ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1176 พบกับโจวเจิ้งผิง
ตอนที่ 1176 พบกับโจวเจิ้งผิง
………………..
ผู้หญิงทั้งสองดูเหมือนจะเข้ากันได้ง่ายและในไม่ช้าเย่เชียนก็ดูเหมือนจะโดดเดี่ยวเพราะทั้งสองพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้นและไม่สนใจเย่เชียนเลยจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มแต่เขาไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนเขาเองก็มีความสุขมากที่เหลียงหยานและซูเหว่ยเข้ากันได้ดีและเขาก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเธอในระหว่างนี้ ไม่อย่างนั้นการปรับความสัมพันธ์ก็คงเป็นเรื่องที่ลำบากมาก
“คุยกันไปก่อนนะฉันมีธุรที่ต้องทำอยู่..ฉันจะไปข้างนอกสักพัก” เย่เชียนพูด เพราะเขาได้นัดหมายกับโจวเจิ้งผิงแล้วดังนั้นเย่เชียนจึงไม่สามารถผิดนัดได้ ซึ่งเย่เชียนยังรู้ดีว่าโจวเจิ้งผิงกำลังสนใจในสิ่งที่เขาทำอย่างมากและคาดว่าเขาต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามถ้าเย่เชียนสามารถร่วมมือกับโจวเจิ้งผิงได้ล่ะก็สิ่งต่างๆ อาจดำเนินไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะเย่เชียนคิดว่าการกำจัดเซินเจี๋ยคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรแต่วิธีการควบคุมองค์กรเทียนเต๋าและวิธีที่จะทำให้ผู้คนในองค์กรเทียนเต๋ายอมรับได้และนั่นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อีกอย่างจุดประสงค์ของเซินเจี๋ยก็คือการนำองค์กรเทียนเต๋าไปอยู่ภายใต้รัฐบาลซึ่งโจวเจิ้งผิงเป็นรัฐมนตรีของรัฐสภาไต้หวันดังนั้นเขาจะสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน
ความรู้สึกของเหลียงหยานที่มีต่อเย่เชียนนั้นลึกลับมากและเธอไม่เคยคิดที่จะอยู่กับเย่เชียนไปตลอดชีวิตแต่เย่เชียนเป็นเพียงความฝันที่เธอเคยมีและเธอยังเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดีและรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ดังนั้นเธอจึงมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเย่เชียนกับซูเหว่ยได้และในเวลานี้เธอจะไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเย่เชียนกับซูเหว่ยอย่างแน่นอน เธอผู้หญิงที่ฉลาดจริงๆ และมักเลือกที่จะยอมแพ้ในเวลานี้เพราะเธอรู้ดีว่าต่อให้เธอจะไร้เหตุผลสักแค่ไหนมันก็ไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้เหลียงหยานจึงไม่พูดอะไรกับคำพูดของเย่เชียนแต่เหลือบมองเย่เชียนด้วยหางตาของเธอ
“นี่นายต้องออกไปข้างนอกดึกๆ ดื่นๆ ขนาดนี้ด้วยเหรอ?” ซูเหว่ยพูดอย่างกังวล
เย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก..ฉันต้องไปพบคนๆหนึ่งเพราะงั้นถ้าไม่ไปก็เสียมารยาท..เอาเถอะพวกเธอกินข้าวกันไปก่อนและถ้าเหนื่อยก็พักก่อนซะ..ฉันไม่รู้เลยว่าจะกลับเมื่อไหร่”
ซูเหว่ยพยักหน้าเงียบๆ และพูดว่า “งั้นก็ระวังตัวด้วย”
ครั้งก่อนที่เย่เชียนตามเซินเจี๋ยไปที่บ้านของโจวเจิ้งผิงในวันนั้นเย่เชียนก็รู้ว่าโจวเจิ้งผิงต้องจำเขาได้ ด้วยเหตุนี้โจวเจิ้งผิงจึงโทรหาเขาอย่างรวดเร็วและขอพบ ทั้งหมดนี้อยู่ในการคาดการณ์ของเย่เชียนตั้งแต่แรกและโจวเจิ้งผิงก็ไม่ได้เปิดเผยเขาต่อหน้าเซินเจี๋ยดังนั้นจุดประสงค์ของโจวเจิ้งผิงจึงชัดเจนว่าเขามีบางอย่างแอบแฝง จากมุมมองของเย่เชียนแล้วโจวเจิ้งผิงจะไม่ปล่อยโอกาสแบบนี้ไปง่ายๆ หากว่ากันว่าองกรค์สามมุมเมืองไม่มีเจตนาที่จะสอดส่องและจับตามององค์กรเทียนเต๋าก็มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะเชื่อ แต่โจวเจิ้งผิงไม่เคยพบโอกาสที่เหมาะสมและมีข้อแก้ตัวที่เหมาะสมเลยสักครั้งดังนั้นด้วยการปรากฏตัวของเย่เชียนแล้วเขาจะพลาดโอกาสที่ดีแบบนี้ได้ยังไง
ไม่นานหลังจากนั้นรถของเย่เชียนก็ค่อยๆ ขับเข้าไปในบ้านของโจวเจิ้งผิงและเมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นโจวเจิ้งผิงก็นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นพร้อมกับดื่มชาอย่างสบายๆ เมื่อโจวเจิ้งผิงเห็นเย่เชียนเข้ามามุมปากของโจวเจิ้งผิงก็กระตุกเล็กน้อย จากนั้นเย่เชียนก็เดินเข้าไปและพูดว่า “ผมต้องขอโทษครับที่มาสายไปหน่อย..ผมปล่อยให้รัฐมนตรีโจวรอตั้งนาน..ผมขอโทษจริงๆ ครับ”
โจวเจิ้งผิงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก..คุณเย่มานั่งลงสิ” หลังจากหยุดไปชั่วขณะโจวเจิ้งผิงก็พูดต่อ “คุณเย่ไม่ใช่คนนอกเพราะงั้นอย่าเรียกฉันว่ารัฐมนตรีโจวเลย..ตอนนี้ฉันยังไม่ชินกับชื่อนี้สักเท่าไหร่…คนในรัฐสภาก็น่าเบื่อเกินไปเพราะงั้นฉันจึงชอบวิธีการพูดคุยง่ายๆ มากกว่า..ถ้าคุณเย่ไม่ว่าอะไรก็เรียกฉันว่าพี่ใหญ่โจวก็ได้..ถึงแม้ว่าฉันจะแก่แล้วก็เถอะฮ่าๆ”
“ในเมื่อคุณพูดแบบนี้ผมจะปฏิเสธได้ยังไงพี่ใหญ่โจว” เย่เชียนพูด
โจวเจิ้งผิงก็ยิ้มแล้วพูดว่า “นั่นแหละดี..เราคนอันเองเพราะงั้นไม่จำเป็นต้องมากพิธีอะไร..เอาล่ะนี่คือชาหลงจิ่งที่ดีที่สุดเพราะงั้นน้องเย่ลองชิมดูสิ”
เย่เชียนไม่ปฏิเสธแล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมาดมกลิ่นจากนั้นจิบและดื่ม จากนั้นก็เลียปากของตัวเองแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่โจวผมคิดว่าคุณถูกหลอกแล้ว..เพราะชาหลงจิ่งที่ดีมันจะมีกลิ่นหอมของใบชามากกว่านี้แต่รสชาติไม่ได้เข้มข้นถึงขนาดนี้”
โจวเจิ้งผิงก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ให้ตายเถอะแม้แต่ฉันมันยังกล้าโกหกงั้นเหรอ..พรุ่งนี้ฉันจะส่งคนไปพังร้านทิ้ง!”
เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่โจวอย่าจริงจังเกินไปสิครับ..ถึงแม้ว่าชาหลงจิ่งอันนี้จะไม่ได้ดีเยี่ยมแต่มันก็ไม่ใช่ของปลอม..เพียงแต่ว่ามันน่าจะมีปัญหาบางอย่างระหว่างกระบวนการผลิตหรือขนส่งซึ่งทำให้กลิ่นหอมของชาน้อยลงมาก..หรือการปลูกชาไม่ได้คุณภาพสูงสุดแต่ถึงยังไงมันก็ดี” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “พี่ใหญ่โจวเรียกผมมาที่นี่คงไม่ใช่แค่ให้ลองชิมชาหรอกใช่มั้ยครับ? ..ไหนๆ เราก็พวกเดียวกันแล้วเพราะงั้นมาคุยรายละเอียดกันเลยดีกว่าครับ”
“ฮ่าๆ ..ถ้างั้นเราก็มาเข้าประเด็นกันเลย” โจวเจิ้งผิงยิ้มแล้วพูด “ที่น้องเย่มาที่ไต้หวันครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไรงั้นเหรอ? ..หรือมีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าเพราะถ้าแบบนั้นน้องเย่ก็บอกฉันมาตรงๆ ได้เลย..อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนไม่รู้จักสิ”
“ผมไม่ได้จะปิดบัง” เย่เชียนพูด “พี่ใหญ่โจวก็ควรรู้สถานการณ์ในจีนด้วยใช่มั้ย? ..ถ้าผมไม่ปิดบังตัวตนเอาไว้ล่ะก็สิ่งต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา..อีกอย่างถ้าเราไม่ระวังเราจะถูกศัตรูทำลายได้ง่ายๆ เหมือนหมูบนเขียง..ซึ่งการที่องค์กรสามมุมเมืองของพี่ใหญ่โจวยืนหยัดได้ก็เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลและคุณยังมีตำแหน่งที่สำคัญมากในรัฐสภาและสมาชิกระดับสูงในองค์กรก็มีที่นั่งในรัฐสภาตั้งหลายตำแหน่ง”
โจวเจิ้งผิงตกตะลึงครู่หนึ่งและขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “นี่น้องเย่ต้องการเข้าร่วมรัฐสภาด้วยงั้นเหรอ?”
เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่โจวก็น่าจะรู้น่าว่าสถานการณ์ในแผ่นดินใหญ่แตกต่างจากไต้หวันมากและมันเป็นเรื่องยากมากที่คนๆนึงจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐสภาแต่กับไต้หวันมันต่างกัน..แต่ผมเป็นคนแบบนี้ก็เลยไม่ค่อยจะเหมาะที่จะเป็นข้าราชการสักเท่าไหร่..อีกอย่างผมไม่มีเส้นสายใดๆ ในไต้หวันเลยเพราะงั้นการเข้าสู่รัฐสภาจึงเป็นเรื่องยากเพราะงั้นผมก็เลยเล็งองค์กรเทียนเต๋าเอาไว้ให้เป็นใบเบิกทาง”
โจวเจิ้งผิงก็ยิ้มแล้วพูดว่า “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกแต่ตราบใดที่น้องเย่พูดฉันก็สามารถจัดให้น้องเย่เข้ารัฐสภาได้ในทันที..เพราะงั้นจะกังวลไปทำไม?”
“ผมเข้าใจแต่ว่าที่พี่ใหญ่โจ่วทำสายตาแบบนั้นมันหมายความว่าไงครับ?” เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูด
โจวเจิ้งผิงก็หัวเราะแล้วพูดว่า “ฮ่าๆ ..ฉันพยายามนึกภาพน้องเย่ครอบครององค์กรเทียนเต๋าอยู่น่ะ..บอกตามตรงตอนที่ฉันเห็นน้องเย่มากับเซินเจี๋ยในวันนั้นและเรียกเซินเจี๋ยว่านายน้อยตอนนั้นฉันรู้สึกตกใจและสงสัยจริงๆ ว่าน้องเย่กลายเป็นลูกน้องของไอ้เด็กอมมือได้ยังไง..แต่พอฉันคิดๆ ดูแล้วก็รู้ว่าคนอย่างน้องเย่จะเต็มใจเป็นลูกน้องเซินเจี๋ยเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมได้ยังไง..ฉันพอจะรู้เรื่องของเด็กคนนั้นมานิดหน่อย..คือตอนที่มันเรียนอยู่ที่อเมริกามันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกมาเฟียอเมริกันและหลังจากที่มันกลับมาที่ไต้หวันไอ้เด็กนั่นมันเข้าพบเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่หลายครั้งและถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้เรื่องเฉพาะเจาะจงก็ตามแต่ฉันก็เดาได้ว่ามันคิดอะไรอยู่..ถ้าฉันเดาถูกไอ้เด็กนั่นต้องการที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไต้หวันเพื่อกวาดล้างองค์กรใต้ดินทั้งหมดในไต้หวัน!”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะโจวเจิ้งผิงก็พูดต่อ “รัฐบาลไต้หวันมีกฎเป็นของตัวเองตั้งแต่สมัยก่อนแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับองค์กรใต้ดินแต่ภายหลังมาสมาชิกขององค์กรใต้ดินก็เข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาลแต่เราห้ามลืมว่าตัวตนของเรานั้นเป็นใครเด็ดขาด”
หลังจากพูดจบโจวเจิ้งผิงก็ยิ้มอีกครั้งและเหลือบมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “จุดประสงค์หลักของน้องเย่ในการมาครั้งนี้คือเพื่อยึดอำนาจขององค์กรเทียนเต๋าใช่มั้ย? ..เอาสิถ้าแบบนั้นองค์กรสามมุมเมืองของฉันจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่!”
“ขอบคุณพี่ใหญ่โจวมากครับ..แต่เรื่องยึดอำนาจขององค์กรเทียนเต๋านั้นเป็นรองเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะปกป้องผลประโยชน์ของเรายังไงและนี่ก็คือกุญแจสำคัญใช่มั้ย?” เย่เชียนพูดอย่างช้าๆ “ผมรู้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลไต้หวันได้เริ่มควบคุมองค์กรใต้ดินแล้วเหมือนกัน..เห็นได้จากเซินเจี๋ยที่เป็นหมากรุกของรัฐบาล..เพราะงั้นถ้าองค์กรใต้ดินยังขัดแย้งกันอยู่ก็จะถูกรัฐบาลเข้ามาแทรกแซง..ถ้าผมจำไม่ผิดพี่ใหญ่โจวเคยอยู่ที่ฮ่องกงสักพักใช่มั้ยครับ?”
โจวเจิ้งผิงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดว่า “ฉันไม่อยากพูดถึงอดีตนั้นเลยเพราะมันแย่มากจริงๆ ..ตอนนั้นฉันคิดว่ารัฐบาลฮ่องกงจะไม่ได้จริงจังกับพวกองค์กรใต้ดินเพราะงั้นฉันก็เลยพยายามขยายอิทธิพลที่นั่นแต่บอกตามตรงว่าสามปีนั้นเหมือนตกนรกจริงๆ ..เพราะงั้นหลังจากที่ฉันกลับมาที่ไต้หวันฉันก็เลยเข้ารัฐสภาเพื่อเป็นโล่กำบังให้ฉัน”
“ใช่!..รัฐบาลไต้หวันจะทำการกวาดล้างองค์กรใต้ดินตอนไหนเราก็ไม่รู้เลยเพราะงั้นก่อนที่รัฐบาลไต้หวันจะเคลื่อนไหวพวกเราก็ต้องวางรากฐานให้แน่นหนาเพื่อป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต..เพราะงั้นถ้าหากเราร่วมมือกันเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น”