ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1225 การหารือของสามขั้วอำนาจแห่งไต้หวัน (2)
ตอนที่ 1225 การหารือของสามขั้วอำนาจแห่งไต้หวัน (2)
………………..
แท้จริงแล้วสำหรับโจวเจิ้งผิงกับหลงซือนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาต้องการจะมีอำนาจและตัวตนทางการเมืองเพื่อปกป้องตัวเองและองค์กรของพวกเขาก็ตามแต่พวกเขาก็กลัวเสมอว่าถ้าหากมีอะไรผิดพลาดล่ะก็มันจะไม่คุ้มเสียเลย นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เช่นกันเพราะใครอยากจะทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงกัน? ยิ่งไปกว่านั้นข้อเสนอของเย่เชียนก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ดีเพราะถ้าสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเอาไว้ล่ะ? สำหรับพวกเขาแล้วการสูญเสียนั้นก็ใหญ่เกินไปกว่าที่จะรับไหว
“นี่คุณเย่กำลังเดิมพันอยู่งั้นเหรอ? ..อีกอย่างคุณไม่มีพลังและอำนาจในไต้หวันเลยเพราะงั้นถึงแม้ว่าคุณจะพลาดคุณก็ไม่เสียอะไรอยู่ดีแต่พวกเราน่ะแตกต่างจากคุณเพราะถ้าแผนการนี้ผิดพลาดพวกเราจะไม่เหลืออะไรเลย..เพราะงั้นคุณคิดว่าพวกเราจะเดิมพันกับคุณงั้นเหรอ?”
“จะเดิมพันหรือไม่มันขึ้นอยู่กับว่าพวกคุณสองคนคิดยังไง..ผมเชื่อว่าพวกคุณทั้งสองคนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในไต้หวันและผมก็เชื่อว่าพวกคุณยังมีความฝันที่ยังไปไม่ถึงอีกนับไม่ถ้วนเมื่อตอนที่พวกคุณยังหนุ่มยังแน่น..อาจเป็นเพราะบางอย่างที่ทำให้พวกคุณละทิ้งความฝันที่เหลือไปและพึงพอใจกับทุกวันนี้..ซึ่งที่สิ่งผมความหวังก็คือผมหวังว่าพวกคุณทั้งสองคนจะกลับมามีไฟเหมือนสมัยก่อนและกล้าที่จะเดิมพันสิ่งต่างๆ เพราะความสำเร็จมักจะเป็นของผู้กล้าเสมอ!” เย่เชียนพูด
“ความฝัน? ..ความฝันมันกินได้งั้นเหรอ? ..ใช่..ฉันยอมรับเลยว่าตอนที่ฉันยังหนุ่มๆ เหมือนกับนายฉันใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักสู้ที่เร่ร่อนไปทั่วโลกแต่ในความเป็นจริงแล้วฉันต้องก้มหัวให้กับใครหลายๆ คน..แน่นอนว่าเราไม่สามารถเห็นแก่ตัวเพราะความฝันของเราได้เพราะเรายังมีพี่น้องที่อยู่ภายใต้เราอีกมากมายและถ้าหากเราล้มเหลวขึ้นมาพี่น้องที่ต่อสู้เคียงข้างเรามาจะอยู่กันยังไง?” โจวเจิ้งผิงพูด
“ท่านประธานโจว..ประธานหลงครับ..ผมขอโทษที่ต้องพูดอะไรที่ไม่ควรพูดด้วยนะครับ” หวังหมิงซูพูด “คือว่างบางทีพวกคุณอาจจะคิดว่านี่จะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องและผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้เราเท่านั้นแต่พวกคุณเคยถามพวกเขาหรือเปล่าว่าพวกเขารู้สึกยังไงกันบ้าง? ..บางทีพวกเขาอาจจะไม่คิดอย่างนั้นเพราะสำหรับผมและในความคิดของผมจากที่ผมต่อสู้ร่วมกับพี่น้องรุ่นใหม่นั้นพวกเขาอาจจะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพราะในช่วงชีวิตของเราจะมีสักกี่ครั้งที่จะมีโอกาสได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่? ..ผมคิดว่าพวกคุณทั้งสองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าคนของพวกคุณนั้นคิดยังไง”
“เอ็งเป็นคนของเย่เชียนเพราะงั้นเอ็งก็พูดได้สิ..เอ็งต้องทำทุกอย่างที่เขาพูดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” โจวเจิ้งผิงพูด “สำหรับน่ะฉันไม่สามารถเดิมพันกับอนาคตขององค์กรสามมุมเมืองและชีวิตของพี่น้องของฉันได้หรอก”
“ผมเข้าใจว่าพวกคุณสองคนมีความคิดแบบนั้นแต่วิสัยทัศน์ของพวกคุณค่อนข้างแคบเกินไป..ผมคิดว่าคุณสองคนควรมองผ่านเหตุการณ์ของเซินเจี๋ยเพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมที่จะกวาดล้างองค์กรใต้ดินในไต้หวันเพราะงั้นถ้าเราไม่ทำอะไรเลยพวกเราก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้อยู่ดี..แต่ผมเย่เชียนคนนี้ไม่ใช่คนแบบนั้นและตราบใดที่ยังมีโอกาสอยู่ต่อหน้าผมล่ะก็ผมจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและกล้าเสี่ยงเดิมพันกับมัน!” เย่เชียนพูด “แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าพวกคุณทั้งสองไม่เห็นด้วยผมก็จะไม่บังคับพวกคุณแต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็อย่ามาโทษผมที่ไม่เตือนพวกคุณก่อนก็แล้วกันครับ”
“คุณเย่หมายความว่าไง? ..นี่คุณกำลังขู่พวกเราอยู่งั้นเหรอ?” หลงซือถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์และพูด
“ประธานหลงอย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดสิครับผมไม่ได้จะขู่คุณ..ผมแค่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเพราะสถานการณ์ในปัจจุบันชัดเจนมากและทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าอีกไม่นานมันจะเกิดอะไรขึ้น? ..ผมจะอธิบายให้ฟังว่าแผนการของรัฐบาลนั้นพวกเขาต้องการร่วมมือกับเซินเจี๋ยเพื่อบูรณาการและปฏิรูปองค์กรใต้ดินทั้งหมด..พูดให้เข้าใจก็คือรัฐบาลไต้หวันเริ่มสังเกตเห็นอิทธิพลและพลังอำนาจขององค์กรใต้ดินของไต้หวันแล้วเพราะงั้นอีกไม่นานพวกเขาจะต้องกวาดล้างองค์กรใต้ดินอย่างแน่นอนและเป้าหมายสูงสุดของพวกเขานั้นก็น่าจะชัดเจนสำหรับทุกคนอยู่แล้ว” เย่เชียนพูด
“ตั้งแต่พวกเราเลือกเส้นทางนี้พวกเราทุกคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าสักวันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น” หลงซือพูด
“ถ้าเราถอยหลังก็จะมีแต่ความตายเพราะงั้นเราต้องเดินหน้าต่อเพราะเรายังมีโอกาสอยู่” เย่เชียนพูด
“ผมมีคำถามหนึ่งข้อที่อยากจะถามคุณเย่ว่า..ถึงแม้ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดของคุณแล้วใครจะเป็นคนตัดสินใจในสิ่งต่างๆ และเป็นผู้นำล่ะ?” หลงซือพูด อันที่จริงนี่เป็นคำถามที่สำคัญมากเช่นกันเพราะทั้งสองคนล้วนเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และมีสถานะที่สูงมากในไต้หวัน ดังนั้นใครจะยอมก้มหัวให้อีกฝ่ายกัน?
“ถ้าพวกคุณสองคนเชื่อใจผมล่ะก็ผมจะจัดการทุกอย่างเองและผมรับประกันเลยว่าผลประโยชน์ที่พวกคุณจะได้รับมันจะยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ในปัจจุบันหลายเท่าตัว!” เย่เชียนพูด
“น้องเย่นนายนี่มันฉลาดจริงๆ ..สุดท้ายแล้วพวกเราก็กลายเป็นหมากรุกที่นายควบคุมอยู่ในมือใช่มั้ย? ..ซึ่งเมื่อถึงเวลาถ้าหากนายจะเขี่ยเราทิ้งนายก็ทำได้ง่ายๆ และนั่นมันก็เหมือนกับการส่งลูกแกะเข้าไปในปากเสือเลยไม่ใช่เหรอ?” โจวเจิ้งผิงพูด
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ก็นะ..ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่กลัวที่จะบอกความจริงกับพวกคุณทั้งสองคน..ถ้าคุณจะคิดแบบนั้นล่ะก็มันก็ไม่ผิดหรอกแต่พวกคุณคิดว่าด้วยอิทธิพลและอำนาจของพวกคุณทั้งสองแล้วถ้าผมอยากจะกำจัดพวกคุณจริงๆ พวกคุณจะมีโอกาสรอดกี่เปอร์เซ็นต์กัน?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นโจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพวกเขาก็แสดงท่าทีตื่นตัวและจ้องไปที่เย่เชียนด้วยความระมัดระวังแล้วพูดพร้อมกันว่า “หมายความว่าไง?”
เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “แต่พวกคุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปล่ะผมแค่เปรียบเทียบกับความจริงเท่านั้น..ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วผมก็จะไม่ปิดบังพวกคุณอีกต่อไปและอยากจะเปิดเผยภูมิหลังครอบครัวของผมให้กับพวกคุณสองคนได้รู้เหมือนกัน..แต่ผมคงไม่จำเป็นต้องพูดเรื่ององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าใช่มั้ย? ..ผมเชื่อว่าพวกคุณทั้งคู่น่าจะรู้ถึงอิทธิพลของเราในทวีปตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่านั่นเป็นอาณาจักรของผม..แน่นอนว่าเมื่อเร็วๆ นี้ประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศก็เป็นดินแดนของผมเหมือนกัน..ส่วนประเทศจีนตอนนี้ในแผ่นดินใหญ่ก็เป็นอาณาจักรของผมเกือบจะทั้งหมดแล้วเหมือนกันเพราะงั้นตราบใดที่ผมออกคำสั่งก็สามารถปิดกั้นเส้นทางการขนส่งของไต้หวันทั้งหมดได้..พูดง่ายๆ ให้เข้าใจก็คือพวกคุณจะไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกสินค้าทุกประเภทได้ในอนาคตรวมทั้งยาและอาวุธด้วย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นใบหน้าของโจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็ตกตะลึงอย่างมากเพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะเริ่มพัฒนาบริษัทให้เป็นรัฐวิสาหกิจทั่วไปแล้วแต่รายได้ของพวกเขาก็ยังคงขึ้นอยู่กับรายได้ของอาวุธเถื่อนและธุรกิจใต้ดินเหล่านั้น ซึ่งถ้าหากเย่เชียนทำแบบนั้นจริงๆ ก็เท่ากับว่าเย่เชียนได้ตัดเส้นทางการหล่อเลี้ยงและการประทังชีวิตของพวกเขาทั้งหมด
“ผมเชื่อว่าไม่นานหลังจากนั้นและอาจจะแค่เดือนเดียวทุกคนในองค์กรของพวกคุณก็จะเริ่มโกรธและคับข้องใจในสิ่งที่พวกคุณตัดสินใจจริงมั้ย? ..ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นถ้าพวกคุณอธิบายให้ทุกคนในองค์กรฟังว่ามันเป็นเพราะคุณไม่กล้าที่จะเสี่ยงและไม่อยากต่อสู้จนทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ย่ำแย่แบบนี้ล่ะพวกคุณคิดว่าพวกเขาจะยังยินดีเดินตามพวกคุณอยู่งั้นเหรอ?” เย่เชียนพูดต่อ “นอกจากนี้ด้วยกำลังรบขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าของผมแล้วพวกคุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าผมต้องการกำจัดพวกคุณจริงๆ พวกคุณคงไม่มีทางหนีรอดไปได้หรอก”
โจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันและทั้งคู่ก็รู้สึกประหม่าอย่างเห็นได้ชัดและพวกเขาก็กังวลจริงๆ ว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดเย่เชียนจะฆ่าพวกเขาจริงๆ ซึ่งทั้งสองคนก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางประตูและเห็นได้ชัดว่าต้องการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเส้นทางหลบหนีนั่นเอง
“นี่คุณเย่กำลังข่มขู่พวกเราอยู่งั้นเหรอ? ..คุณเย่เชื่อมั้ยล่ะว่าตราบใดที่ฉันโทรออกคุณจะไม่สามารถแม้แต่จะออกไปจากโรงแรมนี้ได้!” หลงซือพูดอย่างเคร่งขรึม “ผมอยู่ในวงการนี้มาหลายสิบปีแล้วเพราะงั้นผมไม่กลัวหรอกคุณเย่ประเมินผมต่ำเกินไปแล้ว”
เย่เชียนก็แสยะยิ้มแล้วพูดว่า “จริงเหรอครับ? ..ผมสามารถเดินเข้าเดินออกสำนักงานใหญ่ CIA ของสหรัฐอเมริกาได้อย่างอิสระและผมก็ผ่านสงครามมามากกว่าร้อยครั้งแล้วทั้งศึกใหญ่และศึกเล็กและผ่านความตายมานับไม่ถ้วน..เพราะงั้นประธานหลงคิดว่าลูกน้องของคุณจะหยุดผมได้จริงๆ งั้นเหรอ? ..ผมขอแนะนำให้คุณอย่าทำแบบนั้นเลยเพราะถ้าคุณไม่สามารถกำจัดผมในวันนี้ได้องค์กรซูเหลียนของคุณก็จะถูกทำลายไม่ใช่หน้านี้อย่างแน่นอน”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “ผมไม่ได้จะขู่พวกคุณทั้งสองคน..ผมก็เพิ่งอธิบายความจริงกับคุณสองคนไปและผมก็ไม่เคยคิดที่จะกำจัดพวกคุณด้วย..อีกอย่างพวกคุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจสิว่าจริงๆ แล้วผมไม่จำเป็นต้องขอให้พวกคุณร่วมมือกับผมเลยเพราะผมแค่รอเวลาที่พวกคุณต่อสู้กันเองจนตายไปข้างแบบนั้นน่าจะมีประโยชน์กับผมมากกว่าไม่ใช่เหรอ? ..เพราะงั้นผมหวังว่าพวกคุณจะไตร่ตรองในสิ่งที่ผมพูดออกไปอีกครั้งเพื่อให้พวกคุณทั้งสองได้เห็นข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนและเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด..ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนี้การเลือกตั้งประธานรัฐสภากำลังจะเริ่มขึ้นและเป้าหมายแรกของผมก็คือการคว้าตำแหน่งนี้!”
“แล้วทำไมเราถึงต้องเชื่อนายด้วยล่ะ?” โจวเจิ้งผิงพูด
“พวกคุณไม่ต้องเชื่อผมก็ได้แต่คุณแค่เชื่อในผลในประโยชน์ที่จะได้รับก็พอ..ตอนนี้พี่ใหญ่โจวเป็นรัฐมนตรีในสภาแต่คุณคิดว่าตำแหน่งรัฐมนตรีของคุณมีอำนาจจริงๆ แค่ไหนกัน? ..ถ้าเบื้องบนต้องการเขี่ยคุณลงจากตำแหน่งล่ะก็คุณคิดว่าคุณจะต่อต้านได้หรือเปล่า?” เย่เชียนพูด
“หืม..ประธานรัฐสภา? ..นายกล้าคิดจริงๆ เหรอว่านายจะคว้าตำแหน่งนี้เอาไว้ได้? ..ถ้านายทำได้จริงๆ ฉันโจวเจิ้งผิงคนนี้จะเป็นคนแรกที่จะสนับสนุนนายอย่างเต็มที่เลย!” โจวเจิ้งผิงพูด
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็มาทำข้อตกลงกันเลย..แล้วประธานหลงล่ะ? ..คุณอยากเดิมพันสักครั้งหรือเปล่า? ..ถ้าผมทำได้จริงๆ พวกคุณทั้งสองคนจะยอมรับข้อเสนอของผมและเข้าร่วมองค์กรอินทรีเลือดเหล็กของผมและเราจะยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน!”
“ได้!..ฉันจะยอมเสี่ยงไปพร้อมกับประธานโจวและถ้าคุณเย่ทำได้ล่ะก็ผมหลงซือคนนี้จะทำตามแผนการของคุณเย่ทุกอย่างในอนาคตและจะไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น!” หลงซือพูดอย่างหนักแน่น
เย่เชียนก็ยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วพูดว่า “มันไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นหรอกครับ..อันที่จริงแล้วผมน่ะไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลยเพราะถ้าผมมีทางเลือกจริงๆ ผมอยากจะเลือกชีวิตที่อิสระและเรียบง่ายมากกว่า..แต่เพื่อสถานการณ์โดยรวมแล้วเราต้องคว้ามันมาให้ได้และถ้าหากเราสำเร็จเราจะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ไปอีกยาวนานแต่ถ้าหากเราล้มเหลวเราก็จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น..เอาล่ะต่อไปนี้ผมจะขอแนะนำให้พวกคุณรู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่ง..มาทำความรู้จักกับเธอกันเถอะ!” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็ปรบมือ
จากนั้นทุกคนก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินจากประตูเข้ามาและโจวเจิ้งผิงกับหลงซือก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพวกเขาก็ไม่เข้าใจความหมายของเย่เชียน ซึ่งเย่เชียนก็ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ให้ผมแนะนำคุณสองคนให้รู้จัก..เย่หวัน..เธอจะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานรัฐสภาในครั้งนี้และจะเป็นคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำของไต้หวันในอนาคต” จากนั้นเย่เชียนก็มองไปที่นากาซาวะเคโกะแล้วพูดว่า “เย่หวัน..มาทำความรู้จักกับประธานโจวและประธานหลงสิ..พวกเขาจะเป็นครอบครัวและมิตรสหายของพวกเราในอนาคตถ้างั้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนเป็นอันดับแรกจะดีที่สุด”
.