ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1224
ตอนที่ 1224 การหารือของสามขั้วอำนาจแห่งไต้หวัน (1)
………………..
อารมณ์ของหลงซือยังไม่ค่อยดีนักและอาจเป็นเพราะภรรยาของเขาเพราะในฐานะผู้นำองค์กรซูเหลียนแล้วเขากลับถูกลูกบุญธรรมและภรรยาแทงข้างหลังซึ่งทำให้เขายอมรับไม่ได้และรู้สึกหดหู่อย่างมาก ซึ่งถ้าเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่โลกภายนอกล่ะก็ในอนาคตเขาจะยืนหยัดอย่างยิ่งใหญ่ได้ยังไง?
ถึงแม้ว่าฉีตงจะตายไปแล้วและผู้หญิงคนนั้นก็ถูกหลงซือส่งไปลงนรกตามฉีตงไปแล้วหลังจากได้รับบทเรียนที่โหดร้ายจากเขาแต่ทว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดสองคนทรยศหักหลังเขาแบบนี้จึงทำให้ความเจ็บปวดในเรื่องนี้ไม่สามารถจินตนาการได้เลย
เย่เชียนเข้าใจอารมณ์ของหลงซือได้อย่างดีดังนั้นเย่เชียนจึงไม่รู้สึกไม่พอใจกับการแสดงออกที่ไม่แยแสของหลงซือแต่อย่างใดเพราะนี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ประธานหลงรอก่อนนะครับเพราะยังมีอีกคนที่ยังมาไม่ถึง..คุณหลงอยากดื่มอะไรก่อนไหมครับ?”
หลงซือโบกมือแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรคุณเย่..ว่าแต่จะมีใครมาอีกงั้นเหรอ? ..การที่คุณเย่จัดประชุมลับแบบนี้มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? ..คุณคงไม่ได้พยายามใช้โอกาสนี้เพื่อฆ่าผมหรอกใช่มั้ย?” แน่นอนว่าหลงซือเองก็คิดแบบนี้จริงๆ เพราะก่อนที่เขาจะมาที่นี่เขาก็ครุ่นคิดและไตร่ตรองอยู่สักพักใหญ่ๆ เพราะเขาพอจะรู้มาบ้างเกี่ยวกับสิ่งที่องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเย่เชียนก็ปรากฏตัวขึ้นในไต้หวันดังนั้นเย่เชียนจะต้องมีจุดประสงค์อะไรกับองค์กรซูเหลียนของเขาอย่างแน่นอนและนั่นก็ทำให้เขามีความกังวลอยู่ในใจและด้วยเหตุนี้เขาจึงพาลูกน้องจำนวนมากมาด้วยและให้รออยู่ที่ข้างนอกรอบๆ โรงแรมและแน่นอนว่าเพื่อไม่ให้เย่เชียนรู้เขาจึงสั่งให้คนของเขาใส่ชุดธรรมดาเหมือนประชาชนคนทั่วไปและตราบใดที่มีบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่พวกเขาจะรีบมาทันที
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า “ประธานหลงครับคุณพูดอะไรของคุณ..ผมจะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง..ผมก็แค่มีสิ่งที่สำคัญที่ต้องการจะหารือกับพวกคุณและมันก็เป็นเพียงการพูดคุยกันเท่านั้นแต่ตอนนี้เรายังไม่ครบองค์ประชุมเพราะงั้นประธานหลงช่วยรออีกสักหน่อยนะครับ”
หลงซือพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “เขาเป็นใครกัน? ..เขากล้าให้พวกเรารอเขาที่นี่เลยงั้นเหรอ? ..ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่หยิ่งผยองพอสมควรเลยนะ” เย่เชียนทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดเสียดสีดังกล่าวและได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น
“กำลังนินทาฉันอยู่สินะ!” เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นประตูห้องส่วนตัวก็ถูกผลักเปิดออกและโจวเจิ้งผิงก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้พบกับเย่เชียนและเขาก็ไม่เคยคิดว่าเย่เชียนจะใช้โอกาสนี้เพื่อกำจัดเขาดังนั้นเขาจึงพาลูกน้องคนสนิทมาแค่สองคนเท่านั้น
เมื่อเห็นหลงซือนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวสีหน้าของโจวเจิ้งผิงก็ตกตะลึงทันทีและคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน แน่นอนว่าหลงซือเองก็ตกตะลึงเหมือนกันและเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าคนที่มาจะเป็นโจวเจิ้งผิง เมื่อเห็นแบบนั้นโจวเจิ้งผิงก็หันไปมองเย่เชียนแล้วถามว่า “น้องเย่มันเกิดอะไรขึ้น? ..เขามาที่นี่ทำไม?” โจวเจิ้งผิงถาม
“ทำไมผมจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ล่ะ..ที่นี่ไม่ใช่เขตขององค์กรสามมุมเมืองของคุณสักหน่อย..เพราะงั้นคุณจะมาที่นี่ได้คนเดียวงั้นเหรอ?” หลงซือพูดอย่างเย้ยหยัน
สักพักบรรยากาศในห้องส่วนตัวก็ตึงเครียดทันทีและเย่เชียนก็ยิ้มอย่างขมขื่นเพราะดูเหมือนว่าทั้งสองคนนี้จะเป็นศัตรูตัวฉกาจกันจริงๆ และพวกเขาก็ขัดแย้งกันทันทีที่พวกเขาพบกัน อย่างไรก็ตามเพื่อความก้าวหน้าของสิ่งต่างๆ เย่เชียนก็ต้องอดทนเอาไว้เท่านั้น
เย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พวกคุณทั้งสองคนนั่งลงก่อนเถอะครับ..ถึงยังไงเราก็คนกันเอง..อันที่จริงแล้วที่วันนี้ผมขอให้พวกคุณทั้งสองคนมาที่นี่ก็เพื่อสร้างสันติให้กับพวกคุณทั้งสองและแก้ไขความขัดแย้งของพวกคุณ..ซึ่งนี่มันไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงและอำนาจและมันก็ไม่คุ้มที่ทุกคนจะสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายใช่มั้ยครับ?”
โจวเจิ้งผิงก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจ ซึ่งเขารู้แผนการของเย่เชียนเพราะเย่เชียนพูดอย่างชัดเจนในตอนแรกว่าจะช่วยเขาจัดการกับองค์กรซูเหลียนแต่ตอนนี้เย่เชียนกลับต้องการทำให้เขากับหลงซือสงบศึกและจับมือกัน ดังนั้นจึงทำให้โจวเจิ้งผิงประหลาดใจอย่างมากและมีความโกรธในใจของเขา ในตอนนี้โจวเจิ้งผิงก็มองไปที่เย่เชียนแต่ไม่ได้พูดแต่ก็มีความหมายที่ชัดเจนในสายตาของเขาเพื่อให้เย่เชียนอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
“คืออย่างนี้ครับพี่ใหญ่โจวผมได้ชี้แจงให้ประธานหลงทราบเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แล้วและเขาก็รู้เรื่องของฉีตงแล้วด้วย..ซึ่งเดิมทีเขาคิดว่าเป็นฝีมือของพี่ใหญ่โจวเพราะงั้นผมก็เลยบอกความจริงทั้งหมดไปเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและเปลี่ยนจากการต่อสู้เป็นผลประโยชน์ร่วมกันเพราะถ้าปัญหามันร้ายแรงเกินไปมันจะไม่เป็นผลดีกับทุกคนใช่มั้ย? ..พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่เพราะนี่มันคือยุคแห่งการต่อสู้แข่งขันและหลังจากที่พวกเราทุกคนต่อสู้ดิ้นรนกันมานานหลายปีพวกเราทุกคนก็อยากที่จะนั่งดูสิ่งต่างๆ อย่างหมดความกังวลเพราะงั้นผมก็เลยถือโอกาสนี้เชิญพวกคุณมาปรึกษาหารือและสร้างสันติให้พวกคุณ..แบบนี้พวกคุณจะได้ปรับความเข้าใจกันได้” เย่เชียนพูดอย่างจริงใจแต่เขาบอกเรื่องของฉีตงด้วยความคลุมเครือ อย่างไรก็ตามถ้าโจวเจิ้งผิงรู้ว่าเย่เชียนฆ่าฉีตงแล้วทำให้เขาต้องรับผิดชอบล่ะก็สิ่งต่างๆ อาจจะแย่ลงและซับซ้อนขึ้น ดังนั้นเย่เชียนเชื่อว่าโจวเจิ้งผิงจะไม่ถามคำถามต่อไปและหลังจากความคลุมเครือนี้หลงซือเองก็จะไม่พูดเพราะเขาเองก็มีความชัดเจนอยู่ในใจอยู่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น
อย่างไรก็ตามสีหน้าของโจวเจิ้งผิงก็ยังคงมืดมนอยู่เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้เพราะเขารู้สึกว่าเย่เชียนหลอกลวงเขาดังนั้นเขาจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์แต่เขาก็ยังคงนั่งลงและพูดว่า “แล้วน้องเย่จะสร้างสันติยังไงล่ะเพราะความขัดแย้งระหว่างองค์กรสามมุมเมืองกับองค์กรซูเหลียนไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันหรือสองวันและนายคิดว่าฉันอยากจะจับมือกับเขางั้นเหรอ?”
“แล้วคุณคิดว่าผมต้องการจับมือกับคุณหรือไง? ..โจวเจิ้งผิงอย่าคิดว่าองค์กรสามมุมเมืองของคุณในเวทีการเมืองจะมีอิทธิพลแล้วผมจะกลัวนะเพราะถ้าคุณต้องการเล่นกับองค์กรซูเหลียนของผมล่ะก็เราได้เห็นดีกันแน่!” หลงซือพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “คุณคิดว่าคุณอยู่ในรัฐบาลแล้วผมจะไม่กล้าเผชิญหน้ากับคุณหรือไง?”
“หลงซือ? ..นี่คุณอยากจะประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับองค์กรสามมุมเมืองงั้นเหรอ” โจวเจิ้งผิงพูดอย่างโกรธเคือง
เย่เชียนยิ้มอย่างเขินอายและรู้สึกหมดหนทางเมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ จากนั้นหวังหมิงซูก็เอ่ยปากขึ้นมาว่า “ขอโทษนะครับพวกคุณทั้งสอง..พวกคุณเป็นรุ่นใหญ่ในวงการและผมก็รู้ว่าเด็กอย่างผมไม่มีสิทธิ์พูดในแบบนี้แต่ผมเองก็หวังว่าผู้อาวุโสทั้งสองจะละทิ้งอคติและความขัดแย้งเอาไว้ชั่วคราวและฟังคุณเย่อธิบายก่อนแล้วค่อยตัดสินใจกันทีหลัง..ผมคิดว่ามันยังไม่สายเกินไปที่พวกคุณจะตัดสินใจกันอีกทีนะครับ”
“หวังหมิงชู!..อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเอ็งน่ะเป็นคนของเย่เชียน” โจวเจิ้งผิงพูด “น้องเย่ฉันประเมินนายต่ำเกินไปจริงๆ ..นายกล้าเล่นกับฉันแบบนี้เลยงั้นเหรอ? ..นายคิดว่าพอนายควบคุมองค์กรเทียนเต๋าได้แล้วนายจะเขี่ยฉันทิ้งง่ายๆ น่ะเหรอ?”
“พี่ใหญ่โจวพูดอะไรของคุณกัน..ผมจะไปทำแบบนั้นได้ยังไง?” เย่เชียนพูด “ผมคิดว่าพี่ใหญ่โจวน่าจะรู้นะว่าที่ผมทำแบบนี้ก็เพื่อพวกเราทุกคน..ลองคิดดูนะว่าทุกวันนี้องค์กรของพวกคุณทั้งสองเป็นองค์กรที่ใหญ่มากและถ้าพวกคุณทำสงครามกันจริงๆ รัฐบาลของไต้หวันก็จะกวาดล้างพวกเราในที่สุดและใครบางคนจะต้องใช้โอกาสนี้เพื่อเพิ่มความสำเร็จทางการเมืองของพวกเขาและหลังจากนั้นพวกเราก็คงจะไม่มีพลังมากพอที่จะต่อต้านรัฐบาลได้..ตอนนี้พวกเราทุกคนเป็นแค่เบี้ยของรัฐบาลเท่านั้น..เพราะงั้นทั้งพี่ใหญ่โจวและประธานหลงต่างก็มีอิทธิพลในไต้หวันเพราะงั้นพวกคุณเต็มใจที่จะเป็นเบี้ยของคนอื่นงั้นเหรอ?”
“คุณเย่หมายความว่าไง?” หลงซือถาม
“ตอนนี้น่ะถึงแม้ว่าพี่ใหญ่โจวและประธานหลงจะเริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองกันแล้วแต่นั่นก็ยังไม่มากพอเพราะในไต้หวันมีอีกตั้งหลายฝ่ายเพราะงั้นพวกคุณคิดว่าตำแหน่งทางการเมืองสองสามตำแหน่งของพวกคุณมันเพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับรัฐบาลหรือเปล่าล่ะ? ..ถ้าวันใดวันหนึ่งเบื้องบนสั่งกวาดล้างองค์กรใต้ดินขึ้นมาล่ะพวกคุณจะทำยังไง? ..เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะเขี่ยพวกคุณลงจากตำแหน่งทางการเมืองใช่ไหมล่ะ?” เย่เชียนพูดต่อ “ทำไมเราถึงปล่อยให้พวกรัฐบาลจูงจมูกของเราล่ะ? ..ตอนนี้เท่าที่ผมรู้มามีจำนวนคนในวงการใต้ดินทั้งหมดประมาณ 300,000 คนในไต้หวันและนั่นก็ยังไม่นับแก๊งค์และองค์กรเล็กๆ ด้วย..เพราะงั้นด้วยกำลังรบขนาดนี้ทำไมเราถึงต้องเป็นตัวเบี้ยตัวหมากให้คนอื่นใช้ด้วยล่ะ? ..ทำไมเราถึงไม่คุมเกมในไต้หวันด้วยตัวเองซะเลย?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นโจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในความคิดและหลังจากหยุดไปสักพักโจวเจิ้งผิงก็พูดว่า “แล้วนายมีข้อเสนอแนะอะไรดีๆ มั้ยล่ะ?”
“ผมได้พูดเรื่องนี้กับพี่ใหญ่โจวคร่าวๆ ก่อนหน้านี้แล้วแต่มันก็ไม่ได้ละเอียดมากนัก..ถ้างั้นวันนี้เรามาพูดถึงรายละเอียดสำคัญกันเลยดีกว่า” เย่เชียนพูด “นี่เป็นความคิดของผมที่ว่าทั้งองค์กรเทียนเต๋า..องค์กรซูเหลียนและองค์กรสามมุมเมืองทั้งสามขั้วอำนาจจะยุบองค์กรลงและจัดตั้งองค์กรใหม่ให้เป็นองค์กรเดียวและรวบรวมแก๊งค์และองค์กรเล็กๆ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา..ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ความแข็งแกร่งและความสัมพันธ์ของทั้งสามขั้วอำนาจของเราแน่นแฟ้นและมีกำลังรบสูงสุดในไต้หวัน..ถ้าเป็นแบบนี้ใครจะกล้าเป็นคู่ต่อสู้ของเราได้อีก? ..ถ้าเราทำได้เราก็สามารถเข้าเวทีการเมืองกันได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีใครกล้าที่จะโต้แย้งพวกเราได้และเราจะมีอำนาจและนั่งในรัฐสภาและเข้าควบคุมสภานิติบัญญัติและออกกฎหมายและนโยบายของเราเองได้..แบบนั้นเราจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์กันเองและรับผลประโยชน์ร่วมกันไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ความคิดของนายน่ะดีมากแต่ไม่มีใครในรัฐสภาโง่ยกอำนาจให้พวกเราหรอก..ใครมันจะให้เราขึ้นสู่อำนาจได้ง่ายๆ กัน?” โจวเจิ้งผิงพูด “ฉันคิดว่ามันคงไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ”
“ใช่!..ฉันเองก็คิดว่าถ้าพวกเราเริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ยุบองค์กรล่ะก็พวกรัฐบาลกับกองทัพอาจจะเริ่มกวาดล้างพวกเราในทันทีเลยก็ได้..แบบนั้นมันจะเสี่ยงและไม่มีอะไรคุ้มเลยจริงๆ” หลงซือพูดและการที่พวกเขาทั้งสองคนมีความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์กันนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างมากและพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันและทั้งสองต่างก็ถอนหายใจด้วยความโกรธและหันหน้าหนีไปทันที
“มันยากอยู่แล้วเพราะถ้าไม่มีอะไรยากเลยมันก็น่าเบื่อน่ะสิ!” เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ยังไงก็เถอะในเมื่อผมกล้าเสนอแผนการแบบนี้ผมก็ต้องมีความมั่นใจว่าจะต้องทำได้อยู่แล้วเพราะงั้นตราบใดที่พี่ใหญ่โจวและประธานหลงสามารถร่วมมือกันได้ผมก็เชื่อว่าส่วนอื่นๆ จะไม่มีปัญหาอะไร”