ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1283 การสมรู้ร่วมคิด
ตอนที่ 1283 การสมรู้ร่วมคิด
………………..
วันนี้ยังมีอีกสองสามที่ที่ต้องไปดังนั้นเย่เชียนจึงไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่นานเกินไป ดังนั้นหลังจากพูดจบเย่เชียนก็ลุกขึ้นและเดินออกไป เย่เชียนรู้ดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ทุจริตเหล่านี้ดีเพราะความปรารถนาของพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจะได้รับนั้นลึกซึ้งมากเพราะพวกเขารู้ดีว่ามันเป็นโอกาสของพวกเขาที่นำความมั่งคั่งเหล่านั้นมาให้พวกเขาและทำให้พวกเขามีสถานะที่สูงขึ้นเพราะนี่คือโอกาส
โดยเฉพาะผู้กำกับอู๋ที่เป็นผู้กำกับสถานีตำรวจและไม่รู้เลยว่าเขาทำให้ใครขุ่นเคืองไปแล้วกี่คน ดังนั้นถ้าหากเขาติดคุกเขาจะไม่มีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอนและต่อให้มีชีวิตรอดออกมาจากคุกได้แต่ถ้าออกไปภายนอกก็คงเป็นศพอยู่ริมถนนอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงรู้ดีกว่าใครถึงผลประโยชน์และผลที่จะตามมาของเขา
เมื่อเห็นว่าเย่เชียนกำลังจะจากไปผู้กำกับอู๋ก็รีบลุกขึ้นและพูดว่า “เดี๋ยวครับท่านรองนายกเทศมนตรีเย่..ช่วยรอสักครู่ครับ”
เย่เชียนหันไปอย่างช้าๆ “อะไรกันคุณคิดออกแล้วเหรอว่าต้องทำยังไง?”
ผู้กำกับอู๋กัดฟันพูด “ในเมื่อท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ต้องการแบบนั้นผมก็จะจัดการให้ครับ” หลังจากนั้นเขาก็หยิบเช็คเงินสดออกมาแล้วจดตัวเลขแล้วยื่นให้จากนั้นเย่เชียนก็รับมาและเหลือบมอง เมื่อเห็นตัวเลขแล้วเย่เชียนก็แสยะยิ้มและพูดว่า “คนที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรนั่นคือคนฉลาด..เอาล่ะผมยังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่เพราะงั้นผมจะไม่รบกวนคุณอีกเอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะครับ” หลังจากนั้นเย่เชียนก็เปิดประตูแล้วเดินออกไป ส่วน รปภ.ทั้งสามก็รีบเดินตามออกไป
เย่เชียนไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เพราะสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตแบบนี้ถ้าเก็บเขาเอาไว้เขาจะกลายเป็นปรสิตของประเทศต่อไปในอนาคต แต่เย่เชียนไม่ได้กลัวหรือกังวลว่าคนเหล่านี้จะแว้งกัดเขากลับและแน่นอนว่าเย่เชียนจะไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ และการส่งพวกเขาเข้าคุกจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนั่นเอง
หลังจากมองเย่เชียนออกไปผู้กำกับอู๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และภรรยาของเขาก็เดินออกมาจากห้องซึ่งเธอได้ยินชัดว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้ว่าผู้กำกับอู๋มอบสินบนให้เย่เชียนอย่างง่ายดายแล้วเธอจะยอมรับได้อย่างไร ไม่นานหลังจากนั้นหญิงสาวก็จ้องไปที่ผู้กำกับอู๋แล้วพูดว่า “คุณคะทำไมคุณถึงให้เงินเขาง่ายๆอย่างนั้นล่ะคะ..แบบนี้พวกเราจะใช้ชีวิตกันยังไงในอนาคต”
ผู้กำกับอู๋สูดลมหายใจเข้าอย่างเย็นชาและพูดว่า “แล้วคุณต้องการให้ผมทำยังไง..ถ้าผมไม่ยอมให้เขาไปเรื่องนี้มันจะเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้มากนะ” หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งผู้กำกับอู๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหยิบปากกาบันทึกเสียงออกมาจากเสื้อของเขาและพูดว่า “ช่างมันเถอะเงินน่ะหาได้ง่ายๆ เพราะในเมื่อเราไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือล่าถอยยังไงเราก็ต้องยอมไปก่อน..พอถึงพรุ่งนี้ผมจะไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยตั้งแต่เช้าและฟ้องร้องเขา..คนหยิ่งผยองแบบนี้ผมปล่อยไปไม่ได้หรอก..อีกอย่างด้วยการสนับสนุนของตระกูลหยุนแล้วผมน่าจะออกจากสำนักงานคณะกรรมการตรวจวินัยได้อย่างง่ายดาย”
“คุณฉลาดมากจริงๆ!” หญิงสาวพูดแล้วจูบแก้มของผู้กำกับอู๋อย่างมีความสุข
รปภ.ทั้งสามคนก็เดินตามเย่เชียนไปและมองดูแผ่นหลังของเขาซึ่งทุกคนต่างก็ชื่นชมเย่เชียนเพราะด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำนั้นสามารถได้เงิน 5 ล้านหยวนมาอยู่ในมือและพวกเขาคงจะไม่สามารถทำเงินได้มากขนาดนี้ในช่วงชีวิตของเขาแล้วนับประสาอะไรกับทั้งชีวิตและต่อให้ผ่านไปสามชั่วอายุคนพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้
“อย่าคิดที่จะฉ้อโกงเด็ดขาดและตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี..ซึ่งเรื่องเงินพวกนี้ถ้าหากคุณรับเงินมาจากใครล่ะก็พวกคุณก็จะถูกคนอื่นจูงจมูกตลอดไปและยากที่จะออกมาได้” เย่เชียนพูดโดยไม่หันหลังกลับไปมองว่า “ผมไม่ได้ต้องการเงินพวกนี้หรอกเพราะงั้นผมจะบริจาคมันทั้งหมดเพื่อเป็นการตอบแทนสังคมและประชาชนน่ะ”
รปภ.ตัวสูงพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ครับแล้วถ้าผู้กำกับอู๋ไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยเพื่อฟ้องร้องคุณล่ะแบบนี้จะไม่แย่เอาหรอครับ?”
เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “คุณคิดว่าผมไม่เห็นสิ่งที่เขาคิดงั้นเหรอ..เขามีปากกาบันทึกเสียงอยู่ในเสื้อของเขาเพราะงั้นเขาจะต้องไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยและฟ้องร้องผมอย่างแน่นอน..อีกอย่างเขาคือคนของตระกูลหยุนเพราะงั้นผมคิดว่าเขามั่นใจว่าถึงแม้เขาจะไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยแต่เขาก็จะสามารถออกมาได้ง่ายๆ เพราะการสนับสนุนของตระกูลหยุน..ซึ่งถ้าผมเดาไม่ผิดผู้กำกับอู๋จะไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยในวันพรุ่งนี้เช้าอย่างแน่นอน..อีกอย่างเขาจะต้องเอาเรื่องของผมไปบอกกับตระกูลหยุนและเมื่อไหร่ที่เขาคิดว่าผมอันตรายเขาก็จะฆ่าผมอย่างแน่นอน”
ถึงแม้ว่าผู้กำกับอู๋จะซ่อนสิ่งที่คิดเอาไว้ดีแค่ไหนแต่ดวงตาของเย่เชียนยังคงมองเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เผยออกมาได้เป็นอย่างดี เมื่อรวมกับการเปลี่ยนแปลงในวิธีการพูดของผู้กำกับอู๋ทั้งก่อนหน้าและช่วงหลังแล้วเย่เชียนก็เดาได้คร่าวๆ ว่ามันคืออะไรและที่จริงแล้วสำหรับเย่เชียนนั้นคนพวกนี้เป็นแค่คนขี้ขลาดและเย่เชียนก็ไม่ได้จริงจังากนัก อย่างไรก็ตามเนื่องจากเย่เชียนมาที่นี่แล้วอย่างน้อยๆ เย่เชียนก็ควรจะทำอะไรสักอย่างใช่ไหม? ยิ่งไปกว่านั้นเงินที่เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้ยักยอกไปนั้นไม่ใช่เงินที่สะอาดและเป็นการดีกว่าที่จะนำไปบริจาคผ่านกองทุนมูลนิธิเพื่ออนาคตของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปและมันจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างมาก ซึ่งไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นสำหรับคนเหล่านี้ที่จะอยู่ในรัฐบาลอีกต่อไปเพราะนั่นจะทำให้เกิดปรสิตกลืนกินประเทศชาติ
“มีใครที่อยู่แถวนี้อีกมั้ยนำทางผมไปที” เย่เชียนพูด “ในเมื่อพวกเขาต้องการเล่นกับผมเพราะงั้นผมก็จะเล่นกับพวกเขาจนจบ..ผมอยากให้พวกเขาไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยในวันพรุ่งนี้เพื่อฟ้องร้องผม..ผมอยากให้พวกเขาเห็นว่าถึงพวกเขาจะมีความสามารถในการเข้าไปในสำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบวินัยได้แต่พวกเขาจะไม่สามารถออกมาได้อีก”
ณ ห้องส่วนตัวของสโมสรระดับไฮเอนด์ในเมืองเสิ่นหยางนั้นจินเจิ้งรุ่ยนั่งอยู่ที่นั่นพร้อมกับสาวสวยในอ้อมแขนของเขาอย่างสบายใจเฉิบ สโมสรแห่งนี้เป็นสมบัติของตระกูลหยุนและเป็นหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถมาที่นี่เพื่อใช้บริการและเพลิดเพลินได้เพราะแน่นอนว่าบริการของที่นี่นั้นดีมาก ทั้งผู้หญิงและเครื่องดื่มต่างๆ ล้วนเป็นระดับสูงไม่ว่าจะเป็นนางแบบดาราหรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและแม้แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่นี่ก็สามารถจัดหาให้แขกได้เสมอ บางครั้งอย่ามองข้ามนักศึกษามหาวิทยาลัยเด็ดขาดเพราะบางทีเวลาที่พวกเธอเรียนอาจเป็นเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น
ผ่านไปครู่หนึ่งประตูห้องส่วนตัวก็ถูกผลักเปิดออกและชายวัยกลางคนก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณจินรอนาน” จากนั้นเขาก็หันกลับมามองพนักงานเสิร์ฟและพูดว่า “เอาไวน์เกรดพรีเมี่ยมที่อยู่ในคอลเลกชั่นของฉันมาที..เธอไม่รู้เหรอว่าคุณจินมาที่นี่เพราะงั้นอย่าละเลยเด็ดขาด..เธอต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ของที่นี่ให้ดีกว่านี้!”
หลังจากพูดจบชายวัยกลางคนก็ยิ้มและนั่งลงข้างๆ จินเจิ้งรุ่ยจากนั้นก็เหลือบมองผู้หญิงที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของจินเจิ้งรุ่ยแล้วยิ้มเบาๆ และพูดว่า “ให้เธอไปพักก่อนนะครับคุณจิน”
จินเจิ้งรุ่ยยิ้มเบาๆ และตบก้นผู้หญิงคนนั้นแล้วบอกให้เธอออกไปและรอจนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นเดินออกไปจินเจิ้งรุ่ยก็พูดว่า “อาจารย์หยุนเรามาคุยเรื่องธุรกิจกันเถอะ..ผมคิดว่าอาจารย์หยุนควรจะชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันดีใช่มั้ยครับว่ามันไม่เอื้ออำนวยต่อเราอย่างมาก”
ใช่แล้วชายวัยกลางคนคนนี้เป็นเจ้าของสโมสรแห่งนี้และเป็นผู้นำของตระกูลหยุน หยุนเซิน เกรงว่าจะไม่มีใครจินตนาการได้เลยว่าทั้งสองจะมานั่งคุยกันได้เพราะว่าปัญหาระหว่างตระกูลจินกับตระกูลหยุนนั้นเลวร้ายอย่างมากแต่จินเจิ้งรุ่ยกลับได้มานั่งคุยกับผู้นำตระกูลหยุนอย่างใกล้ชิดแบบนี้ เมื่อได้ยินแบบนั้นหยุนเซินก็แสยะยิ้มแล้วจุดซิการ์แล้วพูดว่า “มีอะไรก็พูดออกมาได้เลย”
“อาจารย์หยุนรู้จักรองนายกเทศมนตรีคนใหม่ของเมืองเสิ่นหยางหรือเปล่าครับ?” จินเจิ้งรุ่ยถาม
“คุณหมายถึงคนที่ชื่อเย่เชียนน่ะเหรอ? ..ถึงแม้ว่าผมจะไม่เจอเขามาก่อนแต่ผมก็เคยได้ยินชื่อของเขาเร็วๆ นี้และผมก็ได้ส่งคนไปสืบประวัติของเขาแล้วแต่ทุกอย่างมันคลุมเครือและไม่มีเบาะแสอะไรเลย” หยุนเซินพูด
“ใช่ครับทางตระกูลจินก็สืบประวัติของเขาแล้วเหมือนกันแต่กลับไม่มีข้อมูลอะไรเลย..ผมลองคิดๆ ดูแล้วเขาเป็นแค่รองนายกเทศมนตรีตำแหน่งเล็กๆ แต่ตระกูลจินกับตระกูลหยุนยังไม่สามารถสืบประวัติของเขาได้เลยซึ่งนี่ก็พอจะพิสูจน์ได้แล้วว่าเรื่องต่างๆ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด..อีกอย่างเรื่องระหว่างตระกูลจินกับตระกูลหยุนนั้นก็ใหญ่หลวงมากและผมเกรงว่ามันจะไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เพราะงั้นผมไม่รู้เลยว่าเย่เชียนจะถูกรัฐบาลกลางส่งมาเพื่อจัดการกับพวกเราหรือเปล่า” จินเจิ้งรุ่ยพูด
หยุนเซินตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็แสยะยิ้มแล้วพูดว่า “เราไม่จำเป็นต้องกลัวเขาและเราก็แค่ซื้อเขาให้มาอยู่กับพวกเราแต่ถ้าเราไม่สามารถซื้อเขาได้เราก็แค่ข่มขู่เขาก็สิ้นเรื่อง..หึ..ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้ใครมันจะมีอำนาจเหนือพวกเราได้? ..คุณจินจำพวกหยวนเต๋อในเซียะเหมินในตอนนั้นได้หรือเปล่าถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีอิทธิพลมากแต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องยอมถอยจนได้
“แต่จุดจบของพวกเขาก็เลวร้ายไม่ใช่เหรอครับ” จินเจิ้งรุ่ยพูด
“นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่ฉลาดพอและรากฐานของพวกเขาก็อ่อนแอเกินไป..ที่สำคัญก็คือพวกเราอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมานานหลายร้อยปีแล้วหลายชั่วอายุคนเพราะงั้นเครือข่ายความสัมพันธ์นั้นก็ซับซ้อนและกว้างขวางที่สุดและมันไม่ง่ายเลยที่ใครจะมาเป็นศัตรูกับพวกเราได้” หยุนเซินพูด “เพราะงั้นเราไม่จำเป็นต้องกลัวใครอีกต่อไป”
“คือว่าตอนนี้เย่เชียนได้บรรลุข้อตกลงกับจินเจิ้งผิงแล้วและอีกไม่นานสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินก็จะอยู่ในกำมือของจินเจิ้งผิง” จินเจิ้งรุ่ยพูด “เมื่อตอนที่ผมพบเย่เชียนเป็นครั้งแรกผมก็คิดว่าเขาไม่ธรรมดาและจะต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลอย่างมาก..ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าการเจรจาระหว่างตระกูลจินกับเย่เชียนจะล้มเหลวแต่ผมไม่ได้คาดหวังว่าเพราะการมีส่วนร่วมของอาจารย์หมอฮวงจุ้ยอู๋เป้งเต๋าจะทำให้สิ่งต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น”
โดยธรรมชาติแล้วจินเจิ้งรุ่ยจะไม่พูดถึงความจริงที่ว่าตระกูลจินถูกเย่เชียนรีดไถอย่างแยบยลเพราะมันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชและเขาก็ไม่ต้องการบอกหยุนเซินให้สมเพชตระกูลจินแต่อย่างใด หลังจากหยุดไปชั่วขณะจินเจิ้งรุ่ยก็พูดต่อ “เรื่องมันมีอยู่ว่าเย่เชียนมีเพื่อนคนนึงที่เป็นโรคที่รักษาไม่หายและเหมือนว่าอาจารย์อู๋เป้งเต๋าจะสามารถรักษาโรคของเพื่อนเขาได้..ดังนั้นด้วยวิธีนี้เย่เชียนจึงยอมมอบสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินให้โดยไม่ลังและสิทธิ์จะถูกโอนมายังตระกูลจิน..หลังจากนั้นถ้าหากตระกูลจินได้รับสิทธิ์ในการขุดเจาะจริงๆ เราก็จะไม่เหลืออะไรเลยและในเวลานั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นโลกของตระกูลจินและเจิ้งผิงก็จะโจมตีตระกูลหยุนอย่างแน่นอน..เพราะงั้นทำไมเราถึงไม่ไปหาเย่เชียนซะเลยล่ะเพราะถ้าเรารอให้จินเจิ้งผิงเริ่มทำสิ่งต่างๆ ล่ะก็พวกเราจะล้มเหลวและผมคิดว่าอาจารย์หยุนคงไม่ต้องการเห็นตระกูลหยุนถูกตระกูลจินคุกคามอย่างแน่นอน”