ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1241 เจรจาล้มเหลว
ตอนที่ 1241 เจรจาล้มเหลว
………………..
ในใจของจินเหว่ยเซียงนั้นไม่ว่าใครจะคิดยังไงกับจินเหว่ยห่าวก็ตามแต่จินเหว่ยห่าวเป็นพี่ชายของเขาเสมอและเขาก็รู้สึกว่าเขาเข้าใจจินเหว่ยห่าวดี ตั้งแต่อายุยังน้อยเขาได้รับความรักจากผู้คนในครอบครัวและเป็นเพราะเหตุนี้เขาจึงรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่พี่ชายของเขาต้องทนทุกข์ทรมานในตระกูลจินและเมื่อเขายังเป็นเด็กเขาเพิกเฉยต่อการห้ามและคำสั่งของแม่และตามจินเหว่ยห่าวตลอดทั้งวัน บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ไม่มีตัวตนในบ้านเลย
ในฐานะน้องชายแล้วจินเหว่ยเซียงก็ยินดีที่จะปกป้องจินเหว่ยห่าวจากครอบครัวนี้!
จินเหว่ยเซียงรู้ดีว่าถ้าหากหยุนเจียเซิงสู้กับเขาจริงๆ ล่ะก็เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหยุนเจียเซิงเลย อย่างไรก็ตามหยุนเจียเซิงก็เป็นคนที่พรากรักแรกของพี่ชายของเขาไปและตระกูลจินก็เพิกเฉยมาโดยตลอดจนทำให้จินเหว่ยห่าวออกจากบ้านไป ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะทวงคืนความเป็นธรรมให้พี่ชายของเขาและเขาก็เชื่อว่าหยุนเจียเซิงไม่กล้าที่จะทำอะไรเขาจริงๆ เพราะแน่นอนว่าถ้าหากหยุนเจียเซิงทำอะไรเขาล่ะก็ตระกูลจินก็คงจะไม่ยอมเพิกเฉยอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้สถานการณ์ระหว่างตระกูลหยุนและตระกูลจินร้อนระอุและทั้งสองฝ่ายก็มีความชัดเจนมากว่าสงครามอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเพราะตอนนี้มีการต่อสู้ทางอำนาจกันแต่ยังไม่มีสงครามจริงๆ ดังนั้นถ้าหากหยุนเจียเซิงทำอะไรจินเหว่ยเซียงล่ะก็เขาจะมีเหตุผลเพียงพอที่จะปลุกระดมตระกูลจินให้เริ่มสงครามกับตระกูลหยุนอย่างเป็นทางการได้
ไม่มีใครเต็มใจที่จะยอมแพ้และบรรยากาศในตอนนี้ก็รู้ตึงเครียดอย่างมาก แน่นอนว่าจินเหว่ยห่าวได้ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดเสมอและถ้าหากว่าจินเหว่ยเซียงตกอยู่ในอันตรายล่ะก็จินเหว่ยห่าวก็เข้าไปช่วยโดยไม่ลังเลเพราะสำหรับน้องชายคนนี้จินเหว่ยห่าวรู้สึกอบอุ่นในใจของเขาด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องการปกป้องดูแลน้องชายคนนี้ให้ดี
ในขณะนี้ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากประตูและมีบอดี้การ์ดจำนวนมากตามหลังเธอมาด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เธอมาทำธุระใกล้ๆ ผับบาร์แห่งนี้และผู้จัดการผับบาร์ก็โทรไปหาเธอและบอกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นดังนั้นเธอจึงรีบมาที่นี่เพราะท้ายที่สุดผู้จัดการของผับบาร์ก็ไม่สามารถคุกคามหรือเผชิญหน้ากับทายาททั้งสองของตระกูลจินได้และตระกูลหยุนได้ดังนั้นเขาจึงโทรเรียกให้แม่ม่ายดำจือเหวินมาที่นี่เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ แทน
หลังจากเข้าประตูมาแล้วแม่ม่ายดำจือเหวินก็กวาดสายตามองไปรอบๆ และพบหยุนเจียเซิงและจินเหว่ยเซียน เมื่อเห็นแบบนั้นเธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเธอที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมานานเธอจะไม่รู้จักตระกูลจินและตระกูลหยุนได้ยังไง? แน่นอนว่ากองกำลังของทั้งสองตระกูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นก็ทรงพลังมากแต่ทว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นความแข็งแกร่งของแม่ม่ายดำจือเหวินในแวดวงใต้ดินนั้นก็มีอิทธิพลมากกว่าทั้งสองตระกูลอยู่พอสมควร
เมื่อเห็นว่าแม่ม่ายดำจือเหวินเข้ามาผู้จัดการของผับบาร์ก็รีบทักทายเขาและกระซิบข้างๆ หูของเธอว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ฉีกยิ้มเพราะเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้พบเธอที่นี่แต่เขาก็ไม่ได้ยืนขึ้นเพราะเขาต้องการดูว่าจือเหวินจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไง
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้จัดการผับบาร์บอกแล้วจือเหวินก็เดินไปตรงกลางระหว่างหยุนเจียเซิงและจินเหว่ยเซียงและหันหน้ามองทั้งสองสลับไปมาแล้วพูดว่า “นายน้อยหยุนนายน้อยจินนี่มันอะไรกัน? ..ทำไมพวกคุณทั้งสองถึงได้มีปัญหากันล่ะ..ช่วยเห็นแกjฉันหน่อยได้หรือเปล่า? ..ส่วนค่าเครื่องดื่มและค่าเสียหายในวันนี้ฉันจะเป็นคนจัดการให้เองเพราะงั้นพวกคุณเชิญนั่งลงและพูดคุยกันอย่างใจเย็นๆ ก่อนก็แล้วกัน”
จินเหว่ยเซียงนั้นหน้าด้านและไม่กลัวอะไรอยู่แล้วและที่สำคัญเขาต้องไม่เสียหน้าต่อตระกูลหยุดเป็นอันขาด ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นแม่ม่ายดำจือเหวินมาก่อนแต่เขาก็ได้ยินผู้คนพูดกันว่าเธอมีอิทธิพลอย่างมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ผมไม่สนใจหรอกเพราะไอ้พวกตระกูลหยุนมันมาหยามเกียรติผมก่อนเพราะงั้นคุณก็ให้มันขอโทษผมก่อนสิ” จินเหว่ยเซียงพูดอย่างเกรี้ยวกราด
“หืม!” หยุนเจียเซิงตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หัวหน้าจือครับไม่ใช่ว่าผมไม่ไว้หน้าคุณแต่คุณไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้นะครับ”
จือเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะหยุนเจียเซิงนั้นเพิกเฉยต่อเธออย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงอิทธิพลของตระกูลหยุนแล้วจือเหวินก็ไม่อยากจะสร้างปัญหาเพิ่มแต่อย่างใด “คุณหยุนที่นี่คือพื้นที่ของฉันเพราะงั้นถ้าคุณมาสร้างปัญหาที่นี่และฉันเพิกเฉยและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแบบนั้นฉันจะควบคุมธุรกิจของฉันในอนาคตได้ยังไง?” จือเหวินพูด
“นี่แกไปพูดแบบนั้นได้ยังไง..หัวหน้าจือมาเป็นผู้สร้างสันติแต่แกกลับเอาอิทธิพลของตระกูลหยุนมากดดันหัวหน้าจืองั้นเหรอ? ..แกคิดว่าตระกูลหยุนของแกยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ฉีกยิ้มและมองไปที่จินเหว่ยห่าวแล้วพูดว่า “พี่จินน้องชายของพี่นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ..เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่หุนหันพลันแล่นแต่เป็นคนที่เจ้าเล่ห์และพลิกแพลงสถานการณ์ได้ดีมาก..เขาลากตระกูลหยุนลงไปในเขียงและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้ตัวเองเพื่อยั่วยุให้จือเหวินกับตระกูลหยุนขัดแย้งกัน..เขาฉลาดใช้ได้เลย”
จินเหว่ยห่าวอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
หยุนเจียเซิงตะคอกอย่างเย็นชาและพูดว่า “ไม่จำเป็น..หัวหน้าจือก็น่าจะรู้ดีว่าอิทธิพลของตระกูลหยุนและตระกูลจินนั้นเป็นยังไงเพราะงั้นถ้าคุณเข้ามาแทรกแซงล่ะก็คุณจะเสียใจ..ผมรับประกันได้เลยว่าคุณแย่แน่เพราะงั้นคุณไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจือเหวินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดว่า “คุณหยุนนี่คุณกำลังขู่ฉันอยู่งั้นเหรอ? ..ฉันรู้ว่าอิทธิพลของตระกูลหยุนนั้นเป็นยังไงแต่มันก็มีกฎของโลกใต้ดินอยู่และที่นี่ก็อนุญาตให้ใครมาสร้างปัญหาทั้งนั้นเพราะงั้นฉันจะอยู่ในวงการนี้ได้ยังไงถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย..ฉันจะบอกให้นะว่าแม่ม่ายดำจือเหวินคนนี้ไม่กลัวตระกูลหยุนเลยแม้แต่น้อย”
“จริงเหรอ?” หยุนเจียเซิงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวและพูดว่า “ผมรู้ว่าคุณมีอิทธิพลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่ในสายตาของผมพวกคุณมันก็แค่นักเลงอันธพาลปลายแถวเท่านั้น..คุณไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะมาเล่นกับตระกูลหยุนเพราะงั้นอย่าให้ผมต้องถล่มที่นี้ทิ้งเลย!”
“หืม..นี่แกกำลังพูดอะไรของแกอยู่? ..ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าหัวหน้าจือเป็นที่หนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเพราะงั้นตระกูลหยุนจะไปทำอะไรหัวหน้าจือได้? ..อย่าดีแต่ปากเลยและถ้าแกถล่มที่นี่ล่ะก็ฉันเองก็ไม่ยอมให้แกทำแบบนั้นเหมือนกัน”
ด้วยวิธีการเติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างตระกูลหยุนกับแม่ม่ายดำจือเหวินของจินเหว่ยเซียงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเองแล้วสิ่งนี้ทำให้เย่เชียนรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นปีศาจของตระกูลจินจริงๆ
จือเหวินนั้นเหน็ดเหนื่อยและทำงานมาอย่างหนักหน่วงมาตลอด ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือศักดิ์ศรีไม่อย่างนั้นเธอจะยืนหยัดในอนาคตได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากตระกูลหยุนยืนกรานที่จะเป็นศัตรูกับเธอด้วยเหตุนี้เธอจึงยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับตระกูลจินโดยปริยาย ซึ่งถ้าหากเธอต้องเผชิญหน้ากับตระกูลหยุนจริงๆ บางทีตระกูลจินอาจจะเป็นฝ่ายที่คอยสนับสนุนเธอก็เป็นได้
เมื่อได้ยินแบบนั้นจือเหวินก็ตะโกนว่า “หยุนเจียเซิง!..นี่มันจะมากเกินไปแล้ว..ถ้าแกจะเอาแบบนั้นก็ได้..แต่ว่านะแกคงไม่มีวันได้เห็นดวงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้ได้อีกต่อไป”
หยุนเจียเซิงก็ขมวดคิ้วเพราะในแง่ของอิทธิพลโดยรวมแล้วแม่ม่ายดำจือเหวินอาจจะไม่มากเท่าตระกูลหยุนของเขาแต่เขาก็ไม่ควรประเมินเธอต่ำเกินไปเพราะในช่วงเวลาที่วิกฤติแบบนี้การสร้างศัตรูเพิ่มและขัดแย้งกับแม่ม่ายดำจือเหวินดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ดี ซึ่งหยุนเจียเซิงก็ได้แต่คิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ แต่คำพูดของจือเหวินก็เป็นการคุกคามและประกาศสงครามกับเขาอย่างเป็นทางการแล้วดังนั้นถ้าหากเขายอมถอยไปล่ะก็ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของตระกูลหยุนจะเป็นอย่างไร?
“ฉันอยากเห็นจริงๆ ว่าแกจะกล้าเหมือนที่พูดหรือเปล่า?” จินเหว่ยเซียงยังคงยั่วยุต่อ “อย่าดีแต่ปากก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจือเหวินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวเพราะเด็กคนนี้กำลังปลุกปั่นความขัดแย้งของทั้งสองอย่างชัดเจนจนจือเหวินปวดหัวเพราะถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากที่จะขัดแย้งกับตระกูลหยุนโดยไม่จำเป็น
“พอได้แล้วเหว่ยเซียง!” จินเหว่ยห่าวพูดเพราะเขารู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่ม่ายดำจือเหวินกับเย่เชียนดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการสร้างปัญหาให้น้องสะใภ้ ด้วยเหตุนี้จินเหว่ยห่าวจึงยืนขึ้นและเดินไปอย่างช้าๆ และเมื่อเสียงของจินเหว่ยห่าวจบลงทุกคนก็จ้องมองไปที่เขาทันที แน่นอนว่าเย่เชียนก็แสยะยิ้มและลุกขึ้นเดินตามไปเช่นกัน
การแสดงออกของทุกคนแตกต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันนั่นก็คือความประหลาดใจ
หลังจากที่จินเหว่ยเซียงตกตะลึงอยู่พักหนึ่งเขาก็ฉีกยิ้มและทักทายจินเหว่ยห่าวทันทีและพูดว่า “พี่ใหญ่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ..ทำไมพี่ถึงไม่บอกล่ะ..ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้เจอพี่ที่นี่!”
“นายโตแล้วสินะถึงได้กล้ามาที่นี่” จินเหว่ยห่าวพูด
.