ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1196 จัดฉากสร้างสถานการณ์ - ตอนที่ 1197 หญิงสาวพราวเสน่ห์ผู้ลึกลับ
- Home
- ยอดนักรบจอมราชัน
- ตอนที่ 1196 จัดฉากสร้างสถานการณ์ - ตอนที่ 1197 หญิงสาวพราวเสน่ห์ผู้ลึกลับ
ตอนที่ 1196 จัดฉากสร้างสถานการณ์
………………..
ในช่วงบ่ายของวันต่อมาเย่เชียนส่งหูวเค่อขึ้นเครื่องบินกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ ซึ่งไม่ใช่แค่ว่าสถานการณ์ในไต้หวันค่อนข้างตึงเครียดแต่งานของหูวเคอในไต้หวันนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วและเย่เชียนก็ไม่โล่งที่จะปล่อยให้เธออยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่าทักษะการต่อสู้ของหูวเค่อจะค่อนข้างดีแต่ใครจะรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
เย่เชียนสามารถจัดการส่วนที่เหลือเองได้เพราะหูวเค่อได้ทำสิ่งต่างๆ เบื้องต้นเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ด้วยหลักฐานของเจ้าหน้าที่ที่รับสินบนเหล่านั้นเย่เชียนสามารถหลอกล่อพวกเขามาสู่กับดักของเขาทีละขั้นได้ แน่นอนว่าเย่เชียนไม่ได้มองข้ามอิทธิพลของคนเหล่านี้เพราะในอนาคตเย่เชียนต้องการนำบุคลากรขององค์กรเทียนเต๋าเข้าสู่เวทีการเมืองของไต้หวัน ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่ชอบจัดการกับนักการเมืองเหล่านี้มากนักแต่เรื่องที่นี่ก็ควรจะจบลงโดยเร็วที่สุดเพราะสิ่งที่เย่เชียนสัญญาเอาไว้กับจินเหว่ยห่าวยังไม่บรรลุผลสำเร็จและเหตุการณ์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือก็กำลังวุ่นวายดังนั้นจะปล่อยไปก็ไม่ได้ใช่ไหม? ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่รีบร้อนแต่คาดว่าหูวหนานเจียนก็จะคอยกระตุ้นเขาเรื่อยๆ
ขณะที่เขากำลังจะออกจากสนามบินจู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้นและเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูแล้วพบว่าโจวเจิ้งผิงเป็นคนโทรมา เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อยเพราะตามที่เขาคาดเอาไว้การตายของฉีตงทำให้เกิดความโกรธแค้นครั้งใหญ่ ดังนั้นหลงซือจะต้องสร้างปัญหาให้กับโจวเจิ้งผิงอย่างแน่นอนและนั่นก็เป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้
หลังจากรับโทรศัพท์เย่เชียนก็ยิ้มและพูดว่า “พี่ใหญ่โจวมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
“นายรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น?” โจวเจิ้งผิงพูด
“มีบางอย่างเกิดขึ้นงั้นเหรอ? ..มันเกิดอะไรขึ้นครับเพราะทุกๆ อย่างก็เป็นไปด้วยดีไม่ใช่เหรอ?” เย่เชียนแสร้งพูดด้วยความประหลาดใจ
“นายรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่สโมสรบลูสกายเมื่อวานนี้?” โจวเจิ้งผิงถาม
“ฉันไม่แน่ใจว่าเซินเจี๋ยทำหรือเปล่าแต่มีโอกาสมากที่มันจะเป็นฝีมือของไอ้เด็กนั่น” โจวเจิ้งผิงพูด “นายรู้จักฉีตงหรือเปล่า? ..เขาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานตุลาการศาลยุติธรรมของเขตเหนือ”
“ฉันเคยได้ยินมา แต่ฉันไม่รู้ เกิดอะไรขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า” เย่เฉียนถาม
“ใช่!..ที่สโมสรบลูสกายตอนเช้าของเมื่อวานนี้ฉีตงถูกฆ่าตายและการตายของเขาก็น่าสยดสยองมาก..กระดูกทั้งหมดตั้งแต่แขนขาไปจนถึงซี่โครงหักละเอียด..ตามที่สำนักงานกรมตำรวจฝ่ายสืบสวนระบุนั้นก่อนตายฉีตงได้เขียนเลขสามและสัญลักษณ์ขององค์กรสามมุมเมืองแต่มันยังเขียนไม่จบ..ซึ่งหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนมากว่าเป้าหมายคือองค์กรสามมุมเมืองของฉัน” โจวเจิ้งผิงพูดต่อ “ฉีตงเป็นคนขององค์กรซูเหลียนและเป็นลูกบุญธรรมของหลงซือแต่ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้มากนัก..ยิ่งไปกว่านั้นภรรยาของหลงซือก็รักและเอ็นดูฉีตงมาก..เพราะงั้นท่ามกลางสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ฉีตงกลับถูกฆ่าตายมันก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องการต้อนฉันให้จนมุมใช่มั้ย?”
เมื่อได้ยินคำพูดของโจวเจิ้งผิงแล้วเย่เชียนก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเพราะเมื่อนึกถึงสิ่งที่ฉีตงได้กระทำตลอดเวลาที่ผ่านมาเย่เชียนก็แอบสงสัยว่าฉีตงจะมีความสัมพันธ์กับภรรยาของหลงซือด้วยหรือเปล่า? ซึ่งมันเป็นไปได้เพราะภรรยาของหลงซืออายุเพียงสี่สิบต้นๆ เท่านั้นและเธอก็เหมือนเสือตัวเมียแต่หลงซือนั้นอายุหกสิบกว่าแล้ว ดังนั้นจึงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เขาไม่สามารถทำให้ภรรยาของเขาพอใจได้ กลับกันฉีตงผู้แสวงหาความตื่นเต้นและชอบที่จะลิ้มลองรสชาติที่สดใหม่หลากหลายเพราะงั้นมันจึงเป็นไปได้จริงๆ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเย่เชียนอยู่ดี
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับพี่ใหญ่โจวด้วย? ..หลงซือคงไม่โง่พอที่จะคิดว่าเป็นฝีมือขององค์กรสามมุมเมืองหรอกใช่มั้ย?” เย่เชียนพูด
“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ” โจวเจิ้งผิงพูดต่อ “สำนักงานตุลาการศาลยุติธรรมเขตเหนือกำลังจะมีการเลือกตั้งผู้นำนวยการคนใหม่และตอนนี้ผู้สมัครที่มีแนวโน้มมากที่สุดก็คือฉีตงกับซือฮ่าวลูกน้องคนสนิทของฉัน..เพราะงั้นถ้าฉีตงตายล่ะก็ใครจะได้ประโยชน์มากที่สุด? ..แน่นอนว่ามันคือซือฮ่าวเพราะงั้นหลงซือก็เลยสงสัยว่าฉันเป็นคนส่งลูกน้องไปฆ่าฉีตง..ก่อนหน้านี้เขาโทรมาหาฉันและให้ฉันอธิบายเรื่องนี้กับเขา..แต่ฉันสงสัยว่านี่คือสิ่งที่เซินเจี๋ยทำเพราะมันต้องการทำให้องค์กรสามมุมเมืองกับองค์กรซูเหลียนขัดแย้งกันเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากนั้นมันจะได้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและหมดกังวลกับทั้งสององค์กรไปสักระยะหนึ่ง”
“ฉันไม่กังวลหรอกเพราะต่อให้องค์กรซูเหลียนจะเล่นกับฉันจริงๆ ล่ะก็ฉันไม่กลัวพวกมันหรอก..ฉันแค่คิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างแปลกเพราะงั้นฉันก็เลยโทรหานายเพื่อดูว่านายจะมีข่าวอะไรบ้างหรือเปล่า..ถ้าหากเซินเจี๋ยทำจริงๆ นี่ก็อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราเพราะตราบใดที่เราสามารถหาหลักฐานได้ล่ะก็องค์กรซูเหลียนจะช่วยเราได้มากในเวลานี้” โจวเจิ้งผิงพูด
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ว่าเซินเจี๋ยจะทำหรือไม่ก็ตามถึงยังไงมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป..เพราะต่อให้เซินเจี๋ยจะทำจริงๆ ก็ตามเพราะมันกล้าที่จะทำอย่างนั้นผมก็เชื่อว่ามันไม่กลัวหรอกต่อให้เราจะเจอหลักฐานก็ตาม..แต่ผมสงสัยอย่างหนึ่งว่าทำไมเราถึงไม่ได้จัดการกับองค์กรซูเหลียนล่ะ? ..ในเมื่อเรื่องมันวุ่นวายขนาดนี้แล้วทำไมพี่ใหญ่โจวถึงไม่ฉวยโอกาสนี้ซะเลยล่ะ”
โจวเจิ้งผิงตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพูดว่า “น้องเย่นายหมายความว่าจะให้ฉันใช้โอกาสนี้เพื่อเปิดสงครามกับองค์กรซูเหลียนงั้นเหรอ?”
“แน่นอนเพราะนี่เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิต” เย่เชียนพูด “ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในวงการมาเฟียก็ตามแต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดคำว่า..เหตุผล..ในทุกๆ เรื่องใช่ไหม? ..เรื่องมาถึงจุดนี้แล้วและองค์กรซูเหลียนก็ยั่วยุเราโดยการโทษองค์กรสามมุมเมืองของพี่ใหญ่โดยไม่มีหลักฐานอะไรแบบนี้มันไร้เหตุผลชัดๆ ..ผมเชื่อว่าทุกคนต่างก็รู้ดีว่าคนที่ทำมันเป็นใครเพราะงั้นใครจะถูกหรือผิดมันก็ไม่สำคัญแล้ว..แต่ถ้าเราไม่ใช้ประโยชน์จากมันในตอนนี้ล่ะก็มันน่าเสียดายมากเพราะถ้าเราคิดที่จะกำจัดองค์กรซูเหลียนในอนาคตจริงๆ เราจะหาโอกาสที่ดีแบบนี้ได้ยังไง?”
หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งโจวเจิ้งผิงก็พยักหน้าและพูดว่า “สิ่งที่นายพูดนั้นก็สมเหตุสมผลมากเพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีจริงๆ ..เพราะไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกำจัดองค์กรซูเหลียนอยู่ดีเพราะงั้นตอนนี้แหละมันถึงเวลาแล้ว!”
เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “แต่มันต้องไม่ใช่ในแบบนั้น..เพราะเราต้องทำให้องค์กรซูเหลียนเริ่มเปิดสงครามกับเราก่อนเพราะในกรณีนี้เราจะได้มีข้ออ้างและเหตุผลมากพอ..ผมเชื่อว่าเรื่องแบบนี้พี่ใหญ่โจวน่าจะมีวิธีที่ดีเพราะมีประสบการณ์ในวงการใต้ดินมากกว่าผม..ผมเชื่อว่าพี่ใหญ่โจวรู้ว่าต้องทำอะไร”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นี่มันเป็นการแก้แค้นส่วนตัวด้วยเหรอ? ..พี่ใหญ่โจวกับหลงซือเคยมีความขัดแย้งกันมาก่อนงั้นเหรอ?”
โจวเจิ้งผิงตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอกมันเป็นเรื่องที่ผ่านมานานหลายปีแล้ว” หลังจากพูดจบโจวเจิ้งผิงก็วางสายไปอย่างหมดความอดทนซึ่งทำให้เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะสงสัยเพราะเขาไม่รู้ว่าโจวเจิ้งผิงมีเรื่องอะไรในอดีตแต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนนั่นก็คือโจวเจิ้งผิงกับหลงซือดูเหมือนจะมีความบาดหมางที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาก่อน
หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเย่เชียนก็โทรหาเฉินโม่และอธิบายเรื่องนี้สั้นๆ เพราะเย่เชียนไม่ค่อยรู้เรื่องที่เกี่ยวกับโจวเจิ้งผิงกับหลงซือมากนักและแน่นอนว่าเย่เชียนต้องรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาก่อน แน่นอนว่าความบาดหมางระหว่างพวกเขาจะต้องได้รับการแก้ไขในไม่ช้านี้
เฉินโม่ตอบและวางสายไปจากนั้นเย่เชียนก็วางโทรศัพท์ลงแล้วยิ้มที่มุมปากเพราะทุกอย่างราบรื่นจริงๆ และเขาก็ประสบความสำเร็จในการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรซูเหลียนกับองค์กรสามมุมเมืองและปล่อยให้พวกเขาต่อสู้กันจนตายไปข้าง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่สนุกมากสำหรับเย่เชียน
ยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงและกำลังรบขององค์กรสามมุมเมืองกับองค์กรซูเหลียนมากนัก เพราะถ้าหากสงครามเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งคู่จะระเบิดพลังเต็มที่อย่างแน่นอนและจากนั้นมันจะเกิดการกวาดล้างครั้งใหญ่และไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่านี้แล้ว ดังนั้นยิ่งเย่เชียนรู้อะไรเกี่ยวกับศัตรูมากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะต้องเผชิญหน้ากับโจวเจิ้งผิงในอนาคตก็ตามแต่เย่เชียนก็จะสามารถเตรียมการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรับมือได้
จากนั้นเย่เชียนก็เดินออกไปนอกสนามบินและทันใดนั้นก็มีเสียงดังเข้ามาในหูของเขา ซึ่งเสียงนั้นไพเราะมากจนทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนชื่นใจอย่างมาก “สวัสดีค่ะท่าน!” ถึงแม้จะเป็นเพียงคำทักทายสั้นๆ แต่ก็ทำให้ใจชื้นไปโดยไม่มีเหตุผลจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เมื่อได้ยินเสียงนี้เย่เชียนไม่ต้องแม้แต่จะมองดูและเขาก็เกือบจะแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีเสน่ห์อย่างแน่นอนและเธอก็อยู่ในความสวยระดับปีศาจและอาจจะมากกว่าซ่งหลันด้วยซ้ำใช่ไหม?
เมื่อหันไปมองเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะสนใจผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเขา ถึงแม้เธอจะสวมชุดที่เรียบง่ายแต่เธอไม่สามารถซ่อนออร่าที่มีเสน่ห์และเย้ายวนบนร่างกายของเธอได้เลย ชุดเดรสทรงสั้นแสดงเสน่ห์ของเธอได้อย่างลงตัว ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนเธออายุจะสามสิบต้นๆ และมีรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเสมอราวกับว่าเธอไม่สนใจสายตาของเย่เชียนเลย ผู้หญิงคนนั้นยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ขอโทษนะคะคุณผู้ชาย..ขอสอบถามหน่อยค่ะว่าโรงแรมซีซาร์เมโทรยู่ที่ไหนหรอคะ?”
เย่เชียนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งพลางครุ่นคิดในใจเพราะวิธีพูดคุยแบบนี้ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมองว่าเขาแก่ หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็ยิ้มอย่างเขินอายและพูดว่า “ผมไม่ใช่คนแก่ผมยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยคุณไม่ต้องเรียกผมท่านก็ได้ครับ..อีกอย่างผมเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่นี่มากนัก..ผมขอแนะนำให้คุณโบกแท็กซี่แล้วเขาจะพาคุณไปที่นั่นเอง”
“อ๋อค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นตอบและพูดว่า “คุณมาจากแผ่นดินใหญ่เหรอ? ..การมาไต้หวันครั้งแรกและได้พบเพื่อนแบบนี้ฉันรู้สึกอบอุ่นมากจริงๆ ..เอ่อคุณช่วยไปกับฉันได้หรือเปล่าฉันไม่รู้จักที่นี่เลยและฉันก็กลัวถูกคนขับแท็กซี่ทำไม่ดีไม่ร้ายด้วย” ผู้หญิงคนนั้นดูอ่อนแอและอ้อนวอนเย่เชียนแต่คำพูดที่เย้ายวนใจของเธอมันจึงยากจริงๆ ที่จะปฏิเสธได้ เย่เชียนเชื่อว่าผู้ชายทุกคนคงจะปฏิเสธเธอได้ยาก
ตอนที่ 1197 หญิงสาวพราวเสน่ห์ผู้ลึกลับ
………………..
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหญิงสาวมีเสน่ห์ที่ผู้ชายจะต้านทานไม่ได้และดูเหมือนว่าเมื่อผู้ชายเห็นเธอแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงแรงกระตุ้น ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เธอพูดในตอนนี้ดูเหมือนจะมีความยั่วยวนอยู่ในนั้นเพราะการส่งเธอไปที่โรงแรมจะทำให้ผู้ชายหลายคนคิดว่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้นกว่านี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตใช่ไหม? อาจกล่าวได้ว่าหญิงสาวเป็นปีศาจที่แท้จริงที่ผู้คนปฏิเสธไม่ได้
เมื่อเธอพูดแบบนี้หญิงสาวก็สะบัดผมของเธอและผิวคอขาวๆ ก็ทำให้ผู้คนมีจินตนาการมากขึ้นและเต็มไปด้วยความยั่วยวน ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีแต่เขาก็ไม่ใช่สัตว์ประเภทที่สามารถคิดแต่เรื่องร่างกายส่วนล่างของเธอเท่านั้น ดังนั้นเย่เชียนจึงเข้าใจการกระทำของผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเขาได้ค่อนข้างละเอียด
ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะจงใจปกปิดเอาไว้แต่เย่เชียนยังสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานในร่างกายของหญิงสาวและเห็นได้ชัดว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้โบราณ ดังนั้นเย่เชียนจึงไม่คิดว่าหญิงสาวจะกังวลว่าเธอจะถูกคนขับแท็กซี่ทำอะไรแต่อย่างใด
ปากของเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะร่างรอยยิ้มจางๆ และพูดว่า “ได้สิ..ถือเป็นเกียรติของผมที่ได้ช่วยคนสวยๆ อย่างคุณ..ผมมีรถเพราะงั้นเดี๋ยวผมขับไปส่งแล้วระหว่างทางค่อยถามผู้คนถึงที่อยู่ของโรงแรมก็แล้วกัน”
“นายใจดีมากเลยน้องชาย” ขณะที่ผู้หญิงพูดเธอก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อคว้าแขนของเย่เชียนและจูบแก้มของเย่เชียนจนเย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งและแอบยิ้มในใจ เพราะตอนนี้เขามั่นใจมากขึ้นว่าหญิงสาวไม่ได้มาถามทางแต่เธอกำลังเข้าหาเขาอย่างชัดเจน ดังนั้นเย่เชียนจึงอยากรู้อยากเห็นมากว่าหญิงสาวเป็นใครและเธอเข้าหาเขาเพื่ออะไร
เมื่อออกจากสนามบินเย่เชียนก็นั่งในที่นั่งคนขับส่วนผู้หญิงคนนั้นอยู่ในที่นั่งข้างคนขับและขาๆ สวยคู่หนึ่งก็ปรากฏอย่างชัดเจนในสายตาของเย่เชียน ซึ่งไม่มีตำหนิเลยแม้แต่น้อยขาวบริสุทธิ์และหญิงสาวก็รู้สึกถึงการจ้องมองของเย่เชียนอย่างชัดเจนแต่เธอไม่สนใจเลยแถมยังถ่างขาของเธอออกจากกันเล็กน้อยและไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะมองไม่เห็นอะไรเลยแต่การกระทำดังกล่าวก็ทำให้เย่เชียนตกตะลึงอยู่ดี
ขณะที่เย่เชียนสตาร์ทรถเขาก็ยิ้มเล็กน้อยและตอบว่า “ผมชื่อเย่เชียนเพราะงั้นเรียกผมน้องเย่ก็ได้..เพราะถ้าเรียกน้องชายมันก็ค่อนข้างสับสนและเข้าใจผิดได้ง่าย”
หญิงสาวก็ฉีกยิ้มและเต็มไปด้วยเสน่ห์แล้วพูดว่า “ฉันคิดว่านายเป็นคนดี..แต่นายไม่ได้เป็นแบบนั้นใช่มั้ย?”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดว่า “ถ้างั้นคุณต้องระวังเพราะทุกคนต่างก็บอกกันว่าผมเป็นหมาป่า..ผมอันตรายกว่าที่ทุกคนคิด”
“จริงเหรอ? ..จะอันตรายแค่ไหนกันเชียว..นายจะกินฉันมั้ย?” หญิงสาวพูดอย่างเฉยเมย
“ผมไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นใครโดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ..ผมเองก็เป็นผู้ชายและอ่อนไหวต่อร่างกายส่วนร่างของคุณเพราะงั้นอย่ามายั่วผมเลยจะดีกว่า..ผมมีปีศาจในตัวและมันอันตรายมาก!” เย่เชียนพูด
“นายไม่จำเป็นต้องจงใจแสร้งทำเป็นหมาป่าหรอก..ฉันเคยเห็นผู้ชายมาหลายคนแล้วและฉันก็รู้ว่านายไม่ใช่คนแบบนั้น” หญิงสาวพูด
“คุณพูดถูกแต่ผมไม่ใช่นักบุญและไม่มีใครรับประกันได้ว่าผมจะควบคุมอารมณ์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับผู้หญิงที่มีเสน่ห์อย่างคุณ..คุณควรรักนวลสงวนตัวมากกว่านี้นะ” เย่เชียนพูด
“ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็จะให้นายทำทุกอย่างที่นายต้องการ..ซึ่งฉันเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอและฉันก็ต่อต้านหรือขัดขืนนายไม่ได้หรอก” หญิงสาวพูด
ระหว่างทางผู้หญิงคนนั้นดูจะสนใจมากและคอยตั้งคำถามกับเย่เชียนและสอบถามข้อมูลของเย่เชียนราวกับว่าเธอกำลังสืบข้อมูลของเขา แน่นอนว่าเย่เชียนไม่ใช่คนโง่และเขาก็รู้ได้โดยธรรมชาติและคำตอบของเย่เชียนที่ตอบออกไปก็ฉลาดมากเช่นกันเพราะเขาไม่ยอมให้เธอรู้อะไรที่เธออยากรู้เลย อย่างไรก็ตามด้วยวิธีนี้เย่เชียนก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจุดประสงค์ของหญิงสาวในการมาที่ไต้หวันคือการมาหาเขานั่นเองแต่เธอทำเป็นว่าเธอเพิ่งพบเขาที่สนามบินดังนั้นเธอจึงคุยกันแบบสบายๆ และหาข้ออ้างที่จะมากับเขา
ที่ประตูทางเข้าของโรงแรมเย่เชียนก็จอดรถและหันไปมองที่ผู้หญิงคนนั้นด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ถึงแล้วครับ!”
“ขอบคุณมาก” หญิงสาวพูด “นายช่วยทิ้งนามบัตรหรือข้อมูลติดต่อของนายให้ฉันได้มั้ย? ..ถ้ามีโอกาสจะเชิญนายไปกินมื้อเย็นเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของนายในวันนี้”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ข้อมูลติดต่อของผมงั้นเหรอ? ..นั่นมันไม่จำเป็นหรอกเพราะผมคิดว่ามันไม่น่าจะยากสำหรับคุณที่จะหาผมใช่ไหม? ..เราอยู่ไกลกันมากแต่เรากลับได้พบกันที่สนามบินซึ่งแสดงว่าเราอยู่ใกล้กันมากกว่าที่คิด..นั่นคือพรหมลิขิตน่ะ”
หญิงสาวถึงกังผงะไปครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้วจากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “นายคือผู้ชายที่มีเสน่ห์และลึกล้ำจริงๆ ..ถ้าอย่างนั้นเราก็มาตกลงกันว่าถ้าคราวหน้าฉันเจอนายล่ะก็นายห้ามปฏิเสธคำขอของฉันได้มั้ย?”
“ตกลง” เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและตอบ
จากนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้วุ่นวายอีกต่อไปแล้วเปิดประตูรถและเดินออกไปทัน “นี่…” เย่เชียนลดกระจกรถลงแล้วตะโกนและหญิงสาวก็หันมาด้วยท่าทางสง่างามพร้อมรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันชื่อหลัวอวี่..หรือเรียกฉันว่าพี่อวี่ก็ได้นะน้องชายตัวน้อย” หลัวอวี่จงใจใส่คำว่าน้องชายตัวน้อยและเน้นน้ำเสียงจนทำให้คนรอบข้างเกิดความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน
หลัวอวี่ถึงกับตกตะลึงเพราะเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้คาดคิดว่าเย่เชียนจะพูดจาน่าโผงผางออกมาแบบนี้ จากนั้นเธอก็ยิ้มอย่างมีเสน่ห์และพูดว่า “ฉันดูแลมันอย่างดีแต่ถ้านายไม่เชื่อฉันก็ตามฉันมาสิ..ฉันจะให้นายสัมผัสมันด้วยตัวเองเพื่อยืนยันแล้วนายจะได้รู้เองว่าจริงหรือปลอม”
“เอ่อ..ไม่ล่ะ..ตอนนี้ผมกำลังรีบเอาไว้ผมจะพิสูจน์มันวันหลังก็แล้วกัน” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็หันกลับและเลื่อนกระจกรถขึ้นแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว เย่เชียนเริ่มสนใจความเป็นมาของหญิงสาวชื่อหลัวอวี่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อเข้าหาเขาแต่เย่เชียนไม่เชื่อว่าเธอจะมาจีบเขา ซึ่งสำหรับจุดประสงค์นี้เย่เชียนไม่สามารถรับประกันได้ว่ามันคือเรื่องอะไรแต่เย่เชียนรู้สึกว่าเธอไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจหรืออึดอัดใจเพราะอย่างน้อยๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เย่เชียนไม่ได้รู้สึกถึงเจตนาฆ่าใดๆ จากเธอเลย
ขณะขับรถไปที่บ้านพักของเหลียงหยานเย่เชียนก็ได้กดเบอร์โทรศัพท์ของแจ็คจากนั้นก็อธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับหลัวอวี่และบอกให้แจ็คช่วยสืบข้อมูลของหลัวอวี่ทันทีเพราะไม่เชื่อว่าชื่อนั้นจะเป็นชื่อจริงของเธอและบางทีอาจเป็นชื่อปลอมที่เธอจงใจบอกกับเขาดังนั้นเย่เชียนจึงจำต้องค้นหาอันตรายที่ไม่รู้จักนี้ให้เจอว่ามันคืออะไร
เมื่อเขากลับมาที่บ้านโทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้น ซึ่งความรวดเร็วของการสืบค้นข้อมูลของแจ็คนั้นรวดเร็วอย่างมากจริงๆ หลังจากรับสายแล้วเสียงของแจ็คก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม “บอส..ผมตรวจสอบแล้วในประเทศจีนมีคนชื่อแบบนี้ประมาณยี่สิบคน..แต่ผมแยกพวกเธอออกทีละคนและดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่เหมือนคนที่บอสเจอมาเลย..ตอนนี้ผมพยายามตรวจสอบบันทึกการขึ้นเครื่องที่สนามบินเมื่อสักครู่นี้และไม่มีใครชื่อหลัวอวี่เลยสักคน..ผมเดาว่านั่นเป็นหนังสือเดินทางปลอมที่เธอใช้หรือชื่อของเธอไม่ใช่หลัวอวี่จริงๆ”
นี่คือสิ่งที่เย่เชียนคาดการณ์เอาไว้เพราะเนื่องจากผู้หญิงคนนั้นจงใจเข้าหาเขาเย่เชียนก็รู้สึกว่าเธอจะไม่ยอมปล่อยให้เขาค้นหารายละเอียดของเธออย่างง่ายดาย “ฉันรู้แล้ว” เย่เชียนพูด
“บอสครับมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า..เดี๋ยวผมจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้” แจ็คพูด
“ไม่จำเป็นเพราะเธอจงใจเข้าหาฉันเพราะงั้นเธอคงรู้ว่าฉันจะตรวจสอบรายละเอียดของเธอและเธอก็เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว” เย่เชียนพูด “มันไม่ใช่นามแฝงที่เธอใช้หรือชื่อของเธอหรือบางทีอาจจะเป็นโค้ดเนมของเธอแต่เพราะถ้าเธอต้องการเข้าหาฉันจริงๆ ล่ะก็เดี๋ยวเธอก็โผล่มาเอง”
จากนั้นเย่เชียนก็วางสายไปแล้วเดินเข้าไปในบ้านแล้วพบว่าเหลียงหยานไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะเธอน่าจะยุ่งอยู่ที่บริษัทและซูเหว่ยก็ไม่ได้อยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยและดูเหมือนว่าเธอจะอยู่ในห้องนอนชั้นบน เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ไปที่ห้องนอนของเขาและนั่งลงแล้วโทรหาจินเหว่ยห่าวเพราะเย่เชียนไม่ได้ติดต่อกับจินเหว่ยห่าวมาสักระยะหนึ่งแล้วและสิ่งที่เขาสัญญากับจินเหว่ยห่าวเอาไว้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น
จินเหว่ยห่าวรับสายอย่างรวดเร็วและเสียงของจินเหว่ยห่าวก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม “น้องเย่ในที่สุดนายก็โทรมาสักที..ฉันรอสายของนายมานานแล้ว”
เย่เชียนตกตะลึงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ผมขอโทษพอดีผมมีเรื่องยุ่งยากที่ต้องจัดการเมื่อเร็วๆ นี้และผมก็วุ่นวายมากเพราะงั้นผมก็เลยลืมโทรหาพี่จินเลย..พี่ไม่ได้โกรธผมใช่มั้ย?”
“ไม่เลย” จินเหว่ยห่าวพูด “เมื่อเร็วๆ นี้ดูเหมือนว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเกิดเรื่องใหญ่แล้วนะ..ฉันคิดว่ามันน่าจะใกล้ถึงเวลาแล้วเพราะงั้นก็เลยอยากรู้ว่านายจะจัดการธุระฝั่งของนายเสร็จเมื่อไรน่ะ”
เย่เชียนเข้าใจดีถึงสิ่งที่จินเหว่ยห่าวพูดดังนั้นเย่เชียนจึงพูดว่า “มันมีปัญหานิดหน่อยน่ะแต่ก็น่าจะจบลงเร็วๆ นี้..ผมเองก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบ้างแล้วและผมก็เตรียมที่จะจัดการแล้วด้วย..เพราะงั้นผมจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุดและไม่ต้องห่วงเพราะผมจะทำตามที่สัญญาที่ผมให้เอาไว้และเย่เชียนคนนี้ก็ไม่คืนคำเด็ดขาด!”
.
.