ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1137 ทองคำแท่งฟาดหัว
ตอนที่ 1137 ทองคำแท่งฟาดหัว
………………..
จากนั้นโอ่วหยางหมิงเฟิงก็สะบัดผมของเขาและทำท่าทางที่เขาคิดว่าหล่อที่สุด แต่เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาของหลี่ซือผู้ซึ่งเย็นชากับเขามาตลอดแต่ตอนนี้หลี่ซือกลับแสดงความกระตือรือร้นขนาดนี้และถึงกับเรียกเขาว่า ‘ที่รัก’ จนเขาไม่ทันได้ตั้งตัว อย่างไรก็ตามเมื่อคิดว่าเขาไม่เคยแพ้ให้กับผู้หญิงคนไหนเลยเขาก็เต็มไปด้วยความมั่นใจเพราะมีผู้หญิงหลายคนที่หมกมุ่นอยู่กับเขาดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงจะหลงเสน่ห์ของเขา ยิ่งไปกว่านั้นเข้ายังใจว่าผู้หญิงหลายคนที่แสร้งทำเป็นว่าห่างเหินและเย็นชากับเขาตั้งแต่แรกก็เพียงเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับพวกเธอในสายตาของเขาเท่านั้นและนี่เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับโอ่วหยางหมิงเฟิงผู้ซึ่งอยู่ท่ามกลางการสรรเสริญเยินยอ
เมื่อเห็นหลี่ซือเดินลงบันไดมาอย่างตื่นเต้นโอ่วหยางหมิงเฟิงก็ทักทายเธออย่างช้าๆ ด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์บนใบหน้าของเขาและเมื่อมาถึงด้านข้างของหลี่ซือแล้วโอ่วหยางหมิงเฟิงก็ยิ้มอย่างสง่าผ่าเผยและพูดว่า “หลี่ซือฉันตั้งตัวไม่ทันกับความน่ารักของเธอจริงๆ ..ฮ่าๆ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหลี่ซือก็กลอกตาไปมาและมองโอ่วหยางหมิงเฟิงราวกับว่าเขาเป็นคนงี่เง่าจากนั้นเธอก็เดินสวนโอ่วหยางหมิงเฟิงไปด้วยสายตาที่มีความสุขและโบกพร้อมกับตะโกนว่า “ที่รัก!”
เมื่อเห็นแบบนั้นโอ่วหยางหมิงเฟิงก็ประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองและเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ข้างหลังเขาจนโอ่วหยางหมิงเฟิงอดไม่ได้ที่จะโกรธเกรี้ยวและเจตนาฆ่าก็แวบเข้ามาในดวงตาของเขา
จากนั้นหลี่ซือก็กอดเย่เชียนอย่างตื่นเต้นและพูดว่า “ที่รักเสร็จธุระแล้วเหรอ?”
“อืม” เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันไปมองที่โอ่วหยางหมิงเฟิงจากนั้นก็เหลือบมองที่หลี่ซือและถามว่า “เขาเป็นใครน่ะ..เขาดูโง่มากเลย”
“ไม่รู้สิ..รู้แค่ว่าเขาเป็นคนที่หลงตัวเองมาก” หลี่ซือแลบลิ้นและหัวเราะ
เย่เชียนก็เหลือบมองเขาและเมื่อได้ยินชื่อก็รู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อยและคิดว่าโอ่วหยางหมิงเฟิงกับโอ่วหยางหมิงซวนเป็นญาติกันหรือเปล่า?อย่างไรก็ตามโอ่วหยางหมิงซวนซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในตระกูลโอ่วหยางดังนั้นโอ่วหยางหมิงเฟิงคนนี้ก็คงจะไม่ได้มีสถานะมากนัก จากนั้นเย่เชียนก็พูดอย่างเฉยเมยว่า “ใครเป็นพี่ชายของนาย? ..ฉันไม่รู้จักนายและฉันก็ไม่สนใจหรอกว่านายเป็นใครหรือทำอะไร..แต่ฉันขอเตือนเอาไว้นะว่าหลี่ซือเป็นผู้หญิงของฉันเพราะงั้นนายควรอยู่ให้ห่างจากเธอในอนาคตเข้าใจมั้ย?” คำพูดของเย่เชียนเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและแรงกดดันมหาศาล
หลี่ซือก็ยิ้มอย่างมีความสุขและมองไปที่เย่เชียนด้วยใบหน้าที่มีความสุขและพูดว่า “ที่รักนายหล่อมาก..ฉันชอบรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขามของนายมาก”
“จริงเหรอ?” เย่เชียนจับคางของหลี่ซือแล้วยิ้มอย่างร่าเริงและพูดว่า “ฉันจะแสดงให้เธอเห็นว่าในอนาคตฉันจะมีอำนาจเหนือกว่าใครให้ดู!”
โอ่วหยางหมิงเฟิงก็สูดลมหายใจเข้าและดึงมือของเขากลับอย่างแนบเนียนและมองไปที่เย่เชียนแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “พี่ชายอย่าหยิ่งเกินไปเลย..ตอนนี้หลี่ซือยังไม่ได้แต่งงานเพราะงั้นฉันก็ยังมีโอกาสอยู่..แต่ถึงแม้ว่าเธอจะแต่งงานกับพี่ชายนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหย่าร้างไม่ได้อยู่ดี..เพราะงั้นฉันมีสิทธิ์ไล่จีบหลี่ซือและพี่ชายก็ห้ามฉันไม่ได้”
“จริงเหรอ?” เย่เชียนยิ้มอย่างดูถูกเหยียดหยามและพูดว่า “ฉันไม่รู้ว่านายเดินลำบากหรือเปล่า..ถ้าไม่รังเกียจฉันช่วยตัดมันให้นายได้นะ”
ถึงแม้ว่าโอ่วหยางหมิงเฟิงจะไม่โดดเด่นเหมือนโอ่วหยางหมิงซวนก็ตามแต่ในตระกูลโอ่วหยางเขาก็ไม่ได้ต่ำต้อยและไร้สถานะใดๆ เพราะเขายังได้รับผิดชอบในธุรกิจของตระกูลบางส่วน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในเมืองซีจิงนั้นธุรกิจของเขาถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูและประสบความสำเร็จ แต่ถึงแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับอุตสาหกรรมและอำนาจของตระกูลโอ่วหยางที่โอ่วหยางหมิงซวนดูแลก็ตามแต่ก็ไม่สามารถมองข้ามได้ อีกทั้งยังมีคนจำนวนมากในหมู่ชนชั้นสูงของเมืองซีจิงที่ยอมรับพรสวรรค์ของชายหนุ่มคนนี้ นอกจากนี้เมื่อหลายๆ คนรู้ว่าเขาเป็นนายน้อยและลูกหลานของตระกูลโอ่วหยางแล้วพวกเขาก็ประจบประแจงเขาและมีใครเคยพูดกับเขาแบบนี้เลยสักคน
ความเย่อหยิ่งของเย่เชียนทำให้โอ่วหยางหมิงเฟิงทนไม่ไหวดังนั้นเขาจึงพูดอย่างเย็นชาว่า “อย่าเย่อหยิ่งให้มากนัก..เชื่อมั้ยว่าถ้าฉันแค่โทรออกฉันก็สามารถส่งแกไปลงนรกได้เลย..ก็นะ..ตราบใดที่มีเงินมันก็สามารถทำได้ทุกอย่างที่ต้องการและชีวิตของแกก็มีค่าเพียงแค่หนึ่งหมื่นหยวนเท่านั้นเอง”
ในเวลานี้หยุนโอ่วเทียนและฟู่เซิงต่างก็เดินกลับมาเห็นฉากนี้จากระยะไกลและพวกเขาก็รีบวิ่งเข้ามา จากนั้นฟู่เซิงก็จ้องมองไปที่โอ่วหยางหมิงเฟิงอย่างดุเดือดแล้วพูดว่า “ให้ตายเถอะนี่แกรู้มั้ยว่าแกกำลังเล่นอยู่กับใคร? ..อย่างแกแค่ฉันก็พอแล้วไม่ต้องถึงมือลูกพี่หรอก..ถ้าฉันฆ่าแกไม่ได้ก็อย่ามาเรียกฉันว่าฟู่เซิง!”
เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วตบไหลฟู่เซิงเบาๆ แล้วโบกมือให้เขาถอยไป นั่นก็เพราะว่าฟู่เซิงยังต้องอยู่ที่นี่อีกนานดังนั้นเย่เชียนจึงไม่ต้องการให้เขาสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น จากนั้นเย่เชียนก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วพูดว่า “แกรวยขนาดนั้นเลยเหรอ? ..แล้วแกเชื่อมั้ยว่าฉันสามารถฆ่าแกด้วยเงินได้เหมือนกัน” เมื่อเสียงนั้นจบลงเย่เชียนก็รีบวิ่งไปข้างหน้าและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เย่เชียนหยิบทองคำแท่งออกมาแล้วฟาดมันเข้าไปที่หัวของโอ่วหยางหมิงเฟิงอย่างกะทันหัน
เมื่อได้ยินเสียง “ปัก” โอ่วหยางหมิงเฟิงก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวและดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยดวงดาว ซึ่งนี่เป็นความเมตตาของเย่เชียนไม่อย่างนั้นโอ่วหยางหมิงเฟิงจะทนต่อการโจมตีที่รุนแรงของเย่เชียนได้ยังไง?เมื่อเห็นแบบนั้นโอ่วหยางหมิงเฟิงก็ประหลาดใจมากยิ่งขึ้นเพราะพื้นฐานศิลปะการต่อสู้ของเขาก็ไม่ได้อ่อนแอแต่เขากลับไม่ทันสังเกตเลยว่าเย่เชียนโจมตีมาที่เขา
ฟู่เซิง,หยุนโอ่วเทียนและหลี่ซือก็ตกตะลึงอย่างสมบูรณ์และมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจ จากนั้นฟู่เซิงก็พูดว่า “ลูกพี่!..นี่ลูกพี่เดินไปรอบๆเมืองพร้อมกับทองคำแท่งเนี่ยนะ?”
“ลุงหว่านไห่ให้ฉันมาตอนที่เขาอยู่ในหมู่บ้านเมียว..เขาต้องการให้ฉันนำมันไปเพื่อแลกเงิน” เย่เชียนพูด เมื่อเช้านี้หว่านไห่ให้ทองคำแท่งแก่เขาโดยบอกว่าเขาไม่รู้ว่าจะให้ของขวัญอะไรกับเยว่เหอตูดังนั้นเขาจึงมอบทองคำแท่งให้กับเย่เชียนเพื่อไปแลกกับเงินและซื้อของขวัญต่างๆ ไม่อย่างนั้นเย่เชียนคงจะเป็นคนบ้าไปแล้วที่เดินไปไหนมาไหนพร้อมกับทองคำแท่ง
เย่เชียนมองโอ่วหยางหมิงเฟิงด้วยความรังเกียจแล้วพูดว่า “แล้วแกเชื่อมั้ยว่าฉันไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อฆ่าแกเลย..เพราะถ้าฉันแค่โทรออกฉันก็สามารถส่งแกไปลงนรกได้ในทันที” เย่เชียนสวนกลับด้วยคำพูดของโอ่วหยางหมิงเฟิงและเย่เชียนในเวลานี้ก็ดูน่าเกรงขามอย่างมาก
“หืม..อย่าคิดว่าแกจะทำให้ฉันประหลาดใจเพราะภูมิหลังของแกเลย..แกมาจากตระกูลโอ่วหยางใช่มั้ยล่ะ?” เย่เชียนพูดอย่างเฉยเมย
โอ่วหยางหมิงเฟิงก็ตกตะลึงไปชั่วขณะและเขาก็ไม่รู้ตัวตนและสถานะของเย่เชียนเลยและเขาก็ไม่คิดว่าเย่เชียนรู้จักตัวตนของเขาจนเขาอดไม่ได้ที่จะมองเย่เชียนด้วยความประหลาดใจ ยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนที่รู้ถึงตัวตนของเขาและตระกูลของเขาแต่เย่เชียนยังกล้าปฏิบัติต่อเขาแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเย่เชียนไม่ได้เกรงกลัวตระกูลโอ่วหยางเลย เมื่อคิดแบบนั้นโอ่วหยางหมิงเฟิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ แล้วพูดว่า “ในเมื่อแกรู้ตัวตนของฉันแล้วแกก็ควรรู้ถึงอิทธิพลและอำนาจของตระกูลโอ่วหยางในภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยสินะ..แล้วแกไม่กลัวว่าตระกูลโอ่วหยางจะไล่ล่าแกเลยรึไง? ..ตระกูลโอ่วหยางไม่อยู่ในสายตาของแกเลยเหรอ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็เพิกเฉยต่อโอ่วหยางหมิงเฟิงและหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อโทรหาโอ่วหยางหมิงซวน เมื่อโอ่วหยางหมิงซวนเห็นเย่เชียนโทรมาหาเขาก็รีบรับสายด้วยทัศนคติที่เจียมเนื้อเจียมตัวเพราะท้ายที่สุดแล้วสำนักม่อจื๊อก็อยู่ภายใต้เย่เชียนแล้ว ดังนั้นโอ่วหยางหมิงซวนจึงต้องมีทัศนคติที่ดีเพื่อผลประโยชน์ภายภาคหน้า “คุณเย่ไม่เจอกันนานเลย..ว่าแต่ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนเหรอ..ถ้าคุณมีเวลาเราก็มาพบกันสักหน่อยก็แล้วกัน” โอ่วหยางหมิงซวนพูด
“ฮ่าๆ ..ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน..แต่ผมเกิดมาพร้อมกับชีวิตที่ต้องทำงานหนักอยู่ตลอดมันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ” เย่เชียนพูดต่อ “นายน้อยโอ่วหยางผมมีอะไรอยากจะถามคุณสักหน่อยน่ะ..เอ่อ..คุณมีน้องชายที่ชื่อโอ่วหยางหมิงเฟิงหรือเปล่า?”
โอ่วหยางหมิงซวนก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและถามด้วยความประหลาดใจว่า “มีครับ..เกิดอะไรขึ้นคุณเย่? ..เขาทำอะไรให้คุณขุ่นเคืองงั้นเหรอ?”
“เอ้าเหรอ!..โถ่แย่จัง!” เย่เชียนพูด “ผมหวังว่านายน้อยโอ่วหยางจะไม่โกรธผมนะ..ผมเจอผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามจะไล่จีบแฟนของผมเพราะงั้นผมก็เลยสั่งสอนเขาไปเล็กๆ น้อยๆ และได้ยินมาว่าเขามีแซ่สกุลเดียวกันกับคุณเพราะงั้นผมก็เลยคิดว่าเขาน่าจะเป็นพวกน้องๆ ของคุณเพราะงั้นผมเลยโทรมาถามนายน้อยน่ะ..ถ้าผมรู้ผมก็คงจะไม่ทำแบบนี้หรอก..หวังว่านายน้อยโอ่วหยางจะไม่โกรธเคืองผมนะ”
“ถึงยังไงผมก็ต้องบอกคุณเพราะผมกลัวว่าเราอาจจะขัดแย้งกันเพราะเรื่องนี้” เย่เชียนพูดต่อ “เอาล่ะผมเข้าใจแล้วผมหวังว่านายน้อยโอ่วหยางจะสามารถอธิบายให้น้องชายคุณฟังได้เพื่อเราจะได้ไม่ผิดใจกัน”
หลังจากที่โอ่วหยางหมิงซวนตอบเขาก็วางสายไปจากนั้นโทรศัพท์มือถือของโอ่วหยางหมิงเฟิงก็ดังขึ้นและเห็นได้ชัดว่าเป็นสายของโอ่วหยางหมิงซวนแต่เขาก็ตัดสายไปอย่างหมดความอดทนแล้วพูดว่า “แกจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เอาไว้เพราะไม่ช้าก็เร็วฉันจะเอาคืนแก!”
เย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “แกนั่นแหละที่ควรจะจำเอาไว้เพราะคราวนี้แกโชคดีที่รอดไปได้แต่ถ้าเป็นคราวหน้าฉันไม่รับประกันว่าครั้งต่อไปแกรอดกลับไปแบบนี้นะ”
โอ่วหยางหมิงเฟิงก็สูดลมหายใจเข้าอย่างไม่สบอารมณ์และหันหลังกลับเดินไปที่รถจากนั้นก็สตาร์ทรถแล้วจากไปทันที