ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1138 ความคิดและวิสัยทัศน์
………………..
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความพยายามของจินเหว่ยห่าวแล้วล่ะก็เย่เชียนจะไม่ยอมปล่อยตระกูลโอ่วหยางไปอย่างแน่นอน ซึ่งในฐานะน้องชายและพวกพ้องแล้วเย่เชียนรู้สึกว่าจำเป็นต้องให้จินเหว่ยห่าวแก้ปัญหาของเขาเองและโอ่วหยางหมิงซวนก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจินเหว่ยห่าวเอง
ดังนั้นทำไมเย่เชียนถึงต้องกลัวโอ่วหยางหมิงเฟิงด้วยล่ะ?แน่นอนว่าการทุบเขาด้วยทองคำแท่งก็ถือว่าเบาแล้ว จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองฟู่เซิงกับหยุนโอ่วเทียนแล้วพูดว่า “เป็นไงบ้าง? ..หิวกันหรือยัง..เอาล่ะเราไปกินมื้อเที่ยงกันเถอะ”
“ได้ครับลูกพี่” ฟู่เซิงตอบและพูดว่า “หือ? ..แล้วเหอตูอยู่ที่ไหน? ..เขาไม่ได้อยู่กับลูกพี่หรอกเหรอ?”
“เขาน่าจะอยู่ในหอพัก..นายโทรไปหาเขาแล้วบอกเขาก็แล้วกัน” เย่เชียนพูด
หยุนโอ่วเทียนตอบแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาเยว่เหอตูทันที ส่วนฟู่เซิงก็มองไปที่เย่เชียนด้วยความแปลกใจและถามว่า “บอสเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”
เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้มันยาวน่ะและมันก็ไม่ใช่เรื่องของนายหรอก..แต่เดี๋ยวเราค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน” เมื่อได้ยินแบบนั้นฟู่เซิงก็พยักหน้า
ใช้เวลาไม่นานนักเยว่เหอตูก็เดินลงบันไดมาด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดและเมื่อเขาเห็นเย่เชียนเขาพยักหน้าเล็กน้อยและนี่คือการทักทายและเย่เชียนก็เข้าใจอารมณ์ในปัจจุบันของเยว่เหอตูดังนั้นเย่เชียนจึงไม่พูดอะไร จากนั้นเย่เชียนก็พูดว่า “เอาล่ะทุกคนมาแล้วถ้างั้นเราไปกันเถอะ”
โรงแรมที่เลือกเอาไว้ที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแต่ก็ไม่ได้หรูหรามากนักและก็ไม่ได้แย่ สมัยนี้การรับประทานอาหารในโรงแรมหรูเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องดีที่สุด เช่นเดียวกับเย่เชียนเมื่อใดก็ตามที่เย่เชียนไปสถานที่ใดที่หนึ่งตัวเลือกแรกก็จะต้องเป็นแผงขายอาหารข้างทางเพราะมักจะมีของขบเคี้ยวและอาหารท้องถิ่นที่ดีที่สุดนั่นเอง
ทุกคนไปที่ห้องส่วนตัวและนั่งลงและไม่นานนักอาหารก็ถูกเสิร์ฟพร้อมไวน์สองสามขวด ซึ่งหลี่ซือก็บอกว่าเธอต้องการดื่มแต่เย่เชียนไม่เห็นด้วยแล้วสั่งน้ำผลไม้ให้กับเธอ เมื่อเห็นแบบนั้นหลี่ซือก็ขมวดคิ้วและมองเย่เชียนแต่ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากดื่มไวน์และอาหารไปสักพักแล้วเย่เชียนก็วางแก้วไวน์ในมือลงและหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟจากนั้นก็โยนกล่องบุหรี่เอาไว้ข้างหน้าพวกเขาแล้วพูดว่า “เอาล่ะ..เป็นยังไงกันบ้าง..เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ!”
“ลูกพี่..ตอนนี้ธุรกิจของเรากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้เราก็ได้ลงนามในสัญญาการจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระยะยาวกับมหาวิทยาลัยมากกว่าสิบแห่งแล้วและยังมีโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายอีกมากกว่ายี่สิบแห่ง..ซึ่งนั่นหมายความว่าในอนาคตหากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในโรงเรียนของพวกเขามีปัญหาหรือต้องการปรับปรุงเขาก็จะให้พวกเราจัดการ..อีกทั้งยังมีหน้าที่รับผิดชอบเซิร์ฟเวอร์ของการจราจรรอบๆ มหาวิทยาลัยอีกด้วยแถมยังมีธุรกิจรองคือการรับซ่อมบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์อีกด้วย” ฟู่เซิงพูดอย่างตื่นเต้น ความสำเร็จเหล่านี้เพียงพอสำหรับเขาที่จะภาคภูมิใจซึ่งยังช่วยเพิ่มรายได้ประจำปีของเขาได้อีกมากด้วย
“แล้วอนาคตล่ะ..พวกนายวางแผนอนาคตกันยังไงบ้าง?” เย่เชียนเหลือบมองฟู่เซิงแล้วถาม เย่เชียนไม่สนใจธุรกิจเหล่านี้เขาแค่ต้องการดูว่าฟู่เซิงและเยว่เหอตูจะมีทัศนคติในอนาคตอย่างไร
“แน่นอนว่าเป้าหมายแรกคือการครอบครองและผูกขาดตลาดคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในเมืองซีจิง..แต่มันก็ยังค่อนข้างยาก เพราะท้ายที่สุดแล้วบริษัทของเรายังไม่เป็นทางการสักเท่าไหร่..แต่ผมคุยกับเหอตูเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทจากนั้นก็จะเปิดรับสมัครผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยซีจิงและมหาวิทยาลัยใกล้เคียงที่มีความหลงใหลในการประกอบธุรกิจเพื่อมาทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์” ฟู่เซิงพูด
“ตอนนี้ปัญหาที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งอยู่ตรงหน้าเราและนั่นคือเงินทุนเพราะด้วยทรัพยากรทางการเงินในปัจจุบันของเราก็ยังยากที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ได้และนอกจากนี้ซอฟต์แวร์ก็จะต้องทันสมัย..อีกทั้งยังมีโฆษณาและแผนการตลาดที่ดีด้วย..มันต้องใช้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก..นอกจากนี้การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืนและเราต้องรองรับคนจำนวนมากซึ่งเป็นแรงงานในกระบวนการเล็กๆ น้อยๆ ด้วย” เยว่เหอตู่พูด “อันที่จริงผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับแผนของฟู่เซิงสักเท่าไหร่เพราะมันค่อนข้างยาก”
เย่เชียนฉีกยิ้มและมองไปที่เยว่เหอตูและรอให้เขาพูดต่อ”
“จริงๆ แล้วผมคิดว่ามันเป็นการกระทำที่อันตรายมากที่จะทำตามขั้นตอนนี้ด้วยทรัพยากรทางการเงินของเราในปัจจุบัน..แต่แน่นอนว่ามันเป็นแผนการที่ดีแต่เสี่ยงมาก..ครั้งก่อนที่ผมได้เข้าพบกับผู้บริหารระดับสูงของชาน่าโมบายและได้พูดคุยกันอย่างละเอียดว่านวนิยายออนไลน์ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากสักเท่าไหร่ในตอนนี้..เพราะงั้นผมจึงต้องการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อตีตลาดนิยายออนไลน์แล้วจับมือกับบริษัทไชน่าโมบาย เพื่อเป็นพาร์ทเนอร์ให้เขานำนิยายออนไลน์มาขายกับเรา” เยว่เหอตูพูด
“เหอตูการลงทุนทำเว็บไซต์มันไม่ง่ายเลย..อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เงินหลายสิบล้านหยวน” ฟู่เซิงพูด
“แน่นอนว่านี่ไม่ใช่จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดเพราะเราแค่ต้องดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมากในตอนแรกแล้วหาพาร์ทเนอร์อีกเพื่ออัดฉีดเงินทุนให้เราและเมื่อถึงเวลากำไรจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอย่างแน่นอน “เยว่เหอตูพูด
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วเหลือบมองเยว่เหอตูด้วยความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเยว่เหอตูเป็นคนที่คาดการณ์ได้เก่งมาก อย่างไรก็ตามความคิดในปัจจุบันของเยว่เหอตูก็ยังไร้เดียงสาอยู่เล็กน้อยเพราะถ้าเขาต้องการเก็งกำไรล่ะก็ไม่มีใครสู้ซ่งหลันได้แล้วเพราะเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้
“ลูกพี่คิดว่าความคิดของใครดีกว่ากัน?” ฟู่เซิงถาม
เย่เชียนพูดด้วยรอยยิ้มว่า “จริงๆ แล้วไม่ว่าพวกนายจะมีความคิดแบบไหนก็ตามแต่ถ้าพวกนายนำมันมาปฏิบัติจริงๆ พวกนายก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จเหมือนกันทั้งนั้น..แต่ถ้าพวกนายแค่พูดถึงมันและคิดเอาไว้อย่างเดียวมันก็เป็นแค่จินตนาการเท่านั้น..เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าบริษัทจะพัฒนายังไงในอนาคตแต่มันคือการรักษาความสัมพันธ์แบบพี่น้องและมิตรสหายที่ดีต่อไปยังไง..ภายใต้สถานการณ์นี้ฉันอยากจะเตือนพวกนายว่าความคิดของพวกนายง่ายเกินไป..เรื่องเงินเรื่องทรัพยากรต่างๆ มันไม่ได้สำคัญเท่ากับมิตรภาพ..ฉันหวังว่าพวกนายจะยังคงเป็นพี่น้องและพวกพ้องกันเมื่อเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ..ฉันไม่ต้องการเห็นพวกนายขัดแย้งกันเพราะปัญหาที่เกิดขึ้น”
“ใช่!..สิ่งที่นายน้อยหยุนพูดนั้นสมเหตุสมผลมากและเขาก็รู้เรื่องธุรกิจมากกว่าพวกนาย..ถ้าหากพวกนายมีคำถามใดๆ ที่ไม่เข้าใจก็ปรึกษาเขาได้” เย่เชียนพูด “อย่าเพิ่งไปกังวลอะไรมากเพราะตอนนี้ไม่ใช่ยุคทองของผู้ประกอบการและนักธุรกิจหน้าใหม่และการเริ่มต้นจากศูนย์ไม่ง่ายเลย..ฟู่เซิงนายบอกว่านายอยากพัฒนาซอฟต์แวร์ใช่มั้ย? ..นายคิดดูนะว่าถ้ามันไม่สามารถตีตลาดได้ภายในสองสามปีแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นและผลที่ตามมาจะเป็นยังไง? ..ส่วนเหอตูการทำเว็บไซต์นั้นมันง่ายก็จริงแต่การโฆษณาและการที่จะทำยังไงให้ดึงดูดใจผู้คนมันไม่ง่ายเลย..นายจะสู้บริษัทใหญ่ๆ ยังไงด้วยเงินทุนในปัจจุบัน..ค่าโฆษณาสมัยนี้มันแพงมาก..ถ้างั้นฉันจะสรุปให้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกนายในตอนนี้ไม่ใช่วิธีที่จะพัฒนาแต่มันอยู่ที่ว่าพวกนายสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ได้มากแค่ไหน..ตอนนี้พวกนายยังไม่สามารถเก็งกำไรได้หรอกพวกนายควรค่อยๆ ก้าวทีละก้าวและไม่จำเป็นต้องรีบ..แต่หลังเรียนจบพวกนายค่อยคิดดูอีกทีมันก็ยังไม่สาย..นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ฉันให้โอกาสพวกนายได้นำอุดมคติของพวกนายออกมาพูดในวันนี้”
เมื่อได้ยินแบบนั้นฟู่เซิงกับเยว่เหอตูก็ไม่พูดอะไรอีกเลยและพวกเขาก็ชำเลืองมองกันและกันและนัยน์ตาเต็มไปด้วยการขอโทษต่อกัน อันที่จริงพวกเขาไม่ค่อยมีความสุขนักเพราะเรื่องของบริษัทในช่วงนี้ จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองหยุนโอ่วเทียนและถามว่า “นายล่ะนายน้อยหยุน..ช่วงนี้นายทำอะไรอยู่?”
“ช่วงนี้ผมกำลังเรียนรู้จากพ่อเพื่อรอรับช่วงต่อบริษัทของพ่อน่ะแล้วก็ยังมีธุรกิจส่วนตัวกับเพื่อนของฉันด้วย” หยุนโอ่วเทียนพูด
เย่เชียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจเพราะเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนหยุนโอ่วเทียนดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “นายมีพื้นฐานที่ดีเพราะงั้นใช้มันให้คุ้มค่าล่ะ..พวกเราพี่น้องทั้งสี่จะไม่มีทางเป็นคนที่ไร้ประโยชน์เด็ดขาด” เย่เชียนพูด “เอาล่ะเลิกคุยเรื่องนี้แล้วมาดื่มกันเถอะ!”
หลังจากชนแก้วไวน์แล้วทั้งสี่คนก็ดื่มไวน์ทั้งหมดจนหมดจากนั้นเย่เชียนก็มองไปที่เยว่เหอตูและพูดว่า “เหอตูถ้านายมีเวลานายก็ไปเยี่ยมพ่อของหลี่ซือก็แล้วกันฉันคิดว่านายสามารถเรียนรู้จากเขาได้..อีกอย่างถ้าพวกนายมีปัญหาอะไรก็ปรึกษานายน้อยหยุนได้เลย”
ทั้งเยว่เหอตูและฟู่เซิงต่างก็พยักหน้าและหลี่ซือก็รู้เรื่องพ่อของเขาดีดังนั้นเธอเองก็เห็นด้วยที่เพื่อนๆ จะไปเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจจากพ่อของเธอ เห็นได้ชัดว่าเจตนาของเย่เชียนคือการแนะนำให้ทั้งสองเดินออกจากเส้นทางอื่น จากนั้นทุกคนก็ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกและหัวข้อก็เริ่มลุกลามไปเรื่องอื่นๆ พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่น่าสนใจในมหาวิทยาลัยแทน แน่นอนว่าเยว่เหอตูและทั้งสามยังถามเย่เชียนด้วยว่าช่วงนี้เขาทำอะไรแต่เย่เชียนก็แค่บอกถึงเรื่องไร้สาระเพราะเขาไม่อยากให้ทุกคนรู้เรื่องของเขามากเกินไปซึ่งจะไม่เป็นผลดีสำหรับพวกเขา
บรรยากาศของมื้อกลางวันค่อนข้างเรียบง่ายและทุกคนก็รู้สึกเวียนหัวมึนเมาเล็กน้อยและมีเพียงหลี่ซือเท่านั้นที่มีสติสัมปชัญญะมากที่สุดเพราะเธอไม่ได้ดื่มไวน์ ซึ่งหลังจากจ่ายบิลและออกมาจากโรงแรมเย่เชียนก็พูดกับเยว่เหอตูเพื่อบอกให้ไปกับเขา แน่นอนว่าเยว่เหอตูก็เข้าใจความหมายของเย่เชียนดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและตกลง
.