ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1258 คาดเดา
ตอนที่ 1258 คาดเดา
………………..
“พอดีฉันมีธุระนิดหน่อยน่ะถ้างั้นนายก็ไปก่อนเลยเดี๋ยวฉันจะขับรถตามไปทีหลัง” หลินเฟิงพูด
“หืม..พี่นี่มีรถหลายคันจริงๆ นะ” เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “เอาเถอะถ้าพี่เสร็จธุระแล้วก็รีบๆ ตามมานะ” เมื่อเย่เชียนพูดจบก็วางสายไปแล้วขับรถตรงไปยังสถานที่ที่นัดกับจินเหว่ยห่าวเอาไว้ทันที
จากระยะไกลเย่เชียนเห็นจินเหว่ยห่าวยืนอยู่ตรงนั้นและรถก็หยุดอยู่ตรงหน้าจินเหว่ยห่าวจากนั้นเย่เชียนก็ลดกระจกลงและพูดว่า “ขึ้นรถ!”
จินเหว่ยห่าวตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “บ้าจริงรถคันนี้มันสะดุดตามาก!..นายเป็นถึงรองนายกเทศมนตรีแล้วเพราะงั้นระวังผลกระทบด้วยล่ะ”
“มาเถอะ..ใครๆ ก็บ่นเรื่องนี้ทุกคนเป็นบ้าอะไรกันหมดเนี่ย..ผมจะขับรถอะไรมันก็เรื่องของผม” เย่เชียนพูด “ขึ้นรถเร็ว!”
จินเหว่ยห่าวหัวเราะอย่างเต็มที่และเปิดประตูรถและเข้าไปนั่งข้างใน แน่นอนว่าจินเหว่ยห่าวชอบสไตล์ความตรงไปตรงมาของเย่เชียนอย่างมากเพราะเย่เชียนจะทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ ซึ่งเหตุผลที่จินเหว่ยห่าวเลือกเย่เชียนเป็นคู่หูของเขาในตอนแรกแน่นอนว่าเพราะอิทธิพลอันทรงพลังของเย่เชียนแต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้ด้วย ดังนั้นการร่วมมือกับคนแบบนี้เขาก็สบายใจมาก
“เราจะไปกินที่ไหนกันดี..พี่อยู่ที่นี่มานานเพราะงั้นพี่แนะนำหน่อยก็แล้วกัน” เย่เชียนพูด
“ถ้างั้นฉันจะพานายไปชิมอาหารบ้านเกิดประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนก็แล้วกัน..ฉันคิดว่านายน่าจะเบื่อทุกอย่างในโรงแรมใหญ่ๆ กับอาหารหรูๆ แล้วเพราะงั้นเรากลับไปสู่รากเงาพื้นบ้านกันดีกว่า” จินเหว่ยห่าวพูด “ตรงไปเลี้ยวขวาที่สี่แยกข้างหน้าแล้วตรงไปอีก..ฉันไม่ได้กินอาหารประจำภาคมานานแล้วฉันคิดถึงมันมาก”
“นั่นน่ะสิอาหารพื้นบ้านน่ะดีที่สุดแล้ว” เย่เชียนพูดและหลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “เป็นไงบ้าง? ..ตระกูลจินไม่ได้ทำอะไรพี่ใช่มั้ย?”
“ไม่ได้ทำ” จินเหว่ยห่าวส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ตระกูลจินไม่กล้าหรอกเพราะพวกมันไม่ต้องการหาศัตรูเพิ่มในเวลานี้..ว่าแต่วันนี้ดูเหมือนว่านายจะแสดงได้ดีเลยทีเดียว..แม้แต่ข่าวกรองของตระกูลจินยังไม่รู้จักตัวตนของนายเลย”
เย่เชียนฉีกยิ้มและพูดว่า “มีคนมากมายที่รู้จักผมและก็มีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักผมเหมือนกัน..แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าเปิดเผยข้อมูลของผมจริงๆ เพราะพวกเขารู้วิธีการของผมเป็นอย่างดีเพราะงั้นการสืบหาข้อมูลของผมน่ะมันไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เลย..แต่ตระกูลจินนี่ก็ใจกว้างจริงๆ เพราะจินเจิ้งผิงให้ทับทิมก้อนใหญ่เท่ากำปั้นกับผมและวันนี้จินเจิ้งผิงก็ส่งคนนำเช็คเงินสดมาให้ผมตั้งสามล้านหยวนอีกด้วยฮ่าๆ”
“ตระกูลจินนั้นมีทรัพย์สินเงินทองเยอะมากและอาจจะเยอะที่สุดในบรรดาตระกูลนักรบโบราณทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ..เพราะท้ายที่สุดแล้วบรรพบุรุษของตระกูลจินก็เคยเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจของอาณาจักรในราชวงศ์ฉิงและถึงแม้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นสามัญชนในภายหลังแต่พวกเขาก็ยังคงได้รับเงินจำนวนอยู่ดีและเงินนั้นก็เป็นเงินจำนวนมหาศาล..แต่ถึงแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับสำนักใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามไป” จินเหว่ยห่าวพูดต่อ “แต่การที่เขาจ่ายหนักถึงขนาดนี้ได้นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าภูเขาหินมีความลับซ่อนอยู่..แต่ตอนนี้เราแค่ไม่รู้ว่าพวกนั้นกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ก็เท่านั้นเอง”
“ดูเหมือนว่าภูเขาหินจะเคยเป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษของตระกูลจินมาประจำการในสมัยก่อนสินะ..เป็นไปได้ไหมที่ราชวงศ์ฉิงจะฝังเครื่องประดับทองคำและของมีค่ามากมายเอาไว้ใต้ภูเขาแห่งนี้? ..ผมเองก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมตระกูลจินกับตระกูลหยุนต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงภูเขาหินถึงขนาดนี้” เย่เชียนพูด
จินเหว่ยห่าวอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและมีแววตาที่ตื่นเต้นอย่าวมากแล้วพูดว่า “ฉันคิดสิ่งที่นายพูดจะเป็นไปได้เหมือนกัน..เพราะในสมัยนั้นบรรพบุรุษของตระกูลหยุนเองก็รับใช้ราชวงศ์ฉิงมาหลายชั่วอายุคนเหมือนกันและพวกมันก็เป็นคนที่ใกล้ชิดกับแม่ทัพมากที่สุด..แน่นอนว่าถ้าหากมีเครื่องประดับและทองฝังอยู่จริงๆ คนในตระกูลหยุนก็ต้องรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี”
เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ผมจะกวาดมันให้เรียบเลยคอยดู..เพราะมันไม่คุ้มที่จะมายังเมืองเสิ่นหยางเพื่อมาเป็นรองนายกเทศมนตรีธรรมดาๆ ใช่มั้ย? ..ถ้าผมไม่ได้รับผลประโยชน์มันก็คงจะเสียเวลาแย่เลย..ผมไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไปเลย”
“นี่เป็นเพียงการเดาเท่านั้นและไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนหรอก” จินเหว่ยห่าวพูด “ยังไงก็ตามตราบใดที่เราจัดการกับมันอย่างระมัดระวังพวกนั้นก็จะเปิดเผยความจริงออกมาเอง”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ผมพบแม่ของเหว่ยเซียงแล้วผู้หญิงนั้นมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าจินเจิ้งผิงจริงๆ ..พี่จินต้องระวังให้ดีเพราะถึงแม้ว่าตระกูลจินอาจจะยังไม่ทำอะไรพี่ก็จริงแต่เธออาจจะไม่ใช่แบบนั้นเพราะงั้นฆ่าเธอซะ”
“ฉันรู้เพราะเธอคือคนที่อยากให้ฉันตายมากที่สุด” จินเหว่ยห่าวพูด
“ถ้างั้นผมจะแนะนำเพื่อนให้พี่รู้จักก็แล้วกัน..เพราะตอนที่ผมไม่อยู่เขาคอยจะคุ้มกันความปลอดภัยของพี่จิน..ก็นะถึงแม้ว่าศิลปะการต่อสู้ของพี่จะดีแต่พี่ก็มีแค่สองมือเพราะงั้นผมเองก็กังวลอยู่เหมือนกัน” เย่เชียนพูด
“ใครน่ะ?” จินเหว่ยห่าวถามด้วยความประหลาดใจ
“เดี๋ยวพี่ก็จะได้เจอกับเขาแล้ว” เย่เชียนพูด
จินเหว่ยห่าวสับสนเล็กน้อยและเขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้เกี่ยวกับวิธีการของเย่เชียนมากขึ้น เนื่องจากเขาเป็นเพื่อนของเย่เชียนดังนั้นอีกฝ่ายจะต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลและยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนและอีกฝ่ายยังสามารถปกป้องเขาได้ด้วยดังนั้นอีกฝ่ายจะต้องเป็นยอดฝีมือและเก่งอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่เนื่องจากเย่เชียนไม่ได้พูดเขาจึงไม่ต้องการถามคำถามใดๆ อีกเพราะเขาก็จะสามารถพบกับอีกฝ่ายได้ในภายหลัง
จากนั้นเย่เชียนก็เลี้ยวรถไปอีกไม่กี่แยกและค่อยๆ เบี่ยงเบนจากเขตชานเมืองไปถึงเชิงเขาและมีอาคารโบราณสองสามหลังที่สร้างขึ้นที่นั่นและมีกลิ่นอายของชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและรายล้อมด้วยดอกไม้และพืชพรรณที่สวยงามมากมาย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะที่แห่งนี้เป็นสวนอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปราศจากมลภาวะ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่คุณภาพของอาหารลดลงและเต็มไปด้วยสารพิษและตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนก็ดีขึ้นและพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับอาหารอันโอชะของภูเขาและทะเลที่มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าอาหารจะหรูหราแค่ไหนแต่มันก็น่าเบื่ออย่างมาก ดังนั้นหลายๆ คนจึงเลือกอาหารที่ปราศจากมลภาวะและสารพิษเหล่านี้อย่างผักและหัวไชเท้า
หลังจากจอดรถแล้วทั้งสองก็เดินตรงเข้าไปในสวนอาหารและโต๊ะด้านในก็เป็นแบบบ้านไร่ทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารยังมีเอกลักษณ์และดูสบายผ่อนคลายอย่างมาก หลังจากที่ทั้งสองหาที่นั่งได้แล้วพวกเขาก็สั่งอาหารและเบียร์สองสามขวด
จากนั้นโทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้นและเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูและพบว่าหลินเฟิงโทรมา จากนั้นเย่เชียนก็บอกที่อยู่ให้เขาแล้ววางสายไป ในร้านอาหารมีคนไม่มากนักและมีเพียงสามหรือสี่โต๊ะเท่านั้นและใช้เวลาไม่นานนักอาหารก็ถูกเสิร์ฟซึ่งทั้งหมดเป็นผัดผักและอาหารประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือล้วนๆ
ไม่นานหลังจากนั้นหลินเฟิงก็มาถึงโดยขับ Volkswagen Skoda หลังจากจอดรถแล้วหลินเฟิงก็เดินเข้ามาจากด้านนอกและเย่เชียนก็ฉีกยิ้มและพูดว่า “ทำไมคุณถึงขับ Volkswagen ล่ะ? ..นี่พี่ทำตัวยากจนแบบนี้พี่ไม่กลัวคนอื่นจะล้อเอาเหรอ?”
หลินเฟิงกลอกตาไปมาและไม่สนใจเย่เชียนแล้วหันไปมองจินเหว่ยห่าวด้วยรอยยิ้มเพราะเขารู้จักจินเหว่ยห่าวเป็นอย่างดีเพราะเขาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมานานแล้วและถ้าเขาไม่รู้จักนายน้อยคนโตของตระกูลจินนั่นก็คงจะเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ เมื่อหลินเฟิงอยู่ในสุสานเขาก็ได้เฝ้าดูจินเจิ้งผิงจับตัวจินเหว่ยห่าวไปด้วยตาของเขาเอง แต่แน่นอนว่าหลินเฟิงนั้นรู้จักตัวตนของจินเหว่ยห่าวมานานแล้ว
“ให้ผมแนะนำพี่นะนี่คือหลินเฟิงผู้นำขององค์กรเซเว่นคิลผู้ยิ่งใหญ่ในตำนาน” เย่เชียนแนะนำ
เมื่อจินเหว่ยห่าวได้ยินเรื่องนี้เขาก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและรีบลุกขึ้นยืน แน่นอนว่าจินเหว่ยห่าวเคยได้ยินชื่อเสียงขององค์กรเซเว่นคิลมานานแล้วและเขาก็เคยคิดว่าจะติดต่อองค์กรเซเว่นคิลเพื่อขอความร่วมมือแต่ทว่าองค์กรเซเว่นคิลก็เป็นกลุ่มนักฆ่าลึกลับและจินเหว่ยห่าวที่ตัวคนเดียวก็ไม่มีเงื่อนงำหรือช่องทางติดต่อใดๆ เลย แต่จินเหว่ยห่าวไม่ได้คาดหวังเลยว่าเย่เชียนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลินเฟิงถึงขนาดนี้ ดังนั้นด้วยความช่วยเหลือขององค์กรเซเว่นคิลแล้วจินเหว่ยห่าวก็จะมั่นใจมากขึ้นในการจัดการกับตระกูลหยุนและตระกูลจินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้
“โอ้..คุณหลินแห่งเซเว่นคิลผู้โด่งดังนี่เอง..ผมชื่นชมคุณมานานแล้วช่างเป็นเกียรติของผมจริงๆ ครับ” จินเหว่ยห่าวรีบลุกขึ้นยืนและยื่นมือออกมาแล้วพูด
หลินเฟิงก็ยิ้มเล็กน้อยและเอื้อมมือออกไปจับมือกับจินเหว่ยห่าวแล้วพูดว่า “ครับคุณจินอย่าสุภาพไปเลยเพราะพวกเราคนกันเองทั้งนั้น..ผมต้องขอโทษด้วยเรื่องเมื่อเช้านี้เพราะผมไม่ได้เข้าไปช่วยคุณตั้งแต่ตอนนั้นตอนที่ผู้นำตระกูลจินพาคุณไป..ผมคิดว่าเขาก็แค่ข่มขู่คุณในเวลานั้นเพราะงั้นผมก็เลยไม่ได้เข้าไปแทรกแซง..หวังว่าคุณจินจะไม่ขุ่นเคืองผมนะครับ”
จินเหว่ยห่าวตกตะลึงไปครู่หนึ่งและปรากฏว่าในตอนเช้าหลินเฟิงนั้นเห็นทุกสิ่งทุกอย่างและไม่น่าแปลกใจเลยที่เย่เชียนรู้เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วว่าเขาถูกตระกูลจินจับตัวไป “ปรากฏว่าเป็นคุณหลินนี่เอง..ไม่เป็นไรครับผมขอขอบคุณคุณหลินมาก..ถ้าคุณหลินไม่แจ้งเย่เชียนทันเวลาล่ะก็ผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” จินเหว่ยห่าวพูด
“เอาเถอะๆ ..เรามานั่งคุยกันดีกว่า..พวกพี่ยินคุยกันแบบนี้ไม่เมื่อยเหรอ?” เย่เชียนพูด “นั่งลงเถอะๆ ..มากินเบียร์กันก่อนแล้วค่อยคุยไปด้วยสิ” เย่เชียนพูดแล้วเทเบียร์ใส่แก้วให้หลินเฟิง
หลินเฟิงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ฉันไม่ดื่มเพราะถ้าฉันดื่มฉันจะเป็นบ้าเอานายไม่รู้เหรอ?” เขาเหลือบมองเย่เชียนขณะที่เขาพูด
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เย่เชียนก็มีความกลัวอยู่บ้างเพราะและเขาไม่ได้คาดหวังว่าคอของหลินเฟิงจะอ่อนขนาดนี้และถ้าหากหลินเฟิงดื่มมากเกินไปหลินเฟิงอาจจะบ้าคลั่งควบคุมสติไม่ได้ขึ้นมานั่นคงเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างมาก เพราะเย่เชียนยังจำได้ว่าการพบกันครั้งแรกระหว่างเย่เชียน,หลินเฟิงและไป๋ฮวยนั้นทั้งสามคนไปดื่มด้วยกันและต่อสู้กัน ซึ่งเป็นเพราะหลินเฟิงดื่มมากเกินไปและกลายเป็นเหมือนคนบ้าและส่งผลให้แม้แต่เย่เชียนกับไป๋ฮวยยังไม่สามารถต้านทานหลินเฟิงได้เลย อาจกล่าวได้ว่าหลินเฟิงเป็นปรมาจารย์หมัดเมาเหมือนในตำนานและภาพยนตร์เหล่านั้นก็เป็นได้เพราะหลินเฟิงแสดงพลังที่แข็งแกร่งขณะเมาออกมาได้จริงๆ
หลังจากดื่มไปสามแก้วใบหน้าของหลินเฟิงก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงและใบหน้าของเขาเหมือนกับปรมาจารย์หมัดเมาในภาพยนตร์จริงๆ เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็แลบลิ้นใส่จินเหว่ยห่าวเล็กน้อยจนจินเหว่ยห่าวตกตะลึงไปพักหนึ่งแล้วเขาก็เข้าใจแล้วว่าเย่เชียนหมายถึงอะไรเพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่หลินเฟิงพูดนั้นจะเป็นความจริง
.