ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1132 สะสาง
ตอนที่ 1132 สะสาง
………………..
ในช่วงสองวันที่ผ่านมาพิษหนอนไหมทองในร่างกายของฉินหยูก็ถูกระงับโดยยาชนิดหนึ่งแต่ไม่รู้ว่ายาอะไร ซึ่งยาที่หว่านไห่ให้กับฉินหยูนั้นได้ผลดีมากและในตอนกลางคืนฉินหยูก็ไม่ฝันร้ายอีกต่อไปและอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ในช่วงสองวันที่ผ่านมาหว่านไห่ก็จัดการกับงานศพของฮั่นหยานและซวนหมิงและถึงแม้ว่าคนในหมู่บ้านจะต่อต้านอย่างรุนแรง แต่หว่านไห่ก็ยังคงฝังศพของซวนหมิงเอาไว้ข้างๆ หลุมฝังศพของฮั่นหยานอยู่ดี นี่ถือได้ว่าเป็นการทำตามคำขอครั้งสุดท้ายของซวนหมิง ส่วนเรื่องที่ใครจะถูกหรือใครผิดในอดีตก็กลายเป็นฝุ่นและเถ้าธุลีไปแล้ว ไม่ว่าซวนหมิงจะเคยทำความชั่วมามากน้อยแค่ไหนก่อนหน้านี้แต่ก็ถือได้ว่าเขากลับใจในวินาทีสุดท้ายและทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของซวนหมิงหรือหว่านไห่ทั้งหมดแต่เป็นเพราะพระเจ้าเล่นตลกกับชีวิตของพวกเขาเท่านั้น
เย่เชียนไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ในเรื่องนี้เพราะอันที่จริงแล้วเขายังคงเห็นใจซวนหมิงและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสมัยนั้นแต่เขาก็สามารถรู้ได้ผ่านคำพูดของซวนหมิงที่สนทนากับหว่านไห่ได้คร่าวๆ ในเวลานั้นเย่เชียนสามารถมองผ่านดวงตาของซวนหมิงและรู้ว่าเขารักฮั่นหยานจริงๆ และมันไม่ใช่ความรู้สึกอื่นใดๆ แต่เป็นความรักจากก้นบึ้งของหัวใจ
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่สามารถตำหนิหว่านไห่ได้เช่นกันดังนั้นในฐานะคนนอกแล้วเย่เชียนจึงไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขา
เช้าตรู่สองวันต่อมาหว่านไห่ก็ตื่นแต่เช้าและถึงแม้ว่าหน้าตาเขาจะยังซีดเซียวเล็กน้อยแต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อสองวันก่อน ความเจ็บปวดทางจิตใจแบบนั้นไม่ง่ายนักที่จะหายไปได้และการต่อสู้กับจิตใจครั้งนี้ก็มากเกินไป ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายความเป็นพี่รน้องระหว่างกันแต่ทั้งคู่ยังสูญเสียสิ่งต่างๆ ไปมากมายจนแม้แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างหว่านไห่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนตายมากนัก
เย่เชียนกับฉินหยูก็ตื่นแต่เช้าและเห็นหว่านไห่ออกมาข้างนอกและเรียกพวกเขาให้เข้าไปในห้องโถง จากนั้นหว่านไห่ก็มองไปที่ฉินหยูแล้วพูดว่า “สองวันที่ผ่านมาคุณเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า?”
ฉินหยูส่ายหัวและพูดว่า “ไม่เป็นไรค่ะ..ต้องขอบคุณท่านผู้เฒ่าหว่านมากค่ะสำหรับยา..ฉันนอนสบายมากในสองที่ผ่านมานี้” เมื่อได้ยินคำพูดของฉินหยูแล้วเย่เชียนก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเต็มไปด้วยการตำหนิตัวเองอย่างลึกซึ้ง เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าสิ่งที่ฉินหยูเจอมันจะเจ็บปวดแค่ไหนและเมื่อลองนึกภาพว่าทุกครั้งที่เขาหลับไปเขาจะฝันร้ายแล้วก็ตื่นขึ้น ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วมันจะทรมานแค่ไหนกัน? ในฐานะผู้ชายของฉินหยูแล้วเย่เชียนไม่ได้ปกป้องเธอเลยดังนั้นเย่เชียนจะไม่โทษตัวเองหรือรู้สึกเศร้าใจได้อย่างไร?
“ศาสตร์มนต์ดำไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ได้แต่โชคดีที่ตอนนี้คุณมีเลือดเผ่าเมียวของฉัน..ซึ่งมันอาจจะทำให้สิ่งต่างๆ ไม่ยากเท่าที่ควร” หว่านไห่พูด “ที่จริงแล้วเผ่าเมียวของเราไม่ได้ลึกลับเหมือนในตำนานที่คนกล่าวขานกันหรอกมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย..มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนกับตำนานและตอนนี้หลายคนก็มักจะหยิบสิ่งที่มีในนวนิยายมาพูดกัน..เมื่อเราพูดถึงหมอผีและจอมขมังค์เวทย์แล้วทุกคนก็มักจะเชื่อมโยงไปยังเทพแม่หมอและพ่อมดในตำนาน..ใช่..ถึงแม้ว่าพวกเราจะเชื่อในบรรพบุรุษทั้งสิบสองเหมือนๆ กันแต่เราไม่ได้มีพลังวิเศษขนาดนั้น..พูดตรงๆ นะความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างเรากับพวกคุณก็คือนักรบโบราณอย่างคุณจะฝึกพลังปราณและกำลังภายในแต่พวกเราฝึกฝนร่างกายและคาถาศาสตร์วิชาต่างๆ ..มันเป็นสองวิธีที่แตกต่างกันเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์..หลายปีที่ผ่านมาเรายังมีความขัดแย้งกันนับไม่ถ้วนระหว่างเผ่าหมอผีกับโลกศิลปะการต่อสู้โบราณและไม่มีอะไรมากไปกว่าแนวคิดที่แตกต่างกัน..แต่ตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าทุกคนต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันและไม่มีใครถูกหรือผิด..ส่วนคนที่ไม่ใช่เผ่าเมียวก็สามารถมีเลือดของเผ่าเมียวได้ผ่านพิธีกรรมการแลกเปลี่ยนเลือดซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถและความแข็งแกร่งของร่างกาย..ดังนั้นทั้งสองที่ได้ทำพิธีกรรมการแลกเปลี่ยนเลือดไปแล้วฉันก็หวังว่าทั้งสองจะสามารถเก็บความลับนี้เอาไว้ได้..ฉันเหนื่อยกับการต่อสู้มาหลายปีแล้วและตอนนี้ฉันก็แค่ต้องการนำเผ่าเมียวของฉันให้มีชีวิตที่ดีขึ้น..ส่วนพวกเราชาวเมียวหรือนักรบโบราณฝ่ายไหนจะแข็งแกร่งกว่ากันมันก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว”
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะต่อสู้อย่างต่อเนื่องแต่จริงๆ แล้วเขาก็ปรารถนาความสงบสุขอยู่ในใจ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจหว่านไห่เป็นความดีนอกจากนี้ถึงแม้ว่าหว่านไห่จะไม่ขอร้องถึงยังไงเย่เชียนก็จะไม่พูดอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา นอกจากนี้เขายังเข้าใจด้วยว่าหว่านไห่ยังบอบช้ำจากเรื่องราวในอดีตเหล่านั้นและตอนนี้ชีวิตที่ดีที่สุดของเขาก็คือการสามารถอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้นเย่เชียนจึงเข้าใจอารมณ์ของหว่านไห่ในเวลานี้และพยักหน้าอย่างหนักหน่วงแล้วพูดว่า “ผู้เฒ่าหว่านไม่ต้องกังวลไปครับ..พวกเรารู้ว่าต้องทำยังไง”
หว่านไห่พยักหน้าเล็กน้อยกล่าวต่อ “การกำจัดคาถามนต์ดำเป็นสิ่งที่อันตรายมากและมันแตกต่างไปจากคาถาทั่วๆ ไป..เพราะถ้าคาถามนต์ดำมันปรากฏออกมาเราต้องห้ามให้มันเล็ดลอดออกไปได้..ดังนั้นเราต้องเลือกพื้นที่ปิดสนิทเพราะงั้นฉันจะพาทั้งสองเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามของหมู่บ้านเมียวของฉัน..แต่ต้องสัญญากับฉันก่อนว่าจะไม่บอกใครว่าเห็นอะไรข้างในบ้าง!”
เย่เชียนและฉินหยูก็พยักหน้าและตกลงเพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำจัดคาถามนต์ดำออกจากร่างกายของฉินหยู ส่วนเรื่องความลับก็ไม่มีปัญหาอะไรและนอกจากนี้นี่คือสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรกเพราะการที่หว่านไห่พาพวกเขาเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามก็ถือว่าผิดกฎแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของหว่านไห่ได้อย่างไร?
หว่านไห่ไม่ได้พูดอะไรอีกและหลังจากพยักหน้าเล็กน้อยเขาก็มองไปที่เย่เชียนจากนั้นเขาก็ก้าวออกไปและเดินตรงไปยังพื้นที่ต้องห้ามทันที
พื้นที่ต้องห้ามเป็นสถานที่ลึกลับมากสำหรับชางเมียวเพราะในถ้ำแห่งนี้เป็นที่สักการบูชาเทพเจ้าที่พวกเขาเคารพนับถือมากที่สุดและนี่ก็คือถ้ำเทพแม่มดและบรรพบุรุษทั้งสิบสองและเป็นความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา ทุกคนล้วนมีความเชื่ออยู่ในใจและเย่เชียนเองก็มีเช่นกันเพราะสิ่งที่เขาเชื่อก็คือการต่อเพื่อสู้ดิ้นรนแสวงหาผลประโยชน์และความยิ่งใหญ่ให้กับตนเองและญาติพี่น้องและพรรคพวกของเขา แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น
ในพื้นที่ต้องห้ามนั้นตำแหน่งของรูปปั้นของเทพแม่หมอผู้ยิ่งใหญ่ของหมู่บ้านเมียวตั้งแต่สมัยโบราณก็ยังคงประดิษฐานอยู่ถ้ำ ซึ่งในหมู่บ้านเมียวมีเหล่าปรมาจารย์และจอมขมังค์เวทย์หลายสิบคนแต่ในยุคของหว่านไห่นั้นมีเพียงเขาที่รับผิดชอบมันแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเย่เชียนกับฉินหยูเดินตามหว่านไห่เข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามและพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เย็นยะเยือกและน่ากลัวที่เล็ดลอดออกมาจากถ้ำและมันค่อนข้างน่าขนลุกโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปั้นของอัครสาวกทั้งสิบสองของเทพแม่หมอข้างใน มันดุร้ายและน่ากลัวแต่เย่เชียนไม่เชื่อในเทพเจ้าแต่เขาเคารพความเชื่อของผู้อื่น ดังนั้นเมื่อเห็นหว่านไห่แสดงความเคารพต่อรูปปั้นหินเหล่านั้นเย่เชียนก็โค้งคำนับเล็กน้อยเช่นกัน
จากนั้นก็มีสุสานของผู้นำจอมขมังเวทย์หนึ่งตำแหน่งและนั่นคือตำแหน่งของซวนหมิง ไม่ว่าเขาจะทำผิดพลาดกี่ครั้งแต่ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้นำจอมขมังค์เวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของหมู่บ้านเมียวเสมอ ซึ่งเย่เชียนเองก็เห็นด้วยเพราะสำหรับเขาเองไม่ว่าไป๋ฮวยจะเป็นอย่างไรแต่เย่เชียนก็คือว่าไป๋ฮวยเป็นหนึ่งในพี่น้องเขี้ยวหมาป่าเสมอและในกรณีจูจื้อเพราะถึงแม้ว่าเขาจะตั้งใจก่อกบฏและล้มเหลวในท้ายที่สุดแต่เย่เชียนยังคงสลักชื่อของจูจื้อเอาไว้บนหอคอยวีรบุรุษประจำสำนักงานใหญ่เขี้ยวหมาป่าอยู่ดี เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจูจื้อก็เป็นหนึ่งในคนที่สร้างเขี้ยวหมาป่าขึ้นมาและไม่ว่าเขาจะทำผิดพลาดกี่ครั้งเขาก็ตระหนักถึงเขี้ยวหมาป่าเสมอ ดังนั้นสิ่งที่เขาทุ่มเทให้กับเขี้ยวหมาป่านั้นเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน
หว่านไห่คุกเข่ากราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ส่วนเย่เชียนกับฉินหยูก็คุกเข่าลงเช่นกัน ผู้ล่วงลับเหล่านี้ควรค่าแก่การเคารพและนอกจากนี้เย่เชียนกับฉินหยูก็ถือได้ว่าเป็นเผ่าเทพแม่หมอครึ่งหนึ่งและถ้าไม่ใช่พิธีกรรมของเผ่าเมียวล่ะก็ชีวิตของพวกเขาคงจะจบลงแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรเย่เชียนกับฉินหยูก็ต้องแสดงความเคารพอย่างจริงใจซึ่งถือได้ว่าเป็นการให้เกียรติผู้ล่วงลับด้วย
หว่านไห่แค่เตือนเขาถึงมารยาทเพราะที่จริงแล้วไม่มีใครกล้าบุกรุกเข้ามาในที่แห่งนี้อย่างแน่นอนเพราะผู้คนในหมู่บ้านเมียวรู้กฎของพวกเขาดี เย่เชียนก็ไม่พูดอะไรมากและพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันไปมองฉินหยูและพูดเบาๆ ว่า “ไม่ต้องกังวลไปนะ..คุณจะไม่เป็นอะไร..ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอก”
ฉินหยูพยักหน้าอย่างหนักหน่วงและกอดเย่เชียนอย่างอบอุ่น ถึงแม้ว่าหว่านไห่พูดว่าเขาอาจจะสามารถหาวิธีกำจัดคาถามนต์ดำได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายขาดได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉินหยูดังนั้นเธอก็แค่อยากจะเห็นผู้ชายที่เธอรักอีกครั้งและจดจำเย่เชียนเอาไว้ในใจเพื่อที่เธอจะไม่ลืมเขาไปตลอดชีวิต
“สัญญากับฉันนะว่าถ้าฉันไม่สามารถผ่านมันไปได้เธอจะต้องบอกกับหรานเอ๋อร์ว่าฉันไปทำงานในที่ๆห่างไกลและห้ามบอกความจริงกับเขาจะได้มั้ย?” ฉินหยูพูดด้วยความโศกเศร้า
เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะสะเทือนใจแต่เขาก็เหยียดมือออกและเกาจมูกของฉินหยูเบาๆ แล้วพูดว่า “นี่คุณกำลังพูดอะไรเนี่ย..ผมเลี้ยงเด็กคนเดียวไม่ได้หรอก..เอาเถอะไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะผู้เฒ่าหว่านจะต้องช่วยคุณได้อย่างแน่นอน..คุณต้องเชื่อใจเขาและตัวคุณเองรู้มั้ย? ..ผมจะไปรอคุณข้างนอกแล้วรอให้คุณออกมาและจากนั้นเราจะกลับบ้านด้วยกัน”
ฉินหยูกัดริมฝีปากของเธอและพยักหน้าอย่างหนักหน่วงแล้วจูบเย่เชียนที่แก้ม จากนั้นก็หลังกลับและเดินตามหว่านไห่เข้าไปในห้องลับในพื้นที่ต้องห้าม ส่วนเย่เชียนก็มองเธอแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
.