ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1200 การแสดงของเซินเจี๋ย (1)
ตอนที่ 1200 การแสดงของเซินเจี๋ย (1)
………………..
เย่เชียนยิ้มแล้วส่ายหัวเพราะเขาไม่สามารถรับประกันได้เลยว่าหลัวอวี่จะไม่ทำสิ่งที่เธอพูด ถ้าเธอทำแบบนั้นจริงๆ เธอคงจะสามารถดึงดูดสายตาของผู้คนให้หันมามองเธอกับเขาได้อย่างง่ายดายใช่ไหม? หากเป็นแบบนั้นจริงๆ สถานการณ์คงจะควบคุมไม่ได้จริงๆ
นอกจากนี้หลัวอวี่ยังไม่ตอบคำถามของเขาโดยตรงซึ่งทำให้เย่เชียนประหลาดใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการมาที่ไต้หวันของเธอเพื่อตามหาเขาในครั้งนี้ เป็นเพราะตระกูลจินรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับจินเหว่ยห่าวและต้องการฆ่าเขาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตหรือพวกเขาต้องการให้หลัวอวี่เกลี้ยกล่อมเขาไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของตระกูลจินกันแน่? อย่างไรก็ตามสำหรับเย่เชียนมันนั้นไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นแบบไหนเพราะเนื่องจากเขาสัญญากับจินเหว่ยห่าวเอาไว้แล้วดังนั้นเย่เชียนจึงต้องทำตามที่เขาสัญญาเอาไว้ ถึงแม้ว่าจินเหว่ยห่าวจะยังไม่ถือว่าเขาเป็นพี่น้องอย่างแท้จริงจนถึงตอนนี้แต่บางทีอาจเป็นแค่พี่น้องครึ่งเดียวและความสัมพันธ์แบบร่วมมือครึ่งนึงก็เป็นได้ แต่เย่เชียนสามารถเข้าใจจินเหว่ยห่าวได้ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเขาสามารถทำให้จินเหว่ยห่าวไว้วางใจและถือว่าเขาเป็นพี่น้องที่จริงใจต่อกัน ซึ่งถึงแม้ว่าเย่เชียนจะสนใจเรื่องผลประโยชน์แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือความเป็นพี่น้อง แน่นอนว่าถ้าหากเขาเลือกที่จะร่วมมือกับจินเหว่ยห่าวและมันสำเร็จล่ะก็เย่เชียนจะได้รับผลประโยชน์มากมายและยังสามารถใช้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเป็นสะพานเข้าสู่ประเทศรัสเซียได้ ประกอบกับความจริงที่ว่ามีคลูลอฟส์อังเดรอยู่แล้วในประเทศรัสเซียดังนั้นทุกอย่างจะราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ตามเย่เชียนไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เพราะการช่วยให้จินเหว่ยห่าวประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่สิ่งที่มีค่ามากกว่าคือความเป็นพี่น้องกับจินเหว่ยห่าวนั่นเอง
เมื่อเย่เชียนกำลังจะพูดจู่ๆ เสียงของเซินเจี๋ยก็ดังขึ้น “วันนี้เป็นงานศพของพ่อผมและผมอยากจะขอบคุณเพื่อนๆ พี่น้องจากทั่วทุกมุมโลกที่มาไว้อาลัยพ่อของผม..องค์กรเทียนเต๋าของเราไม่สามารถมีทุกวันนี้ได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากมิตรสหายทุกท่าน..วันนี้ผมอยากให้ทุกท่านจากทั่วทุกมุมโลกเป็นสักขีพยานในการเลือกประธานคนต่อไปขององค์กรเทียนเต๋า!” เซินเจี๋ยพูด “ผมขอบอกพวกคุณก่อนว่าประธานคนต่อไปขององค์กรเทียนเต๋าคือหนึ่งในหัวหน้าเขตทั้งสิบสองโดยการพิจารณาที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลและใครก็ตามที่มีผลงานดีที่สุดในช่วงเวลานี้เขาจะได้เป็นประธานคนต่อไป..เพราะงั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะประกาศผล”
ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เซินเจี๋ยยกเว้นคนจากองค์กรเทียนเต๋าที่รู้สึกไม่สบายใจเพราะพวกเขาส่วนใหญ่รู้ว่านี่เป็นเพียงการแสดงละครเท่านั้น ส่วนหัวหน้าเขตทั้งสิบสองไม่มีใครพูดและเหวินปินก็ตายไปแล้วดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าตอนนี้มีหัวหน้าเขตเพียงสิบเอ็ดคนเท่านั้น ยกเว้นหวังหมิงซูและชางหมิงแล้วคนที่เหลือจะกล้าพูดอะไรได้? พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเพราะชางหมิงถูกลอบสังหารโดยไม่มีเหตุผลและมีความโกลาหลและการปะทะครั้งใหญ่ในเขตของเขาตามมาด้วยการตายของเหวินปิน ดังนั้นตามความเห็นของพวกเขาหวังหมิงซูน่าจะเป็นคนเดียวที่สามารถนั่งบนเก้าอี้ตำแหน่งประธานคนต่อไปได้และหวังหมิงซูก็ให้การสนับสนุนเซินเจี๋ยอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นหากพวกเขาออกมาโต้แย้งล่ะก็นั่นก็เท่ากับการแสวงหาความตายไม่ใช่เหรอ? พวกเขาจะทิ้งชีวิตของตัวเองที่นี่เพื่อตำแหน่งประธานงั้นเหรอ?
สายตาของเซินเจี๋ยกวาดไปทั่วทุกที่และเขาก็พอใจมากเมื่อเห็นว่าไม่มีใครลุกขึ้นยืน หลังจากที่ชางหมิงเสียชีวิตไปแล้วก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้งเขาอีกต่อไป จากนั้นสายตาของเซินเจี๋ยก็เหลือบมองไปยังชายชราสองสามคนข้างๆ เขาอย่างเงียบๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการบอกเป็นนัยๆ ถึงพวกเขา
ความหมายนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วและเย่เชียนก็รู้ว่าเซินเจี๋ยกำลังคิดอะไรอยู่เพราะในปัจจุบันไม่มีหัวหน้าเขตคนไหนออกมาโต้แย้งอีกต่อไปและตราบใดที่มีคนสามารถสนับสนุนเขาล่ะก็เขาจะให้หวังหมิงซูออกมาสนับสนุนเขาและเมื่อถึงเวลานั้นใครในองค์กรเทียนเต๋าจะกล้าต่อต้านเขา?
ชายชราที่อยู่ข้างๆ เซินเจี๋ยก็เข้าใจและหนึ่งในนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วไอสองสามครั้งและพูดว่า “นายน้อยเซินอันที่จริงพวกเราสนับสนุนนายน้อยเสมอเพราะงั้น…”
ก่อนที่คำพูดนั้นจะจบลงทันใดนั้นชายวัยกลางคนก็เดินออกมาจากฝูงชนแล้วยิ้มอย่างดูถูกและพูดว่า “จะสนับสนุนให้เป็นประธานขององค์กรเทียนเต๋างั้นเหรอ? ..พวกคนเฒ่าคนแก่อย่างคุณหุบปากเอาไว้จะดีกว่า..พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาพูดอะไรที่นี่!”
เมื่อเห็นคนที่ปรากฏตัวออกมาเซินเจี๋ยก็ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดและรีบพูดด้วยความประหลาดใจว่า “คุณ..ทำไมคุณถึง”
“ทำไมฉันถึงยังไม่ตายใช่มั้ย?” ชางหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพูดว่า “ฉันมีชะตากรรมที่ต้องต่อสู้อยู่และฉันก็ยังไม่สามารถตายได้โดยที่วิญญาณของประธานเซินยังไม่ถูกปลดปล่อยจากลูกชายอกตัญญูอย่างแก!..เพราะงั้นฉันยังตายไม่ได้ถ้าฉันยังไม่ได้เปิดเผยแผนชั่วๆ ของแกซะก่อน!”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเซินเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและเขาก็ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติและคิดกับตัวเองว่าไม่น่าแปลกใจเลยที่เหวินปินไม่สามารถโจมตีเขตของชางหมิงได้และคนของเหวินปินทั้งหมดก็ถูกกำจัด แท้ที่จริงแล้วปรากฏว่าชางหมิงยังไม่ตายแต่แกล้งตายโดยกลอุบายแบบนี้เอง นอกจากนี้ดูเหมือนว่าชางหมิงจะรู้อะไรบางอย่างอีกด้วยดังนั้นใบหน้าของเซินเจี๋ยจึงมืดมนลงอย่างมาก จากนั้นเซินเจี๋ยก็เสแสร้งเล่นละครพูดว่า “ในเมื่อหัวหน้าเขตชางยังไม่ตายนั่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด..แต่ผมอยากจะถามอะไรคุณบางอย่างเพราะระหว่างการประชุมผมได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่าทุกคนต้องมีความยุติธรรมในการแข่งขันและไม่ควรใช้วิธีการสกปรกแต่คุณแกล้งตายและแอบฆ่าหัวหน้าเขตเหวินจากนั้นก็ฆ่าคนของเขาทั้งหมด..คุณมีอะไรจะแก้ตัวหรือเปล่า?”
“แก้ตัวงั้นเหรอ?” ชางหมิงกล่าวว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าใครที่ต้องการจะฆ่าฉันและนอกจากนี้เหวินปินก็เป็นคนที่เล่นสกปรกก่อนโดยการส่งคนทั้งหมดของเขาไปถล่มเขตของฉัน!..แบบนั้นแกคิดว่าฉันจะต้องกลัวจนหัวหดและไม่กล้าโต้ตอบงั้นเหรอ? ..ถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะยืนหยัดในอนาคตได้ยังไง? ..นอกจากนี้ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในครั้งนี้เพราะฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าหัวหน้าเขตเหวิน!”
หลังจากหยุดไปสักพักชางหมิงก็พูดต่อ “นอกจากนี้ถึงแม้ว่าประธานเซินจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตามฉันก็เชื่อว่าเขาคงไม่โทษที่ฉันจะฆ่าเหวินปินหรอกเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาสิ่งที่ตาแก่เหวินปินทำนั้นก็ชัดเจนสำหรับทุกคนอยู่แล้ว..ตั้งแต่ประธานคนแรกขององค์กรเทียนเต๋าก่อตั้งองค์กรขึ้นมาเขาก็ออกกฎอย่างเข้มงวดว่าห้ามทุกคนในองค์กรแตะต้องยาเสพติดแต่เหวินปินกลับเพิกเฉยต่อกฎที่เข้มงวดขององค์กรและทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการส่วนตัวมานานหลายปี”
เซินเจี๋ยก็ถอนหายใจอย่างเย็นชาและพูดว่า “ตอนนี้หัวหน้าเขตเหวินตายไปแล้วและเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกต่อไปแต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องของหัวหน้าเขตชาง..ที่คุณออกมาพูดแบบนี้เพราะคุณต้องการตำแหน่งผู้นำองค์กรงั้นเหรอ?”
“ฉันไม่สนใจตำแหน่งนี้หรอกฉันแค่ไม่ต้องการให้แผนการชั่วๆ ของแกประสบความสำเร็จก็เท่านั้นเอง” ชางหมิงพูด “ความจริงที่แกต้องการเป็นผู้นำขององค์กรเทียนเต๋านั้นจะต้องถูกเปิดเผยและฉันต่อต้านมันด้วยมือทั้งสองข้างของฉันเว้นแต่แกจะฆ่าฉันซะก่อน..แต่ตราบใดที่ยังฉันอยู่ที่นี่แกอย่าคิดแม้แต่จะได้นั่งในตำแหน่งนั้นเลย”
เซินเจี๋ยขมวดคิ้วและพูดว่า “งูอยู่ไม่ได้ถ้าหากไม่มีหัวเพราะงั้นองค์กรเทียนเต๋าก็ไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีผู้นำ!..ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะเป็นประธานแล้วคุณมาคัดค้านทำไม?”
“หืม..ฉันแค่ต้องการทำตามความประสงค์ที่ประธานเซินจะทำตอนที่เขายังไม่ตาย..ซึ่งใครก็ตามที่ท่านประธานเซินต้องการให้เป็นผู้นำองค์กรคนต่อไปล่ะก็คนๆนั้นก็จะได้เป็นประธานและฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น” ชางหมิงพูด
“พ่อของผมเสียไปอย่างกะทันหันเพราะงั้นเขาก็เลยไม่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้เลย..ถ้ามีล่ะก็ผมจะทำตามความประสงค์ของพ่ออย่างแน่นอน” เซินเจี๋ยพูดและขณะที่พูดเซินเจี๋ยก็มองไปที่หวังหมิงซู ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเซินเจี๋ยต้องการให้หวังหมิงซูพูดเพราะในเวลานี้คำพูดของเขาเพียงอย่างเดียวก็ดูไม่ค่อยน่าเชื่อนักดังนั้นถ้าหากหวังหมิงซูออกมาแสดงการสนับสนุนของเขาในตอนนี้ล่ะก็เขาจะต้องสามารถชนะได้อย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้มีชางหมิงเพียงคนเดียวที่ต่อต้านเขาและหัวหน้าเขตที่เหลือก็กำลังเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใจจดใจจ่อ เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนี้เท่านั้น
หวางหมิงซูก็หัวเราะอย่างเย็นชาและก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วพูดว่า “เหอะๆ ..นายน้อยผมมีเรื่องจะถามคุณ!”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเซินเจี๋ยก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและดูเหมือนจะตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติเพราะน้ำเสียงของหวังหมิงซูทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากและเขาก็แอบสงสัยว่าหวังหมิงซูจะทรยศเขาหรือไม่? ถึงแม้ว่าเขาจะป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็ตามแต่เขาก็ยังต้องแปลกใจเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้อย่างกะทันหัน “ถ้าหัวหน้าเขตหวังมีคำถามอะไรก็ถามมาได้เลย..ถ้าผมตอบได้ผมก็จะตอบตามความจริง” เซินเจี๋ยกล่าว
หวังหมิงซูก็พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ก่อนอื่นผมต้องการทราบว่าสิ่งที่หัวหน้าเขตชางพูดนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า..นายน้อยเป็นคนส่งลูกน้องไปลอบสังหารหัวหน้าเขตชางงั้นเหรอ?”
เซินเจี๋ยก็ขมวดคิ้วและพูดว่า “แล้วคุณคิดว่าไง?” เซินเจี๋ยไม่ตอบคำพูดของหวังหมิงซูโดยตรงแต่คำพูดของเขาเต็มไปด้วยการยั่วยุ แต่เขาจะต้องรักษาสมาธิและอารมณ์เอาไว้ไม่อย่างนั้นเขาเองที่จะเป็นฝ่ายแพ้
“ช่างเถอะถ้างั้นเรามาพูดถึงคำถามอื่นกันดีกว่า” หวังหมิงซูไม่ได้สนใจกับคำถามที่ไม่จำเป็นนี้ต่อไปเพราะนี่เป็นเพียงคำกล่าวเปิดประเด็นเท่านั้น “มีข่าวลือไปทั่วว่านายน้อยเป็นคนฆ่าท่านประธานเซินนั่นคือเรื่องจริงหรือเปล่า?” ในตอนนี้หวังหมิงซูเริ่มกดดันเซินเจี๋ยทีละขั้นจนชางหมิงซึ่งอยู่ด้านข้างก็ยืนกอดอกอย่างสบายๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขากำลังรอชมการแสดงที่ดีอยู่
“แล้วคุณเชื่อข่าวลือไร้สาระแบบนั้นงั้นเหรอ? ..ผมจะฆ่าพ่อของตัวเองได้ยังไงกันมันจะไม่ตลกไปหน่อยเหรอ? ..นอกจากนี้ทำไมผมถึงต้องทำแบบนั้นด้วย?” เซินเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“ถึงแม้ว่าข่าวลืออาจจะไม่น่าเชื่อถือแต่ก็ไม่มีกำแพงใดๆ ในโลกที่สามารถปิดบังความจริงได้อยู่ดี” หวังหมิงซูพูด “ผมแค่ต้องการให้นายน้อยตอบคำถามและไม่ว่านายน้อยจะเป็นคนฆ่าประธานเซินหรือไม่ก็ตามคุณก็แค่ตอบคำถามมาก็เท่านั้นเอง!”