล้ว” จงฮุ่ยตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว “แกคิดว่าแกไม่รู้เหรอว่าแกฆ่าพ่อแม่ที่แท้จริงของฉันเพื่อที่แกจะได้เก็บฉันเอาไว้หลอกใช้ใช่มั้ยล่ะ..หึ..ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือแกไม่ได้ฆ่าฉันตั้งแต่แรก..แกคิดว่าแกจะซ่อนความชั่วของแกได้ตลอดไปงั้นเหรอ?..ฉันรอวันนี้มาสิบกว่าปีแล้ว..แกเป็นคนฆ่าพ่อกับแม่ของฉัน!..ว่าแต่แกเชื่อจริงๆเหรอว่าหมอผีมนต์ดำผู้ยิ่งใหญ่ซวนหมิงจะช่วยแก?..เขาแค่หลอกใช้แกและจะฆ่าแกจากนั้นหมู่บ้านเมียวก็จะเป็นของเขา”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจงโหลวซานก็ถอนหายใจอย่างหดหู่เพราะมีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ยกเว้นเขาก็มีเพียงซวนหมิงเท่านั้นแต่ตอนนี้จงฮุ่ยรู้ทุกอย่างอย่างชัดเจนซึ่งหมายความว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการของซวนหมิงและจุดประสงค์ก็ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้อีกแล้วเพราะตั้งแต่เริ่มต้นซวนหมิงนั้นไม่ได้เชื่อใจเขาเลยและหลอกใช้เขามาตั้งแต่แรก
“ฮุ่ยเอ๋อร์!..ฉันถูกบังคับให้ทำในตอนนั้น..ทั้งหมดฉันได้รับคำสั่งจากซวนหมิง..ถ้าเขาไม่ได้บังคับให้ฉันทำอย่างนั้นฉันก็คงจะไม่ฆ่าพ่อแม่ของแกหรอก” จงโหลวซานพยายามหลบเลี่ยงความรับผิดชอบของเขาเพราะเขารู้ว่าสภาพร่างกายในปัจจุบันของเขาอ่อนแอเกินไปและไม่สามารถทำอะไรได้เลย ดังนั้นถ้าหากจงฮุ่ยจะฆ่าเขาจริงๆล่ะก็เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน
“แกยังคิดที่จะโกหกฉันอยู่อีกเหรอ..ท่านซวนหมิงได้บอกฉันอย่างชัดเจนแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น..มันเป็นแกเองที่ฆ่าพ่อแม่ของฉัน!” จงฮุ่ยพูด “ฉันทนต่อความอัปยศอดสูมาเป็นเวลานานเพื่อที่จะได้ฆ่าแกด้วยมือของฉันเองและล้างแค้นให้พ่อกับแม่ของฉัน!..และในที่สุดสวรรค์ก็ได้ให้โอกาสนั้นกับฉัน..เพราะงั้นจงโหลวซานไม่ว่าแกจะแก้ตัวยังไงมันก็ไม่ทันแล้ว..แกลบล้างความผิดของแกไม่ได้หรอก!”
.