ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1198 ทัศนคติของจินเหว่ยห่าว - ตอนที่ 1199 หลัวอวี่
ตอนที่ 1198 ทัศนคติของจินเหว่ยห่าว
………………..
จินเหว่ยห่าวยังคงเชื่อเรื่องนี้เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่เลือกเย่เชียนตั้งแต่แรก หลังจากนั้นจินเหว่ยห่าวก็ยิ้มแล้วพูดว่า “อย่าเข้าใจผิดสิน้องเย่ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..ฉันแค่อยากจะบอกว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีเพราะงั้นฉันก็เลยอยากรู้ว่านายพร้อมหรือเปล่าเท่านั้นเอง..แต่ถ้านายยังไม่พร้อมฉันก็ไม่ว่าอะไรเพราะถึงยังไงฉันก็รอมาตั้งหลายปีแล้วและจะรออีกสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “พี่เป็นสุภาพบุรุษเพราะงั้นก็ทำให้ดีล่ะ..เอ่อ..เธอคือลูกพี่ลูกน้องของผมเพราะงั้นพี่ต้องดูแลเธอดีๆ ล่ะ” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “ว่าแต่ตอนนี้สำนักถังเป็นยังไงบ้าง..มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?”
“ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรแต่ก็ไม่ได้ดีนัก..ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งที่แล้วเกิดขึ้นมันก็เลยทำให้ความสัมพันธ์ของทุกคนยุ่งเหยิงไปหมดและตอนนี้ทัศนคติของอาจารย์ถังก็คลุมเครือมาก..ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปเพราะงั้นมันก็เลยยังเป็นความลับอยู่” จินเหว่ยห่าวพูด
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและพูดว่า “พวกเขาเป็นพี่น้องกันแล้วทำไมถึงทำแบบนั้น..อีกอย่างมันก็ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปเพราะตำแหน่งนั้นมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรอีกต่อไปแล้วใช่มั้ย?”
จินเหว่ยห่าวถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ แล้วพูดว่า “ความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดหรอกและไม่มีใครอยากด้อยกว่าคนอื่นและยิ่งในตระกูลใหญ่ๆ แล้วก็ไม่มีใครอยากถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังหรอก..ดูอย่างฉันสิฉันไม่ใช่ตัวอย่างเหรอ? ..ในตระกูลจินไม่รู้เลยว่ามีอยู่กี่คนที่ยังถือว่าฉันเป็นสมาชิกของตระกูลจินอยู่และไม่รู้เลยว่ามีอยู่กี่คนที่อยากจะฆ่าฉัน” น้ำเสียงของจินเหว่ยห่าวเผยให้เห็นถึงความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง
“ในเมื่อคนอื่นไม่ปฏิบัติต่อพี่เหมือนครอบครัวเพราะงั้นก็ทำให้พวกเขาเห็นซ่ะว่าพวกเขาคิดผิด!” เย่เชียนพูดต่อ “ผมสัญญาว่าผมจะช่วยพี่จินทวงคืนสิ่งที่เป็นของพี่กลับมาเพราะงั้นไม่ต้องห่วงและผมจะรีบกลับทันทีหลังจากงานที่นี่เสร็จ!”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็หันกลับมาและพูดว่า “อ้อ..ผมมีเรื่องอยากจะถามพี่จินว่าพี่รู้จักผู้หญิงที่ชื่อหลัวอวี่ที่สวยๆ และรูปร่างดีมีเสน่ห์บ้างหรือเปล่า?” ไม่รู้ว่าทำไมเย่เชียนถึงรู้สึกว่าจินเหว่ยห่าวอาจจะรู้จักหลัวอวี่ดังนั้นเย่เชียนจึงถามคำถามนี้ขึ้นมา
จินเหว่ยห่าวตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นายเจอเธองั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินสิ่งที่จินเหว่ยห่าวพูดเย่เชียนก็รู้ว่าเขากำลังถามถูกคนแล้วเพราะดูเหมือนว่าจินเหว่ยห่าวจะรู้จักหลัวอวี่จริงๆ “ใช่!.วันนี้ผมเจอเธอที่สนามบินไทเปและเธอก็ดูเหมือนว่าจงใจจะเข้าหาผม..ผมเดาว่าเธอมาที่ไต้หวันเพื่อตามหาผมแต่ผมไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของเธอคืออะไร” เย่เชียนพูดต่อ “ตอนแรกผมแค่จะถามเฉยๆ แต่ไม่คิดว่าพี่จินจะรู้จักเธอจริงๆ”
“ฉันไม่รู้ว่าคนที่นายกำลังพูดถึงคือหลัวอวี่ที่ฉันรู้จักหรือเปล่า..นายช่วยอธิบายลักษณะและรูปลักษณ์ของเธอให้ฉันฟังหน่อยสิ” จินเหว่ยห่าวขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดเพราะในเวลานี้จู่ๆ หลัวอวี่ก็ปรากฏตัวที่ไต้หวันและยังเข้าหาเย่เชียนอีกซึ่งทำให้จินเหว่ยห่าวรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติและเป็นไปได้ไหมว่าที่ผู้อาวุโสในตระกูลจะรู้ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรก็เลยต้องการโจมตีก่อนพวกเขาก่อน
หลังจากที่เย่เชียนคิดอย่างรอบคอบแล้วจึงอธิบายเกี่ยวกับหลัวอวี่ให้จินเหว่ยห่าวฟังเพราะผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์มากจริงๆ และยากจะลืมได้ในพริบตาและรูปลักษณ์ของเธอก็เป็นที่จดจำได้มากเช่นกัน เมื่อได้ยินคำอธิบายของเย่เชียนแล้วจินเหว่ยห่าวก็พยักหน้าและพูดว่า “ดูเหมือนว่าจะเป็นเธอจริงๆ”
“เธอเป็นใคร?” เย่เชียนถาม “ผมตรวจสอบข้อมูลของเธอแล้วแต่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย”
หลังจากยิ้มอย่างขมขื่นแล้วจินเหว่ยห่าวก็พูดว่า “ชื่อจริงของเธอไม่ใช่หลัวอวี่และนี่เป็นเพียงชื่อปลอมของเธอเท่านั้นเพราะงั้นนายก็เลยหาข้อมูลของเธอไม่ได้..แม้แต่ฉันเองก็ไม่เลยรู้ว่าชื่อจริงของเธอคืออะไรและข้อมูลของเธอก็ยังเป็นความลับอย่างมาก ในตระกูลจิน..เธอเป็นหนึ่งในนักฆ่าที่ขึ้นตรงต่อผู้นำตระกูลจินโดยตรงและสถานะของเธอก็สูงมาก”
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “หนึ่งในนักฆ่าของตระกูลจินงั้นเหรอ? ..ถ้างั้นจุดประสงค์ของเธอในการมาที่ไต้หวันก็เพื่อลอบสังหารฉันอย่างงั้นเหรอ?”
เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “ผมต้องการให้พวกเขามากำจัดผมจริงๆ เพราะงั้นผมจะได้มีเหตุผลและข้ออ้างในการกำจัดพวกเขา..ช่วยบอกผมเกี่ยวกับข้อมูลของผู้หญิงคนนี้ให้ละเอียดเท่าที่พี่จินรู้ที..ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเธอเข้าหาผมทำไม”
“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอมากนักซึ่งส่วนใหญ่ฉันเคยได้ยินแค่ว่าหลัวอวี่เป็นหนึ่งในนักฆ่าอันดับต้นๆ และนอกจากเธอก็ยังมีนักฆ่าที่มีฉายาสายลม..สายฝน..สายฟ้าของตระกูลจีนอีก..ศิลปะการต่อสู้ของเธอค่อนข้างสูงและแม้แต่ฉันเองก็สู้เธอไม่ได้ต่อให้ฉันจะโจมตีเป็นร้อยครั้งก็ตาม..สี่สาวนักฆ่าอย่างสายหมอก..สายลม..สายฝน..สายฟ้าล้วนมีรูปลักษณ์และหน้าตาที่สวยงามจนผู้ชายหลายๆ คนในตระกูลจินหลงใหลในตัวพวกเธอและยอมทิ้งภรรยาและลูกๆ เพียงเพื่อขอความสุขจากเธอชั่วข้ามคืน..แต่สำหรับหลัวอวี่แล้วถึงแม้ว่าเธอจะมีเสน่ห์แต่เธอไม่เคยสนใจใครเลยเฉพาะคนที่รู้จักเธอดีเท่านั้นที่จะรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหนเพราะเธอมักจะทำอะไรตามใจของเธอโดยที่ไม่มีใครออกคำสั่งกับเธอได้นอกจากผู้นำตระกูลจิน..เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงหลัวอวี่แล้วหลายๆ คนในตระกูลก็ถึงกับหวั่นเกรงเพราะคำพูดของเธอก็ถือเป็นคำขาดเหมือนกัน” จินเหว่ยห่าวพูด “จริงๆ แล้วฉันประทับใจเธอมากเพราะในตระกูลจินเธอยังคงให้ความเคารพในตัวฉันอยู่พอสมควรเลย”
หลัวอวี่ไม่สนใจเรื่องซุบซิบของใครและเธอก็ยังคงไปตามทางของเธอโดยใช้อาวุธความงามของผู้หญิงเพื่อฆ่าและล้างแค้นผู้ชายเหล่านั้น เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความจอมปลอมและการเสแสร้งแสดงอารมณ์ เธอเชื่อว่าเฉพาะผู้หญิงที่มีรูปลักษณ์ที่ดีนั้นไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายได้ดังนั้นเธอจึงแสดงอารมณ์และท่าทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและเธอก็ใช้ชีวิตแบบนี้เสมอมาทั้งเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางผู้ชายนับไม่ถ้วนและฆ่าพวกเขาเหมือนของเล่นแต่เธอก็ไม่เคยหลงทางหรือใจอ่อนแต่อย่างใด
บางทีอาจเป็นเพราะโชคชะตากำหนดเพราะหลัวอวี่ได้พบกับชายคนหนึ่งที่ส่งผลต่อชีวิตของเธอและผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้หล่อเหลาและเขาเป็นคนประเภทที่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจแม้อยู่ในฝูงชน ผู้ชายคนนั้นอยู่กับกองหนังสือแทบจะทั้งวันและสวมแว่นขอบเงินเขาไม่ได้หล่อแต่มีความสง่างามในแบบนักปราชญ์ เขาเป็นชายคนแรกที่ติดต่อกับหลัวอวี่โดยไม่มีจุดประสงค์ใดๆ แอบแฝงและเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะมองตรงไปยังดวงตาที่มีเสน่ห์ของหลัวอวี่เลยด้วยซ้ำแล้วนับประสาอะไรกับการจับมือเธอและลากเธอไปที่เตียง อย่างไรก็ตามเขามีความเพียรเป็นของตัวเองเพราะตั้งแต่รู้จักหลัวอวี่เพราะเขาตั้งใจที่จะแต่งงานกับหลัวอวี่ในฐานะสามีภรรยา ซึ่งเขาคอยเตรียมกระติกน้ำร้อนให้เธอในคืนฤดูหนาวที่หนาวเหน็บเพราะเขารู้ว่าหลัวอวี่นั้นไม่ชอบอากาศหนาวและเตรียมอาหารเช้าให้หลัวอวี่ในทุกๆ เช้าซึ่งไม่เลิศหรูมากและมีเพียงแค่โจ๊กและผักดองเพราะเขารู้ว่าหลัวอวี่ท้องไม่ค่อยดีจึงกินอาหารรสชาติจัดไม่ค่อยได้
อันที่จริงแล้วไม่ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงแบบไหนเธอก็มีจุดอ่อนเป็นของตัวเองและในช่วงชีวิตหนึ่งก็จะมีผู้ชายคนหนึ่งที่เข้ามาแทงหัวใจของเธอราวกับลูกศรนับพันจนทำให้เธอลืมไม่ลงและแน่นอนว่าหลัวอวี่ก็ไม่มีข้อยกเว้น
เย่เชียนตกตะลึงเล็กน้อยและถามว่า “หืม..อะไรเหรอ?”
“ถ้าหลัวอวี่มาเพื่อฆ่านายจริงๆ ฉันหวังว่านายจะยอมปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้” จินเหว่ยห่าวพูด
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดว่า “พี่จินนี่พี่ใจอ่อนไปแล้วงั้นเหรอ?”
“อาจจะ..แต่ในตระกูลจินหลัวอวี่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่เคยดูถูกฉัน..เพราะงั้นฉันจึงไม่อยากจัดการกับเธอ..มันเหมือนกับว่า..” เมื่อคำพูดกำลังจะจบลงจินเหว่ยห่าวก็ไม่ได้พูดต่อ
เย่เชียนตกตะลึงอยู่พักหนึ่งและเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเด็กน้อยที่คอยเดินตามจินเหว่ยห่าวทั้งวัน ถึงแม้ว่าแม่ของเขาจะต่อต้านอย่างรุนแรงก็ตาม แน่นอนว่าจินเหว่ยห่าวก็คงจะไม่ฆ่าเด็กคนนั้นด้วยใช่ไหม? อย่างไรก็ตามเย่เชียนยังคงโล่งใจมากที่ได้ยินคำพูดของจินเหว่ยห่าวเนื่องจากบุคคลควรรู้วิธีที่จะขอบคุณและบุญคุณคน การที่เราสามารถทำทุกอย่างเพื่อกำจัดศัตรูได้มันก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องคนที่ห่วงใยเราด้วย
เย่เชียนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องกังวลไปเพราะผมก็ไม่คิดว่าหลัวอวี่ต้องการจะฆ่าผมหรอก..ถ้าเธอต้องการจะฆ่าผมเธอคงจะไม่ถามอะไรผมมากมายขนาดนี้หรอก..พี่จินสบายใจได้ตอนนี้ผมจะไม่ฆ่าเธอแต่ผมต้องคิดให้ออกว่าคราวนี้เธอมาหาผมเป็นการส่วนตัวหรือใครสั่งเธอมากันแน่..เพราะหลังจากนี้เราจะเผชิญหน้ากับตระกูลจินในอนาคตเพราะงั้นเราจึงต้องระมัดระวังเอาไว้ให้มาก”
“ใช่!” จินเหว่ยห่าวตอบและไม่พูดอะไรอีกราวกับว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ อันที่จริงสงครามกำลังจะมาถึงและเขาก็รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยเพราะหลายปีที่ผ่านมาเขาต้องการแก้แค้นตระกูลจินแต่เมื่อเขาต้องการแก้แค้นจริงๆ เขาก็รู้สึกกลัวแต่ไม่ใช่ว่าเขากลัวความล้มเหลวแต่เมื่อคิดถึงน้องชายต่างมารดาแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้าอย่างไร
“อย่าคิดมากไปเลย..บางทีสิ่งต่างๆ อาจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เราคิดก็ได้..ถึงยังไงเรือก็จะกลับฝั่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็วางสายไปและไม่พูดอะไรอีก เย่เชียนรู้ว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไรมันก็ไร้ประโยชน์เพราะมีอุปสรรคในใจของจินเหว่ยห่าวอยู่เสมอซึ่งจินเหว่ยห่าวต้องเอาชนะด้วยตัวเองและไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้
เนื่องจากจุดประสงค์ของหลัวอวี่ที่มาไต้หวันในครั้งนี้คือการมาหาเขาดังนั้นหลัวอวี่จะมาหาเย่เชียนด้วยตัวเองอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้เย่เชียนจึงไม่ต้องคิดมากและเมื่อพบกันอีกครั้งทุกอย่างจะเปิดเผยเองและไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตอนนี้
“ปัง..ปัง..ปัง!” เสียงเคาะประตูดังขึ้น “เข้ามา!” เย่เชียนพูด
“เป็นไงบ้าง” ประตูถูกผลักเปิดและซูเหว่ยก็ปรากฏตัวอยู่ที่ประตูและชำเลืองมองที่เย่เชียนแล้วพูดว่า “ฉันไม่ได้รบกวนนายใช่มั้ย? ..ฉันกำลังทำอาหารอยู่แต่กลัวหั่นผักไม่ทันเพราะงั้นนายมาช่วยฉันหน่อยสิ..อีกไม่นานพี่หยานน่าจะกลับมาแล้วฉันต้องรีบทำอาหาร”
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างขมขื่นและอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและลุกขึ้นเดินออกไป
ตอนที่ 1199 หลัวอวี่
………………..
ดูเหมือนผู้คนในวงการใต้ดินมักจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กันในพิธีงานศพและไม่รู้ว่ามันได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ฮ่องกงเหล่านั้นหรือเปล่า อย่างไรก็ตามความจริงก็คือเรื่องภายในหลายๆ อย่างมักจะแก้ไขได้ง่ายที่สุดในพิธีงานศพซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการยึดอำนาจและขจัดผู้ที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกปลายแถวหรือสมาชิกระดับสูงและแม้แต่ผู้นำองค์กรต่างก็ต้องเข้าร่วมพิธีงานศพทั้งนั้น ซึ่งนี่จะเป็นการรวมทุกคนภายในองค์กรและมักจะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ เสมอ ส่วนการจัดงานศพให้คนตายจริงหรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญอะไร
เซินเฉาหยางผู้นำอันทรงเกียรติที่ได้พัฒนาองค์กรเทียนเต๋าอย่างสุดความสามารถและเรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่น่ายกย่องมาก แต่น่าเสียดายเพราะเขาฉลาดและมีไหวพริบมาตลอดทั้งชีวิตแต่กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของลูกชายของเขาเอง ยิ่งไปกว่านั้นลูกชายของเขายังไม่ได้ตั้งใจจัดงานศพให้ตัวเขาด้วยซ้ำเพราะเซินเจี๋ยลูกชายของเขาต้องการใช้งานศพของเขาเพื่อปฏิรูปองค์กรใหม่และยึดอำนาจในวนั้น ถ้าเขารู้เรื่องนี้ล่ะก็เกรงว่าเขาอยากจะปีนออกจากโลงศพด้วยความโกรธอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่ร่างกายของเขาถูกเผาเป็นเถ้าถ่านแล้วและเขาก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้ถึงแม้ว่าเขาจะต้องการก็ตาม
เซินเฉาหยางไม่ใช่คนที่ถือระบบศักดินาแต่อย่างใดเพราะถึงแม้ว่าองค์กรเทียนเต๋าจะถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลเซินและบรรพบุรุษของเขาก็ตามแต่เซินเฉาหยางก็ไม่คิดว่าควรจะมอบองค์กรเทียนเต๋าให้กับลูกหลานของตระกูลเซินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเพราะในมุมมองของเขาที่องค์กรเทียนเต๋ามีทุกวันนี้ได้ก็เป็นผลมาจากความพยายามของทุกคนในองค์กรและควรส่งต่อให้กับคนที่มีความสามารถในการบริหารจัดการมากที่สุดเพราะด้วยวิธีนี้องค์กรเทียนเต๋าจะสามารถยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
จากหัวหน้าเขตทั้งสิบสองขององค์กรเทียนเต๋ามีอยู่สามคนที่เหมาะสมในการเป็นผู้นำองค์กรคนต่อไปและคนที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือหวังหมิงซู,ชางหมิงและเหวินปิน แต่ทว่าทั้งชางหมิงและเหวินปินเป็นคนหัวโบราณเกินไปดังนั้นเซินเฉาหยางจึงรู้สึกว่าอนาคตขององค์กรเทียนเต๋าควรต้องมีผู้นำที่มีเจตจำนงแห่งไฟและจิตวิญญาณในการต่อสู้ ดังนั้นชางหมิงจึงไม่เหมาะสมส่วนเหวินปินนั้นถึงแม้ว่ากำลังรบของเขาจะมากแต่เซินเฉาหยางก็ไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่เพราะเหวินปินมักจะทำเรื่องน่าละอายใจและละเมิดกฎขององค์กรและลับหลังองค์กรตลอดหลายปีที่ผ่านมา อันที่จริงเขารู้ทุกอย่างแต่เขาแค่ไม่อยากพูดดังนั้นคนที่เขาเลือกในท้ายที่สุดก็คือหวังหมิงซู
ถึงแม้ว่าหวังหมิงซูจะไม่ได้เป็นหัวหน้าเขตมาเป็นเวลานานก็ตามและเขาก็เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดแต่ทว่าเซินเฉาหยางก็เห็นว่าหวังหมิงซูทำอะไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและหวังหมิงซูก็ได้มอบผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่เขาได้รับให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาในทุกๆ ปีและนั่นเป็นสิ่งที่หัวหน้าเขตคนอื่นๆ ไม่สามารถซื้อใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้ แน่นอนว่าอย่าดูถูกการกระทำเล็กน้อยแบบนี้เพราะถึงแม้ว่าเงินอาจถูกแจกจ่ายและทุกคนจะไม่ได้มากมายนักแต่สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชามีความเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างแรงกล้าและพร้อมที่จะภักดี เป็นเพราะเหตุนี้เองที่เซินเฉาหยางรู้สึกว่าถ้าหวังหมิงซูสืบทอดตำแหน่งผู้นำองค์กรเทียนเต๋าจากเขาล่ะก็องค์กรเทียนเต๋าในอนาคตจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่เซินเฉาหยางไม่ได้คาดคิดมันจะลงเอยแบบนี้เพราะลูกชายของเขาเซินเจี๋ยที่อยู่ในประเทศสสหรัฐอเมริกาจะกลับมา เดิมทีเซินเฉาหยางคิดว่าเซินเจี๋ยไม่สนใจเรื่องขององค์กรเทียนเต๋าและไม่คิดว่าเซินเจี๋ยจะต้องการยึดครององค์กรเทียนเต๋าถึงขนาดนี้ เขาไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายของเขาจะฆ่าเขาเพื่อแย่งชิงอำนาจ นี่คือสิ่งที่เขาไม่ได้คาดหวังเพราะถึงแม้ว่าความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกจะไม่ค่อยดีนักแต่เซินเฉาหยางก็ไม่คิดว่าเซินเจี๋ยจะกล้าทำแบบนี้จริงๆ
พิธีงานศพของเซินเฉาหยานผู้นำและประธานใหญ่แห่งองค์กรเทียนเต๋าซึ่งเป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจของไต้หวัน ซึ่งแน่นอนว่างานศพครั้งนี้เป็นที่พูดคุยกันทั่วไต้หวัน ดังนั้นถึงแม้ว่าเซินเฉาหยางจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของไต้หวันหลายคนในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็ตามแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้ามาที่งานศพของเขาเลย อันที่จริงพวกเขายังชัดเจนมากว่าพิธีงานศพครั้งนี้จะไม่ง่ายเหมือนที่คิดเพราะจนถึงตอนนี้องค์กรเทียนเต๋ายังไม่ได้มีการยืนยันผู้นำคนต่อไปแต่อย่างใดและสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อนพวกเขาก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้นว่างานศพครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยการต่อสู้นองเลือดและมีคนจากองค์กรใต้ดินมากมายมาเข้าร่วม ด้วยเหตุนี้เหล่าเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจจึงไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมงานศพครั้งนี้
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะไม่มาเข้าร่วมแต่พิธีงานศพของเซินเฉาหยางก็ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าจับตามองเพราะบุคคลสำคัญเกือบทั้งหมดในแวดวงใต้ดินจะมารวมตัวกัน ไม่เพียงเท่านั้นแต่ผู้นำขององค์กรอื่นๆ ที่เคยติดต่อร่วมมือทำธุรกิจกับองค์กรเทียนเต๋าก็มาร่วมและบางองค์กรก็ส่งตัวแทนระดับสูงมา ด้วยเหตุนี้พิธีงานศพครั้งนี้จึงทำให้ทางรัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปยังถนนหลายสายรอบนอกงานศพของเซินเฉาหยางและปิดกั้นถนนสายหลักและห้ามไม่ให้ยานพาหนะเข้าและออกทั้งหมด
หัวหน้าเขตทั้งสิบสองยกเว้นเหวินปินที่เสียชีวิตไปแล้วต่างก็มาร่วมงานเช่นกัน ส่วนชางหมิงเขาก็อยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างเป็นธรรมชาติและแฝงตัวเข้ามาอย่างเงียบๆ แน่นอนว่าหวังหมิงซูเองก็ได้เตรียมการเอาไว้แล้วแต่หวังหมิงซูไม่ทราบว่าแคสเปอร์เจคส์กับทหารรับจ้างอินทรีขาวถูกกำจัดไปหมดแล้วในเวลานี้ ดังนั้นหวังหมิงซูจึงขอให้เฉินโม่ส่งคนเข้ามาแฝงในแก๊งค์ของเขาเพื่อเข้าไปในพิธีงานศพท่ามกลางฝูงชน ซึ่งตราบใดที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงพวกเขาก็จะเริ่มดำเนินการทันที
พิธีแรกผู้คนในองค์กรก็ไปไว้อาลัยเซินเฉาหยางทีละคนจากนั้นบางคนจากองค์กรอื่นๆ ก็เข้ามาไว้อาลัยตามลำดับ แน่นอนว่าที่นี่มีจำนวนคนมากเกินไปดังนั้นโดยทั่วไปแล้วพวกเขาจึงส่งตัวแทนของแต่ละองค์กรและแต่ละแก๊งค์มาไว้อาลัยเท่านั้น แต่ขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเช่นกัน
โจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็ส่งคนมาร่วมพิธีงานศพของเซินเฉาหยางเช่นกันแต่พวกเขาไม่ได้มาเพื่อแสดงความเสียใจใดๆ ซึ่งส่วนใหญ่เขาส่งคนมาพร้อมกับทัศนคติแบบเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้นเพราะพวกเขาต้องการให้เซินเฉาหยางตายก่อนกำหนดอยู่แล้ว ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วพวกเขาจะไม่รู้สึกเสียใจกับการตายของเซินเฉาหยางแต่อย่างใด พวกเขายังรู้ดีว่าต้องมีการต่อสู้ที่นองเลือดในพิธีงานศพครั้งนี้ด้วยและพวกเขาก็กำลังรอชมการแสดงที่ดีแทนที่จะไปร่วมงานศพ
เย่เชียนก็อยู่ท่ามกลางฝูงชนเช่นกันเนื่องจากที่นี่มีตำนวนคนมากดังนั้นเซินเจี๋ยจึงไม่สังเกตเห็นว่าเย่เชียนอยู่ที่นี่ด้วยและเขาก็ไม่คิดว่าเย่เชียนยังไม่ตายและไม่คิดว่าเย่เชียนจะเป็นผู้บงการเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างอีกด้วย ด้วยคำพูดของโฆษกงานศพนั้นผู้หญิงที่มีเสน่ห์คนหนึ่งก็เดินเข้าไปในห้องโถงงานศพและสีหน้าของเย่เชียนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะและขมวดคิ้วเพราะผู้หญิงคนนี้คือผู้หญิงที่ชื่อหลัวอวี่ที่เขาพบที่สนามบินเมื่อสองวันก่อนและยังเป็นหนึ่งในนักฆ่า ‘สายลม สายหมอก สายฝน สายฟ้า’ ที่จินเหว่ยห่าวเรียกอีกด้วย หลังจากมึนงงเล็กน้อยเย่เชียนก็โล่งใจเพราะตระกูลจินมีสถานะที่สูงมากในประเทศจีนและไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะมีธุรกิจบางอย่างกับเซินเฉาหยางและเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะส่งคนไปมาไว้อาลัยเซินเฉาหยางในครั้งนี้
หลังจากที่หลัวอวี่โค้งคำนับคิ้วของเธอก็กระตุกและพบเย่เชียนท่ามกลางฝูงชนทันที ความรู้สึกนั้นทำให้เย่เชียนตกใจอย่างมากเพราะที่นี่มีผู้คนมากมายและแม้แต่เซินเจี๋ยก็ไม่สังเกตเห็นเขาแต่หลัวอวี่กลับค้นพบเขาได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากเย่เชียนรู้แล้วว่าหลัวอวี่เป็นหนึ่งในนักฆ่าที่เก่งที่สุดของตระกูลจินแล้วเย่เชียนจึงเข้าใจได้ว่าเธอมีความสามารถในการสังเกต ดังนั้นหลัวอวี่จึงยิ้มไปทางเย่เชียนและค่อยๆ เดินไปหาเย่เชียนแล้วนั่งลงข้างๆ เขา
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะถูกลิขิตให้พบกันจริงๆ ..ฉันเจอนายอีกครั้งแล้วเพราะงั้นนายคงจะจำสิ่งที่นายสัญญากับฉันได้ใช่มั้ย?” หลัวอวี่พูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย อย่างไรก็ตามดวงตาของเธอก็ไม่ได้มองมาที่เย่เชียนแต่ยังคงมองตรงไปข้างหน้าและขยับเพียงริมฝีปากเท่านั้นและเสียงของเธอก็เบามากแต่มันส่งผ่านไปยังหูของเย่เชียนอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินแบบนั้นหลัวอวี่ก็เหลือบมองเย่เชียนด้วยความว่างเปล่าแล้วพูดว่า “นายเป็นผู้ชายที่เข้าใจยากจริงๆ ..ทำไมล่ะฉันไม่มีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดเลยเหรอ?”
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่จริงเลยพี่อวี่มีเสน่ห์มาก..ผมคิดว่าผู้ชายคนไหนๆ ก็อยากจะเข้าใกล้คุณ..คุณเกิดมาเพื่อเป็นปีศาจสาวจริงๆ ..แต่น่าเสียดายที่ผมเกิดมาเป็นต้นไม้ตายซากเพราะการเห็นผู้หญิงสวยๆ ก็ไม่ต่างจากการดูก้อนธรรมดาๆ เพราะงั้นอย่าคาดหวังให้ผมคิดเรื่องไร้สาระกับคุณแบบนั้นเลย”
คำพูดของเย่เชียนค่อนข้างหนักหน่วงและถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะดูเรียบง่ายแต่เมื่อผู้คนได้ยินมันหมายถึงการดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามหลัวอวี่ไม่ได้โกรธเพียงแค่มองเย่เชียนแล้วพูดว่า “นายช่างพูดจริงๆ นะ..นายไม่มีศีลธรรมในปากของนายบ้างเลยเหรอ?” เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและไม่สนใจ หลังจากหยุดไปชั่วขณะหลัวอวี่ก็พูดต่อ “ฉันไม่คิดว่านายจะมาร่วมงานศพด้วย..ว่าแต่นายมาที่นี่เพื่อดูละครหรือแสดงละครกันล่ะ?”
“แล้วคุณคิดว่าไง?” เย่เชียนถามกลับโดยไม่ตอบ
“ฉันคิดว่านายไม่น่าจะมีเวลามานั่งดูการแสดงไร้สาระหรอก..นายน่ะมาที่นี่เพื่อสั่นคลอนไต้หวันใช่มั้ย?” หลัวอวี่พูด
“รอดูเดี๋ยวก็รู้เอง” เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบเธอโดยตรง “และคุณล่ะคงจะไม่ใช่แค่มาร่วมงานศพของเซินเฉาหยางตามปกติใช่มั้ยล่ะ? ..คุณถึงกับต้องบินมาที่ไต้หวันแบบนี้มันเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจล่ะ?”
หลัวอวี่ยิ้มเล็กน้อยและพูด “ดูเหมือนว่านายจะตรวจสอบรายละเอียดของฉันแล้วสินะ..ข่าวกรองของนายเนี่ยรวดเร็วดีจริงๆ ..แต่มันคงไม่ง่ายเลยที่จะค้นหารายละเอียดของฉันได้ดูเหมือนว่านายจะมีความสามารถจริงๆ สินะ..สมควรแล้วที่เป็นราชาหมาป่าเย่เชียนผู้นำองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าราชาแห่งโลกทหารรับจ้างผู้ยิ่งใหญ่”
“ดูเหมือนว่าการคาดเดาของผมจะถูกจริงๆ ..คุณมาที่นี่เพื่อตามหาผมใช่มั้ย?” เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูด
“ดูเหมือนนายจะไม่มีเจตนาฆ่าเลยนะ..นายไม่อยากฆ่าฉันงั้นเหรอ?” หลัวอวี่ยิ้มเล็กน้อยโดยไม่แสดงอาการกลัวใดๆ แล้วพูด
“มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตอบคำถามของผมยังไง..ถึงแม้ว่าพี่จินจะขอร้องให้ผมไม่ฆ่าคุณก็ตาม..แต่สุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินใจก็คือผมอยู่ดี” เย่เชียนพูด
“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ” หลัวอวี่พูด “นายคิดว่าฉันมาหานายทำไมล่ะ? ..ถ้าฉันมาหานายเพราะเรื่องของตระกูลจินล่ะนายจะทำอะไรฉันหรือเปล่า? ..อีกอย่างถ้าฉันตะโกนบอกทุกว่านายอยู่ที่นี่ล่ะก็ชีวิตของนายคงจะต้องจบลงที่นี่ใช่มั้ยล่ะ?”