ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1231 การประชุมของหยวนฟากรุ๊ป
ตอนที่ 1231 การประชุมของหยวนฟากรุ๊ป
………………..
เช้าวันรุ่งขึ้นเย่เชียนตื่นแต่เช้าและหลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็เคาะประตูห้องฟู่ฉวนและผ่านไปครู่หนึ่งฟู่ฉวนก็เปิดประตูและเดินออกมาและใบหน้าของเธอก็มีน้ำตาดวงตาของเธอแดงก่ำ ดูเหมือนว่าเมื่อคืนเธอจะร้องไห้และเธอไม่ได้นอนทั้งคืน
เย่เชียนตกตะลึงเล็กน้อยและพูดว่า “ถ้าเธอทำได้แค่ร้องไห้ฉันก็ขอแนะนำให้เธอยอมแพ้ไปซะเพราะมันยังไม่สายเกินไปที่จะหันหลังกลับ”
ฟู่ฉวนกัดฟันของเธอและพูดว่า “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันร้องไห้และฉันจะไม่หลั่งน้ำตาอีกเลย”
เย่เชียนถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า “เอาล่ะรีบไปล้างหน้าซะ..หลังจากกินข้าวเช้ากันแล้วเราจะไปหยวนฟากรุ๊ปและจำเอาไว้ล่ะว่าอย่าพูดอะไรเด็ดขาดและระวังให้ดี..ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเองเข้าใจมั้ย?”
ฟู่ฉวนพยักหน้าเล็กน้อยและเข้าไปในห้องน้ำ
หลังจากออกจากโรงแรมทั้งสองก็รับประทานอาหารเช้าเล็กน้อยที่แผงขายอาหารริมถนนจากนั้นเย่เชียนก็โบกแท็กซี่และไปที่หยวนฟากรุ๊ประหว่างทางฟู่ฉวนไม่ได้พูดอะไรและมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่กะพริบตาแต่ดวงตาของเธอมั่นคงมากซึ่งทำให้เย่เชียนเหมือนเห็นแม่ม่ายดำจือเหวินจากตัวของเธอ อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าฟู่ฉวนยังห่างไกลจากแม่ม่ายดำจือเหวินมาก
ไม่นานรถก็จอดอยู่ที่ประตูทางเข้าหยวนฟากรุ๊ปและทั้งอาคารมีมากกว่า 20 ชั้นและเป็นสำนักงานทั้งหมดของหยวนฟากรุ๊ป ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมของหยวนฟากรุ๊ปในเมืองเซินเจิ้นนั้นใหญ่แค่ไหน จากนั้นเย่เชียนก็เงยหน้าขึ้นมองและเดินเข้าไปข้างในและที่ประตูมีชายวัยกลางคนยืนอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นเย่เชียนเดินเข้ามาชายวัยกลางคนก็รีบทักทายเขาและพูดว่า “สวัสดีครับคุณเย่ผมชื่อเทียนเซียนปิงผู้จัดการแผนกพัฒนาของหยวนฟากรุ๊ป..คุณแจ็คได้โทรหาผมก่อนหน้านี้และให้ผมมารอคุณเย่ที่นี่”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยเพราะเย่เชียนก็รู้จักชื่อเทียนเซียนปิงเหมือนกันเพราะเขาเป็นหนึ่งในคนที่แจ็คส่งมาทำงานในหยวนฟากรุ๊ปและเขาก็เป็นผู้จัดการแผนกพัฒนาและหลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นไปตามการจัดการของโจวหยวน อย่างไรก็ตามตัวตนที่แท้จริงของเขาคือสายของแจ็คนั่นเองและเขาก็ทำสิ่งนี้โดยที่โจวหยวนไม่รู้ ยิ่งไปกว่านั้นสายลับที่ถูกส่งมาโดยแจ็คนั้นมีทั้งคนในองค์กรใต้ดินและบริษัทต่างๆ และแทบจะไม่มีใครรู้เพราะพวกเขาต้องรายงานให้แจ็คทราบถึงการเคลื่อนไหวของโจวหยวนและสิ่งที่หยวนฟากรุ๊ปทำเป็นประจำ
เนื่องจากเย่เชียนมาที่เซินเจิ้นในครั้งนี้และพร้อมที่จะจัดการกับโจวหยวนแล้วดังนั้นตัวตนของเซียนเทียนปิงจึงไม่จำเป็นต้องเป็นความลับอีกต่อไป “โจวหยวนมาหรือยัง?” เย่เชียนถาม
“ยังเลยครับคุณเย่เชิญครับ!” เซียนเทียนปิงพูด
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินเข้ามาและพูดว่า “แจ้งหัวหน้าแผนกต่างๆ ของหยวนฟากรุ๊ปว่าการประชุมจะเริ่มเวลาเก้าโมงตรง..ยังไงก็ให้คนโทรบอกโจวหยวนและบอกให้เขารีบมาประชุมด่วน!”
“ได้ครับ!” เทียนเซียนปิงตอบและเดินตามเย่เชียนเข้าไป
หลังจากนำเย่เชียนไปนั่งในห้องประชุมแล้วเทียนเซียนปิงก็เทน้ำใส่แก้วให้เย่เชียนแล้วเดินออกไป ซึ่งห้องประชุมมีขนาดใหญ่มากและมีพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตรและเลย์เอาต์ก็หรูหรามาก บนโต๊ะประชุมทรงกลมขนาดใหญ่สามารถนั่งได้อย่างน้อยห้าสิบหรือหกสิบคนและข้างผนังก็มีเก้าอี้อีก 2 แถว สำหรับพนักงานระดับสูงของบริษัทที่รับผิดชอบในสาขางานต่างๆ
บนโต๊ะมีป้ายห้ามสูบบุหรี่
เย่เชียนหันไปมองฟู่ฉวนแล้วพูดว่า “ย้ายเก้าอี้มานั่งข้างๆ ฉันสิแล้วตั้งใจฟังซะ..คนส่วนใหญ่ของที่นี่ล้วนเป็นคนฉลาดและมีมันสมองระดับแนวหน้าทั้งนั้นเพราะงั้นเธอต้องใส่ใจกับสิ่งที่พวกเขาพูดให้ดี..ฉันรู้ว่าเธอเกลียดโจวหยวนแต่เธอต้องควบคุมตัวเองให้ได้เมื่อเห็นเขาเข้าใจมั้ย?”
ฟู่ฉวนพยักหน้าอย่างหนักหน่วงและขยับเก้าอี้ไปที่ด้านข้างของเย่เชียนและนั่งลง จากนั้นเย่เชียนก็ยกมือขึ้นเพื่อตรวจสอบเวลาบนนาฬิกาข้อมือและมันเป็นเวลาเกือบเก้าโมงเช้าแล้ว จากนั้นไม่นานประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออกและผู้คนก็เดินเข้ามาทีละคน เมื่อพวกเขาเห็นเย่เชียนนั่งอยู่ในที่นั่งของตำแหน่งประธานแล้วสีหน้าของพวกเขาก็ดูประหลาดใจอย่างมากยกเว้นสายลับที่แจ็คส่งมานอกนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าเย่เชียนเป็นใคร
ที่นั่งนั้นเป็นของโจวหยวนประธานหยวนฟากรุ๊ปดังนั้นในเวลาประชุมวาระปกติถึงแม้ว่าโจวหยวนจะไม่อยู่ที่นั่นแต่ที่นั่งนั้นก็ต้องว่างอยู่เสมอและไม่มีใครกล้านั่งตรงนั้นเพื่อเข้าประชุม แต่ตอนนี้มีคนแปลกหน้านั่งอยู่ซึ่งทำให้รู้สึกแปลกใจอย่างมาก
ชายวัยกลางคนเหลือบมองเย่เชียนและขมวดคิ้วเล็กน้อยและถอนหายใจอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่มเอ็งเป็นใคร? ..เอ็งเข้ามาที่นี่ได้ยังไง..รีบออกไปซะที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเอ็ง!”
เย่เชียนแสยะยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพูดว่า “เดี๋ยวคุณจะรู้ว่าผมเป็นใครเมื่อโจวหยวนมาถึง..อย่าพูดมากและรีบนั่งลงซะ..ถ้าถึงเวลาพูดก็ค่อยอ้าปากพูดแต่ตอนนี้หุบปากซะ!”
ชายวัยกลางคนตะลึงอย่างเห็นได้ชัดแต่เขาไม่กลัวเย่เชียน จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์และพูดว่า “แกรู้หรือเปล่าว่าที่นี่มันคือหยวนฟากรุ๊ปมันไม่ใช่สถานที่ที่แกจะมาวิ่งเล่นได้!” หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนก็เดินเข้ามาและชายวัยกลางคนก็ชี้นิ้วไปที่เย่เชียนและพูดว่า “เอาตัวมันออกไปจากที่นี่ซะ!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบเดินเข้าไปหาเย่เชียนแต่เย่เชียนกลับนิ่งราวกับภูเขาและเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงแค่เหลือบมองชายวัยกลางคนอย่างเฉยเมย ซึ่งในเวลานี้เทียนเซียนปิงก็เดินเข้ามาและเมื่อเห็นฉากนี้เขาก็รีบตะโกนว่า “หยุด!..ผู้จัดการตู้นั่นคือคุณเย่ที่เป็นคนจัดประชุมในวันนี้..เพราะงั้นคุณควรนั่งอยู่เฉยๆ และเมื่อประธานโจวมาถึงคุณจะเข้าใจเอง”
ตู้เฟิงก็ตกตะลึงอยู่พักหนึ่งและนั่งลงด้วยความสงสัยเพราะเขาเป็นลูกน้องคนสนิทของโจวหยวนและเป็นคนที่หยิ่งผยองและมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นๆ ในบริษัทและเขาก็พอจะมีความสามารถอยู่บ้างเพราะฝ่ายการตลาดได้ทำงานอย่างราบรื่นภายใต้การดูแลของเขา
จากนั้นเทียนเซียนปิงก็เหลือบมองที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองและโบกมือให้พวกเขาออกไปและเดินไปนั่งประจำที่ของเขา
เย่เชียนมองดูเวลามันก็เป็นเวลาเก้าโมงแล้วและเขาก็ขมวดคิ้วและเหลือบมองเทียนเซียนปิงและพูดว่า “คุณโทรหาโจวหยวนหรือยัง? ..ตอนนี้มันได้เวลาประชุมแล้วและทำไมเขาถึงยังไม่มาอีก?”
“เอ่อ..ก่อนหน้านี้ผมโทรไปแล้วครับแต่ประธานโจวเพิ่งตื่น..แต่เขาน่าจะกำลังมาครับ” เทียนเซียนปิงพูด
เย่เชียนถอนหายใจอย่างเย็นชาและไม่พูดอะไรเพราะดูเหมือนว่าโจวหยวนอยากจะตบหน้าเขาจริงๆ ซึ่งโจวหยวนไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเล่นกับเขาแต่เนื่องจากโจวหยวนต้องการฉีกหน้าเขาแบบนี้เย่เชียนก็จะเล่นกับโจวหยวนกลับบ้าง ซึ่งดูเหมือนว่าโจวหยวนจะยังไม่รู้จักเขาดีพอและถึงแม้ว่าโจวหยวนจะอยู่กับเขามาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม
บรรยากาศในห้องประชุมค่อนข้างหนักหน่วงและคนส่วนใหญ่ก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัยและมองไปที่เย่เชียนอย่างระมัดระวังโดยไม่ทราบที่มาของเขา ซึ่งบางคนก็ก้มหัวกระซิบอะไรบางอย่างแต่สีหน้าของเย่เชียนดูสงบมาก เขากวาดสายตามองหัวหน้าแผนกทีละคนและสังเกตการณ์แสดงออกของพวกเขา ส่วนฟู่ฉวนที่อยู่ข้างๆ ก็เหลือบมองเย่เชียนอย่างว่างเปล่าจากนั้นก็หันไปมองเหล่าหัวหน้าแผนกอย่างระมัดระวังราวกับว่าเธอกำลังฟังคำพูดของทุกคนและสังเกตทุกการเคลื่อนไหว
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาโจวหยวนเดินเข้ามาจากด้านนอกอย่างช้าๆ และถือซิการ์อยู่ในปากตามด้วยชายหนุ่มร่างกำยำและเมื่อเห็นเย่เชียนนั่งอยู่ในที่ของเขาโจวหยวนก็ถอนหายใจเบาๆ และเดินไปยังตำแหน่งถัดจากเย่เชียนและนั่งลง จากนั้นชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังโจวหยวนก็นั่งลงข้างๆ เขา
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ โจวหยวนก็มองไปที่เย่เชียนและพูดว่า “พี่เย่ทำไมถึงเรียกให้ผมมาประชุมเช้าจังล่ะ..ผมยังง่วงอยู่เลยแต่กลับถูกปลุกเพราะเสียงโทรศัพท์..เราคุยกันทีหลังไม่ได้เหรอ?” ในขณะที่พูดโจวหยวนได้โยนป้ายห้ามสูบบุหรี่ที่อยู่ข้างหน้าเขาไปทางด้านข้าง
เย่เชียนแสยะยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นายเป็นประธานของบริษัทและบริษัทก็มีหลายสิ่งที่รอให้นายจัดการอยู่เพราะงั้นนายทำแบบนี้ได้ยังไง? ..วันนี้ฉันเรียกทุกคนมาประชุมพร้อมกันและก็มีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับนายด้วย..ก่อนอื่น…”
ก่อนที่คำพูดจะจบลงชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ โจวหยวนก็ขัดจังหวะเย่เชียนและพูดว่า “แกเป็นใครแล้วแกมีสิทธิ์อะไรมาพูด?” โจว หยวนเงียบและเห็นได้ชัดว่านี่เป็นวิธีการของเขา
เย่เชียนแสยะยิ้มและไม่สนใจเขาและพูดต่อ “ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ..ผมชื่อเย่เชียน..ถึงแม้ว่านิติบุคคลที่จดทะเบียนของหยวนฟากรุ๊ปจะเป็นจดทะเบียนและเป็นของโจวหยวนก็ตามแต่หยวนฟากรุ๊ปคือบริษัทภายใต้การควบคุมของผม..พูดง่ายๆ ก็คือหยวนฟากรุ๊ปเป็นของผม!..ที่ผมมาในวันนี้ก็เพราะว่าผมไม่พอใจกับผลงานของโจวหยวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ทำให้ชื่อเสียงของหยวนฟากรุ๊ปย่ำแย่ลง”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของเย่เชียนแล้วผู้คนที่อยู่ในห้องประชุมที่ไม่รู้ตัวตนของเย่เชียนก็ประหลาดใจทันทีและพวกเขาก็หันไปมองโจวหยวนและเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังรอคำยืนยันของโจวหยวนอยู่
โจวหยวนก็บุหรี่และนิ่งเงียบจากนั้นชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างก็พูดอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “นี่แกล้อฉันเล่นงั้นเหรอ? ..แกพูดว่าหยวนฟากรุ๊ปเป็นของแก? ..นี่แกมาเล่นตลกอะไรที่นี่..ฉันขอเตือนนะว่าที่นี่มันไม่ใช่สนามเด็กเล่นของแกและตราบใดที่ฉันโทรออกแกจะไม่มีวันออกไปจากเซินเจิ้นได้อีก!”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยโดยไม่สนใจเขาจากนั้นก็พูดต่อ “ผมได้ยินมาว่ามีโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่เมื่อเร็วๆ นี้และค่าชดเชยต่อชาวบ้านในละแวกนั้นก็ไม่เหมาะสมแต่พวกคุณกลับบังคับให้รื้อถอนและข่มขู่ชาวบ้านให้ย้ายออกใช่มั้ย?”
“นี่ไม่ใช่เรื่องปกติเหรอ? ..ถ้าเราไม่ทำแบบนั้นกับพวกเขาแล้วคนเหล่านั้นก็ไม่ย้ายออกกันน่ะสิ..นอกจากนี้หลายๆ บริษัทก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นเพราะงั้นเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!” โจวหยวนพูด “ที่ผมทำไปก็เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทและบริษัทของเราก็อยู่ได้ด้วยผลกำไรและไม่ใช่องค์กรการกุศล”
สิ่งที่โจวหยวนพูดนั้นสมเหตุสมผลจริงๆเพราะหลายๆบริษัทก็ทำแบบนี้และพวกเขาก็หวังเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทแล้วนับประสาอะไรกับปัญหาความรับผิดชอบต่อสังคม?
.