ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1172 เผยความจริงครึ่งหนึ่ง
ตอนที่ 1172 เผยความจริงครึ่งหนึ่ง
………………..
เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์กะทันหันนี้เป็นสิ่งที่เย่เชียนไม่คาดคิดและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้แผนของเขาไม่มีข้อบกพร่องอย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นต่อหน้าเขานั้นก็เป็นประโยชน์ต่อเย่เชียนอย่างมาก
ที่จริงแล้วไม่มีใครในโลกใบนี้ที่สามารถควบคุมทุกสถานการณ์ได้และท้ายที่สุดการเปลี่ยนแปลงก็จะมาเร็วกว่าแผนที่วางเอาไว้มากและมันก็มักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผู้ชนะที่แท้จริงคือต้องรู้ว่าเมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึงเขาจะสามารถคว้าโอกาสในการตอบสนองที่เหมาะสมที่สุดและพลิกแพลงได้ นี่คือสิ่งที่ผู้ชนะที่แท้จริงควรมีและเย่เชียนก็มีสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัยและหลังจากเหตุการณ์นี้เย่เชียนก็สามารถใช้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ผลประโยชน์และบทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับตัวเขาเองอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะเคยจินตนาการว่าเซินเฉาหยางถูกเซินเจี๋ยฆ่าก็ตามแต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงการคาดเดาและไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ แต่ตอนนี้เขาได้รับพยานสำคัญซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการต่อสู้กับเซินเจี๋ยครั้งต่อไป ซึ่งเย่เชียนก็รู้สึกว่าตราบใดที่เขาจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดีเขาก็จะสามารถกำจัดเซินเจี๋ยได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้การกระทำของเย่เชียนไม่ได้ขัดกับเจตนารมณ์ของเซินเฉาหยางแต่อย่างใด ตามที่ชายหนุ่มฉายาไม้จิ้มฟันพูดว่าผู้สืบทอดที่เซินเฉาหยางกำหนดเอาไว้คือหวังหมิงซู ซึ่งถึงแม้ว่าเซินเฉาหยางจะไม่รู้ว่าหวังหมิงซูเป็นคนที่เย่เชียนส่งมาแฝงตัวเอาไว้ในองค์กรเทียนเต๋าก็ตามแต่ทั้งหมดก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าหวังหมิงซูเหมาะสมที่จะเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงขององค์กรเทียนเต๋า
อย่างไรก็ตามจากสิ่งอื่นๆ เย่เชียนก็สามารถเห็นความยิ่งใหญ่และความสามารถของหวังหมิงซู ดังนั้นเมื่อเย่เชียนเลือกหวังหมิงซูเขาก็คิดว่าเขาไม่ได้มองคนผิดจริงๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้ไม่เพียงแต่หวังหมิงซูจะพัฒนาอำนาจและอิทธิพลของเขาได้ในระดับหนึ่งแต่ยังสร้างชื่อเสียงและความเคารพจากพี่น้องและพรรคพวกอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประเมินค่าไม่ได้และที่สำคัญกว่านั้นหวังหมิงซูยังได้รับความสนใจจากเซินเฉาหยางแทนที่จะเป็นลูกชายแท้ๆ ของตัวเองให้มาเป็นผู้สืบทอดองค์กรเทียนเต๋าของเขา
เย่เชียนตบไหล่ไม้จิ้มฟันพร้อมรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันคิดว่านายน่าจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไปใช่ไหม? ..ฉันคงไม่ต้องบอกนายอย่างละเอียดหรอกใช่ไหม? ..ถ้างั้นฉันไปก่อนล่ะ” หลังจากพูดเย่เชียนก็โบกมือและดูไม่อันตรายเหมือนก่อนหน้านี้และหายตัวไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
หลังจากยืนยันว่าไม่มีใครตามเขามาแล้วเย่เชียนก็แอบเข้าไปในสถานอาบอบนวดอีกครั้งและในเวลานี้ชางหมิงกับหลินเฟิงกำลังนั่งอยู่ในห้องรับรองของสถานอาบอบนวดและกำลังรอเขาอยู่ หลังจากที่เย่เชียนเข้ามาลูกน้องของชางหมิงก็พาเย่เชียนเดินเข้าไปในล็อบบี้และเมื่อเห็นชางหมิงแล้วเย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากของเขาและเดินไปนั่งข้างหน้าเขาแล้วพูดว่า “หัวหน้าเขตชาง!”
การแสดงออกของชางหมิงดูไม่สบอารมณ์อย่างมากและเขาก็สูดลมหายใจเข้าด้วยความโกรธและพูดว่า “เอาล่ะ..ถึงเวลาที่คุณเย่จะพูดเกี่ยวจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้แล้ว?”
“จุดประสงค์? ..ผมจะไปมีจุดประสงค์อะไร?” เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดว่า “ผมก็แค่ต้องการเติมเต็มความปรารถนาสุดท้ายของประธานเซินเฉาหยาง”
“คุณเย่หมายความว่าไง” ชางหมิงถาม
เย่เชียนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ผมอยากรู้ว่าทำไมหัวหน้าเขตชางถึงได้ต่อต้านเซินเจี๋ยในการขึ้นเป็นผู้นำองค์กรเทียนเต๋าด้วย? ..ในเมื่อเขาก็เป็นถึงลูกชายของประธานเซินแล้วทำไมล่ะ? ..อีกอย่างหัวหน้าเขตชางเท่าที่ผมรู้มาคุณก็เคารพนับถือประธานเซินมาโดยตลอดเพราะงั้นก็ไม่ควรคัดค้านสิ..แต่ดูจากการกระทำของคุณแล้วคุณได้ต่อต้านเซินเจี๋ยอย่างเด็ดขาดเพราะงั้นมันต้องมีเหตุผลบางอย่างใช่มั้ย? ..ผมได้ยินมาว่าเซินเจี๋ยเคยมาพบคุณเพื่อตอนที่เขากลับมาไต้หวันแต่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างไม่ลงรอยกันและเห็นต่างจึงทำให้ทั้งสองขัดแย้งกัน..ผมอยากรู้ว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่”
เมื่อได้ยินแบบนั้นชางหมิงก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์กรเทียนเต๋าของเราเพราะงั้นผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณและผมก็ไม่สนใจหรอกว่าคุณต้องการทำอะไรแต่ผมจะแนะนำให้คุณอยู่ห่างๆ เรื่องนี้เอาไว้ไม่อย่างนั้นก็อย่ามาโทษว่าผมหยาบคายกับคุณก็แล้วกัน”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดว่า “ทำไมหัวหน้าเขตชางถึงไม่ตาสว่างสักที..ถ้าหากคุณไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผมแล้วคุณคิดว่าคุณจะสู้กับเซินเจี๋ยได้อย่างงั้นเหรอ? ..คุณต้องละเอียดถี่ถ้วนและไม่ตกลงไปในกับดักของเซินเจี๋ยก่อน..แต่ดูตอนนี้สิพวกคุณทุกคนตกลงไปในกับดักที่เซินเจี๋ยสร้างขึ้นและต่อสู้กันเองจนองค์กรเทียนเต๋าเละเป็นโจ๊กและเขาก็รอโอกาสที่จะโจมตีพวกคุณทั้งหมดในทีเดียวหลังจากนี้..ผมจะบอกข่าวร้ายสำหรับพวกคุณให้นะว่าเซินเจี๋ยได้ว่าจ้างพวกทหารรับจ้างอินทรีขาวจากอเมริกามาและพวกนั้นก็เป็นทหารอาชีพ..เพราะงั้นคุณคิดว่าพวกคุณมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนล่ะ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นใบหน้าของชางหมิงก็ดูตกตะลึงอย่างมากจากนั้นก็พูดอย่างขมขื่นว่า “ที่นี่คือไต้หวันและไม่ใช่อเมริกาเพราะงั้นไม่ว่าพวกทหารรับจ้างจะเก่งแค่ไหนฉันก็ไม่กลัวพวกมันหรอก!”
“มันไม่สำคัญว่าพวกคุณจะกลัวหรือเปล่าเพราะสิ่งที่สำคัญก็คือพวกคุณสามารถกำจัดพวกมันหรือเปล่ามากกว่า..ถ้าพวกคุณจัดการกับทหารรับจ้างไม่ได้ล่ะก็สิ่งที่พวกคุณทำอยู่มันก็จะสูญเปล่าไม่ใช่เหรอ?” เย่เชียนพูด “นอกจากนี้หัวหน้าเขตชางคุณมั่นใจแค่ไหนว่าคุณจะได้รับตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋า?”
“หัวหน้าเขตชางให้ผมพูดตรงๆ นะ” หลินเฟิงซึ่งเงียบอยู่ด้านข้างจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “จริงๆ แล้วไม่ว่าจุดประสงค์ที่น้องเย่มาในครั้งนี้คืออะไรมันก็ไม่สำคัญเพราะผมคิดว่าเป้าหมายของทั้งสองก็เหมือนกันเพราะงั้นทำไมคุณถึงไม่สงบศึกเอาไว้ชั่วคราวและช่วยกันกำจัดศัตรูคนเดียวกันก่อนล่ะ?”
ชางหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหยิบบุหรี่จากเสื้อของเขาแล้วจุดไฟจากนั้นก็พูดว่า “ที่จริงแล้วผมเองก็เหมือนๆ กับผู้อาวุโสขององค์กรเทียนเต๋าหลายๆ คนที่เดิมทีตั้งใจจะสนับสนุนเซินเจี๋ยในฐานะผู้นำขององค์กรเทียนเต๋าเพราะถึงยังไงเขาก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของประธานเซินเฉาหยางเหมือนที่คุณเย่บอก..แต่ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของไต้หวันและสามขั้วอำนาจก็ตามแต่ผมก็คิดว่าตราบใดที่เราช่วยเหลือเขาได้มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรและนอกจากนี้องค์กรเทียนเต๋าก็ต้องหาผู้นำขึ้นมาดูแลจัดการในไม่ช้าเพราะองค์กรอื่นๆ ภายนอกกำลังจับตาดูพวกเราอยู่เพราะงั้นพวกเราทุกคนจะต้องทำให้สถานการณ์ขององค์กรเทียนเต๋าให้มีเสถียรภาพโดยเร็วที่สุด..แต่น่าเสียดายที่วันนั้นที่เซินเจี๋ยมาหาผมถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดตรงๆ ว่าเขาต้องการเป็นผู้นำขององค์กรเทียนเต๋าก็ตามและฉันก็ยืนกรานที่จะสนับสนุนเขาแต่ทว่าพอเขาพูดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรเทียนเต๋าแล้วฉันกับอีกหลายๆ คนก็ไม่เห็นด้วยอย่างมากเพราะมันขัดกับหลักการของประธานคนก่อนๆ”
เย่เชียนตกตะลึงไปชั่วขณะและขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เซินเจี๋ยพูดว่าไง?”
“เป้าหมายของเขาไม่ใช่เพื่อองค์กรเทียนเต๋าแล้วแต่เป็นเพื่อตัวเองล้วนๆ ..เขาบอกว่าเขาจะร่วมมือกับรัฐบาลไต้หวันและทำให้องค์กรเทียนเต๋าเป็นองค์กรที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลและจะปฏิบัติตามข้อตกลงของรัฐบาลทั้งหมด!” ชางหมิงพูด “ไอ้เด็กนรกนั่นมันไม่เคยสนใจพี่น้องในองค์กรเลยแม้แต่น้อยเพราะงั้นฉันจะตกลงสนับสนุนมันได้ยังไง? ..ยิ่งไปกว่านั้นในที่ประชุมขององค์กรเซินเจี๋ยยังย้ำแล้วย้ำอีกว่ามันไม่สนใจตำแหน่งผู้นำองค์กรเพราะงั้นฉันก็เลยรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังเสแสร้งอยู่..แบบนี้ฉันจะยอมปล่อยให้องค์กรเทียนเต๋าตกไปอยู่ในกำมือของจอมวายร้ายเจ้าเล่ห์อย่างมันได้ยังไง?”
เย่เชียนขดริมฝีปากเล็กน้อยและไม่ได้คาดหวังว่าจะมีเรื่องราวภายในเกิดขึ้นแบบนี้กับองค์กรเทียนเต๋า ซึ่งสิ่งที่เซินเจี๋ยทำพลาดมากที่สุดก็คือการเพิกเฉยต่อพี่น้องและคนในองค์กรองค์กรเทียนเต๋าไปอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง “ถ้าแบบนั้นเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกัน” เย่เชียนฉีกยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ผมรู้มาว่าท่านประธานเซินคิดที่จะมอบตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋าให้กับคนๆหนึ่งแต่พอเซินเจี๋ยรู้เรื่องนี้เขาก็เลยฆ่าประธานเซินทิ้ง!”
ชางหมิงถึงกับตกใจและพูดด้วยท่าทีที่ตกตะลึงว่า “สิ่งที่คุณเย่พูดนั้นเป็นความจริงงั้นเหรอ? ..ประธานเซินเฉาหยางถูกเซินเจี๋ยฆ่าจริงๆ งั้นเหรอ?” หลินเฟิงก็ตกตะลึงเช่นกันและถึงแม้ว่าเขาจะเป็นนักฆ่าแต่ดูเหมือนว่าเซินเจี๋ยคนนี้จะโหดเหี้ยมเพราะเขาถึงกับฆ่าพ่อตัวเองเพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้
“แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องจริงและผมก็มีพยานที่เชื่อถือได้เพื่อจะพิสูจน์เรื่องนี้ด้วย” เย่เชียนพูด “อันที่จริงแล้วประธานเซินเฉาหยางวางแผนจะให้หัวหน้าเขตหวังหมิงซูเป็นผู้นำองค์กรเทียนเต๋าคนต่อไปแต่เซินเจี๋ยรู้เรื่องนี้ก่อนเขาจึงฆ่าประธานเซินเฉาหยางก่อนที่ประธานเซินเฉาหยางจะเรียกประชุมองค์กรเพื่อประกาศเรื่องนี้”
ใบหน้าของชางหมิงก็ปกคลุมไปด้วยความเย็นชาในทันทีและเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ ด้วยความโกรธ “ไอ้เด็กนรก..มันกล้าฆ่าพ่อของตัวเองเพราะเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ? ..โถ่เว้ย!..ถ้าฉันต้องตายฉันจะต้องแก้แค้นให้ประธานเซินและฆ่าทายาทนรกและทำลายวงจรอุบาทว์นี้ทิ้งให้ได้!” หลังจากหยุดไปชั่วขณะชางหมิงก็พูดต่อ “จริงๆ แล้วถ้าผู้นำองค์กรเทียนเต๋าเป็นหวังหมิงซูฉันเองก็ไม่โต้แย้งนักหรอก..เพราะในสายตาของฉันเขาถือได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มไฟแรงเพราะงั้นถ้าหากองค์กรเทียนเต๋าถูกส่งต่อให้เขาจริงๆ ล่ะก็อนาคตขององค์กรเทียนเต๋าก็น่าจะรุ่งโรจน์อย่างมาก..แต่น่าเสียดายที่เขาดันสนับสนุนเซินเจี๋ยในงานประชุม..ฉันเองก็เสียดายเขาจริงๆ ที่เขาเลือกข้างผิด”
เย่เชียนก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยความประหลาดใจว่า “หัวหน้าเขตชางกับหัวหน้าเขตหวังไม่ได้ขัดแย้งกันในที่ประชุมหรอกเหรอ? ..แล้วคุณไปสนับสนุนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ กับเขาเลยแม้แต่น้อยแต่เขาดันออกนอกหน้าสนับสนุนเซินเจี๋ยในที่ประชุมเพราะงั้นฉันก็โกรธมาก “ชางหมิงพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามันเป็นความปรารถนาสุดท้ายของประธานเซินที่ต้องการให้เซินเจี๋ยรับช่วงต่อจากเขาล่ะก็แบบนั้นจะทำตามความปรารถนาสุดท้ายของประธานเซินอยู่ดี..แต่แบบนี้มันไม่ใช่!”
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ฮ่าๆ ..ความจริงก็คือทั้งหมดนี่เป็นแผนการของผมเอง..ผมไปหาหัวหน้าเขตหวังอย่างลับๆ และแนะนำให้เขาออกมาสนับสนุนเซินเจี๋ยต่อหน้าสาธารณะเพื่อจะทำให้เขาไม่ตกเป็นเป้าหมายของเซินเจี๋ย..เพราะประธานเซินถูกเซินเจี๋ยฆ่าเพราะเรื่องนี้ดังนั้นถ้าหากเขาทำอะไรโจ่งแจ้งเกินไปในเวลานี้เขาก็จะถูกเซินเจี๋ยตามล่าอย่างแน่นอน..นอกจากนี้เซินเจี๋ยยังจงใจยุยงให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรเทียนเต๋าอีกด้วยและถ้าเป็นแบบนั้นหัวหน้าเขตหวังก็จะถูกหัวหน้าเขตคนอื่นๆ จับตามองซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อเขามากนัก..เพราะงั้นผมก็เลยแนะนำให้เขายอมก้มหัวให้กับเซินเจี๋ยไปก่อนและทำให้เซินเจี๋ยมองว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้นำองค์กรจากนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนไหวในเงามืดโดยที่ไม่มีใครรู้”
คำพูดของเย่เชียนจริงครึ่งเท็จครึ่งเพราะหลังจากเย่เชียนได้รู้เรื่องภายในจากไม้จิ้มฟันแล้วเย่เชียนจึงเล่าเรื่องต่างๆ ให้ชางหมิงฟังโดยไม่ทำให้เกิดข้อสงสัยใดๆ และไม่เปิดเผยทั้งหมดว่าหวังหมิงซูแท้ที่จริงแล้วเป็นคนของเขาแต่เป็นการร่วมมือกันแทน ซึ่งเมื่อมองไปที่ใบหน้าของชางหมิงเห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อคำพูดของเย่เชียน ในขณะที่หลินเฟิงที่ด้านข้างมีรอยยิ้มที่ชั่วร้ายเพราะเห็นได้ชัดว่าหลินเฟิงรู้ถึงแผนการและความตั้งใจที่แท้จริงของเย่เชียน
.