ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1169 ลอบฆ่า
ตอนที่ 1169 ลอบฆ่า
………………..
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เย่เชียนจะอยู่เคียงข้างซูเหว่ยตลอดเวลาได้และถึงแม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของไต้หวันจะดูเหมือนสงบลงแต่จริงๆ แล้วมันวุ่นวายมาก ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตและสำหรับเย่เชียนแล้วเนื่องจากเซินเจี๋ยจงใจประกาศเรื่องการประเมินสำหรับผู้ที่เหมาะสมกับการเข้ารับตำแหน่งผู้นำขององค์กรเทียนเต๋าแล้วดังนั้นจึงวุ่นวายไปหมด ยกเว้นหัวหน้าเขตเพียงไม่กี่คนที่ไม่สนใจว่าใครจะเป็นผู้นำคนต่อไปแล้วส่วนที่เหลือก็แข่งขันกันเพื่อชิงตำแหน่งอย่างดุเดือดและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนพรรคพวกของตัวเอง
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการนองเลือดใดๆ ก็ตามแต่ก็มีความตึงเครียดในทุกๆ เขตเพราะทุกฝ่ายต่างระแวงซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าหากมีใครจุดชนวนสงครามล่ะก็สิ่งต่อไปจะเป็นการต่อสู้ภายในองค์กรเทียนเต๋าและนี่ก็เป็นโอกาสสำหรับเซินเจี๋ยแต่ไม่ใช่สำหรับเย่เชียนเพราะเขารู้ดีว่าการต่อสู้ที่เด็ดขาดและศึกตัดสินนั้นก็คือพิธีงานศพของเซินเฉาหยางในอีกไม่กี่วันต่อมาและนั่นเป็นเวลาที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งเย่เชียนก็เชื่อมั่นว่าในวันนั้นเซินเจี๋ยจะมีอำนาจและเข้ารับตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋าอย่างเป็นทางการ ดังนั้น เป้าหมายของเย่เชียนคือการกำจัดเซินเจี๋ยและทำให้หวังหมิงซูครอบครองตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋าในวันนั้น
ในช่วงสองวันที่ผ่านมาคนที่เดือดผล่านมากที่สุดในองค์กรเทียนเต๋าคือชางหมิงเพราะเขาไม่เพียงแต่ขยายอำนาจของตัวเองเท่านั้นแต่ยังสร้างสถานการณ์และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเขาในองค์กรเทียนเต๋าอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหัวหน้าเขตหลายคนยังถูกชางหมิงเกลี้ยกล่อมอีกด้วยและพวกเขาทั้งหมดก็ไม่อยากจะต่อสู้กันเอง แต่สำหรับเซินเจี๋ยแล้วนี่เป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่อย่างมาก
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเซินเจี๋ยกับชางหมิงก็ตามว่าทำไมชางหมิงถึงได้เกลียดเซินเจี๋ยมากถึงขนาดนี้แต่มีสิ่งหนึ่งที่เย่เชียนมั่นใจได้คือการสังหารชางหมิงจะทำให้หัวหน้าเขตคนอื่นๆ หันมาสนับสนุนเขานั่นเอง
ทุกคนสามารถมองเห็นสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างชัดเจนมากเพราะจากสถานการณ์ในปัจจุบันชางหมิง,เหวินปินและหวังหมิงซูล้วนเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋า ซึ่งชางหมิงที่สร้างผลงานและชื่อเสียงของเขาจนทำให้เขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นดังนั้นเมื่อชางหมิงตายความผิดทั้งหมดจะถูกส่งไปที่เหวินปินโดยปริยาย เพราะเดิมทีชางหมิงกับเหวินปินก็ขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ ส่วนหวังหมิงซูนั้นที่ยืนกรานว่าจะสนับสนุนเซินเจี๋ยต่อหน้าสาธารณะแต่เซินเจี๋ยก็ปฏิเสธที่จะเข้ารับตำแหน่งดังนั้นจึงทำให้ทุกคนต่างก็คิดว่าเหวินปินเป็นผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ด้วยวิธีนี้ก็เท่ากับการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปโดยปริยาย
เวลาสองทุ่มไต้หวันก็ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดแล้วและเย่เชียนก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและไปที่อาบอบนวดและเมื่อพวกเขามาถึงบริเวณใกล้ๆ เย่เชียนก็ติดต่อลูกน้องของเซินเจี๋ยที่จัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าที่นี่ จากนั้นชายคนนั้นส่งภาพแผงผังให้เย่เชียนและบอกว่า “นี่คือแผนผังของสถานอาบอบนวดและได้ทำเครื่องหมายเส้นทางหลบหนีให้แล้ว..เมื่อถึงเวลาก็มาที่นี่แล้วจะมีรถมารับคุณจากนั้นก็จะหลบหนีไปทันที” ชายคนนั้นชี้บนแผงผังขณะที่เขาพูด
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและจดจำภาพแผงผังเอาไว้ในใจแล้วส่งกลับ “ชางหมิงจะนวดในห้องนี้ทุกๆ ครั้งเพราะงั้นคุณต้องไปที่นี่” ชายคนนั้นพูดต่อ
เย่เชียนก็พยักหน้าแล้วเดินเข้าไป ซึ่งในสถานอาบอบนวดมีคนค่อนข้างเยอะและพวกเขาทั้งหมดก็ตื่นตัวมากและดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งหมดจะเป็นลูกน้องของชางหมิง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนี้ชางหมิงก็ไม่ได้โง่พอดังนั้นเขาจึงใช้มาตรการป้องกันที่แน่นหนาอย่างมาก
เมื่อเย่เชียนจ่ายเงินเสร็จเขาก็สวมผ้าขนหนูพันรอบตัวแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ซึ่งในห้องน้ำมีคนไม่มากนักและเย่เชียนก็ดูเหมือนคนที่มาแสวงหาผู้หญิงในที่แบบนี้อย่างมาก เย่เชียนมีรอยสักและแผลทั่วร่างกายจนดูป่าเถื่อนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ชางหมิงไม่ได้อยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้และเมื่อเย่เชียนเดินเข้ามาสายตาของคนเหล่านั้นก็หันมาที่เขาทันที แต่หลังจากเหลือบมองเพียงครั้งเดียวพวกเขาก็หันกลับไปและไม่มองเย่เชียนอีกเลย จากนั้นเย่เชียนก็เดินลงไปในสระสักพักแล้วลุกขึ้นจากนั้นก็เดินไปที่ห้องของชางหมิง
จากระยะไกลเย่เชียนเห็นคนสองคนเฝ้าประตูอยู่และดูตื่นตัวมาก จากนั้นเย่เชียนก็คิดในใจว่าชางหมิงคงจะอยู่ข้างในนั้นจริงๆ เมื่อบอดี้การ์ดทั้งสองเห็นเย่เชียนดวงตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นตัวและสายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่เย่เชียนอย่างไม่ลดละ
ขณะที่เย่เชียนก้าวไปทีละก้าวสายตาของพวกเขาก็ไม่ละไปจากเย่เชียนเลย ซึ่งเย่เชียนก็ไม่ได้มองไปยังห้องนั้นและเดินต่อไปอย่างแนบเนียนและเมื่อพวกเขาเห็นเย่เชียนเดินผ่านประตูไปพวกเขาก็แอบโล่งใจ
แต่จู่ๆ ในขณะนี้เย่เชียนก็หันกลับมาและต่อยหนึ่งในนั้นอย่างดุเดือดและความเร็วก็รวดเร็วและไร้ความปราณีจนทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ทัน เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่งและพวกเขาก็พุ่งเข้าหาเย่เชียนแต่น่าเสียดายที่พวกมาเฟียเหล่านี้รู้แค่การต่อสู้แบบนักเลงข้างถนนหากปราศจากปืน ดังนั้นพวกเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของเย่เชียนได้อย่างไร? โดยแทบไม่มีการต่อต้านใดๆ เย่เชียนก็ทำให้พวกเขาสลบไปอย่างง่ายดาย
เมื่อมองไปที่ประตูที่ปิดอยู่เย่เชียนก็รู้สึกหนาวเหน็บอย่างอธิบายไม่ถูกและเขาก็ตกใจอย่างมากเพราะเห็นได้ชัดว่าภายในห้องนั้นมีจิตสังหารอันแรงกล้าเย่เชียนผู้มีประสบการณ์มากมายในการเดินทางระหว่างความเป็นกับความตายเขาจึงสามารถสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าและจิตสังหารนี้ได้อย่างชัดเจนและมันก็ทำให้เย่เชียนตกตะลึงอย่างมาก แต่ถึงยังไงเขาก็ผลักประตูและเดินเข้าไปอยู่ดี
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่ใช่นักฆ่าเหมือนหลินเฟิงแต่ในฐานะราชาแห่งทหารรับจ้างแล้วเขาก็มีประสบการณ์ในการลอบสังหารมากมายนับไม่ถ้วนแต่ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างทหารรับจ้างและนักฆ่าก็คือทหารรับจ้างทำงานเป็นทีมได้ดีกว่า ซึ่งในขณะที่ประตูถูกเปิดออกเย่เชียนพุ่งเข้าไปทันที
ในเวลาเดียวกันจู่ๆ ก็มีคนสามคนโผล่ออกมาและมีแสงวิบวับในมือของเขาและแทงไปที่เย่เชียนอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วมากและจะต้องไม่ใช่มาเฟียหรือนักเลงหัวไม้ธรรมดาๆ อย่างแน่นอนแต่เป็นนักฆ่าที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ซึ่งเย่เชียนก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนเพราะจิตสังหารแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถมีได้และมันก็เหมือนกับหลินเฟิงและพี่น้ององค์กรเซเว่นคิลของเขา
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสามร่วมมือกันดีมากและวิธีการโจมตีนั้นก็ยอดเยี่ยมจนเย่เชียนไม่สามารถที่จะหลบหนีได้เลย ในเวลานั้นเย่เชียนก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีใครอยู่บนเตียงและชางหมิงก็ไม่ได้อยู่ในนั้นเลย อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็ไม่มีเวลาที่จะคิดเกี่ยวกับมันในตอนนี้เพราะการโจมตีของทั้งสามคนนั้นค่อนข้างแข็งแกร่ง
เดิมทีเย่เชียนไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าชางหมิงเพราะเขาไม่มีความคับข้องใจกับชางหมิงแล้วทำไมเย่เชียนถึงต้องฆ่าชางหมิงด้วย? นอกจากนี้ชางหมิงยังต่อต้านเซินเจี๋ยอยู่ตลอดเวลาดังนั้นชางหมิงจึงมีประโยชน์กับเย่เชียน ในตอนแรกเย่เชียนคิดที่จะคุยกับชางหมิงเพื่อที่จะใช้ชางหมิงจัดการกับเซินเจี๋ยแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป
เมื่อเห็นมีดที่กำลังจะแทงใส่เขาเย่เชียนก็เอนตัวไปข้างหลังแล้วใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นเอาไว้แล้วดีดตัวเพื่อกลับไปที่ประตูอีกครั้ง ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้ที่ติจนนักฆ่าทั้งสามหยุดเคลื่อนไหวและดูเหมือนว่าพวกเขาจะแปลกกับการเคลื่อนไหวแปลกๆ ของเย่เชียน อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เป็นนักฆ่าที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดและปฏิกิริยาของพวกเขานั้นก็เร็วกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งหลังจากมึนงงเล็กน้อยพวกเขาทั้งสามก็โจมตีเย่เชียนพร้อมกันอีกครั้ง
ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่จะอยู่ได้นานเพราะเนื่องจากชางหมิงได้เตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วดังนั้นมันคงยากที่เย่เชียนจะประสบความสำเร็จได้และนอกจากนี้เย่เชียนไม่รู้เลยว่ามีคนของชางหมิงอยู่ข้างนอกอีกกี่คน ดั่งคำกล่าวที่ว่ามือสองมือจะสู้สิบมือได้อย่างไร ถึงแม้ว่าทักษะการต่อสู้ของเย่เชียนจะดีแต่เมื่อเผชิญหน้ากับนักฆ่าจำนวนมากควบคู่ไปกับพวกมาเฟียพร้อมอาวุธปืนจำนวนนับไม่ถ้วนแล้วเย่เชียนก็ไม่อย่างที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป เมื่อเย่เชียนจัดการนักฆ่าคนนึงจนล้มลงเขาก็รีบวิ่งออกไปขึ้นรถทันที
ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกผลักออกอีกครั้งและร่างของชางหมิงก็ปรากฏขึ้นที่ประตูและมีคนสองสามคนอยู่ข้างหน้าเขาจากนั้นและกลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่งก็ตามมา นอกจากนี้ยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ข้างชางหมิงด้วยท่าทางเคร่งขรึมแต่มีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาและเมื่อเขาเห็นเย่เชียนแล้วเขาก็ตกตะลึงอย่างมาก
เย่เชียนในตอนนี้อยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเวลานี้ดังนั้นเขาจะสังเกตเห็นชายหนุ่มข้างๆ ชางหมิงได้อย่างไร? เมื่อชางหมิงเข้ามานักฆ่าสองคนในห้องก็หยุดลงและชางหมิงก็เงยหน้าขึ้นและเหลือบมองนักฆ่าที่นอนอยู่บนพื้นแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “หึ..ฉันรู้อยู่แล้วว่าเซินเจี๋ยจะไม่มีวันสละตำแหน่งได้หรอก..ไอ้เด็กเวรนี่มันร้ายจริงๆ ..มันคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ? ..ฉันส่งคนไปติดตามมันทั้งวันเพราะงั้นฉันจะไม่รู้อะไรได้ยังไง..เอาเถอะ..จะฆ่าฉันทั้งทีแต่กลับส่งคนไร้ความสามารถแบบนี้มาเนี่ยนะ..ถ้างั้นก็บอกฉันทีว่าตอนนี้แกอยากตายยังไง?”
เย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ยังไงก็ได้ถ้าพวกแกสามารถฆ่าฉันได้”
“เหอะๆ ..หัวหน้าเขตชาง!..พวกเราทั้งหมดที่นี่ยังไม่สามารถฆ่าเขาคนเดียวได้เลยด้วยซ้ำ!” ชายหนุ่มข้างๆ ชางหมิงฉีกยิ้มและพูด จากนั้นเขาก็มองไปที่เย่เชียนและพูดว่า “น้องเย่!..ฉันไม่คิดเลยว่าเราจะได้เจอกันที่นี่”
.