ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1282 รีดไถเงิน
ตอนที่ 1282 รีดไถเงิน
………………..
ผู้กำกับอู๋นั้นรู้อยู่แล้วว่าเย่เชียนนั้นเพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีแต่เนื่องจากเขาอยู่ในสายงานอื่นและเวลามีน้อยดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสได้พบกับเย่เชียนดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาจึงไม่รู้จักเย่เชียน อย่างไรก็ตามเมื่อฟังจากน้ำเสียงของ รปภ.ทั้งสามดูเหมือนจะไม่ใช่การโกหกแต่อย่างใดและเขาก็คิดไม่ออกเลยว่ารองนายกเทศมนตรีจะมาที่บ้านของเขาเพื่อแบล็กเมล์เขาทำไม ถ้าหากเย่เชียนต้องการเงินจริงๆ ก็แค่มาคุยกับเขาและตกลงสิ่งต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย
หากฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงคนธรรมดาผู้กำกับอู๋ก็สามารถฆ่าเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบจากนั้นก็แค่ตั้งข้อหาอาชญากรโดยและสร้างฉากขึ้นมาและเขาก็จะรอดไปได้ อย่างไรก็ตามถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นรองนายกเทศมนตรีจริงๆ เรื่องก็จะยุ่งยากและยิ่งเขาเป็นคนลงมือฆ่าด้วยสิ่งต่างๆ ก็จะย่ำแย่และยากที่จะจัดการอย่างมาก หากคุณฆ่าเขาด้วยตัวเอง
ผู้กำกับอู๋ก็ลังเลและไม่มั่นใจว่าเขาจะวางมือลงดีหรือไม่ จากนั้นเย่เชียนก็แสยะยิ้มแล้วพูดว่า “อะไรกัน..คุณไม่หนักหรอที่ถือปืนเอาไว้แบบนั้น? ..เอาเถอะวางมันลงแล้วเรามาคุยกันดีกว่า”
“แล้วคุณจะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าคุณเป็นรองนายกเทศมนตรีจริงๆ” ผู้กำกับอู๋ถาม
“เรื่องนี้ต้องการข้อพิสูจน์ด้วยงั้นเหรอ? ..ถ้าหากคุณไม่เชื่อคุณก็ไปตรวจสอบด้วยตัวเองเลยสิผมเชื่อว่าเรื่องง่ายๆ แบบนี้คงไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับคุณหรอก” เย่เชียนพูดเบาๆ
ผู้กำกับอู๋ค่อยๆ ลดปืนและนั่งลงอีกครั้งเพราะทัศนคติที่มั่นใจของเย่เชียนนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเสแสร้งได้เพราะการแสร้งเป็นรองนายกเทศมนตรีนั้นไม่ใช่เรื่องดีอะไรและมันก็ง่ายมากที่จะหาความจริง ดังนั้นผู้กำกับอู๋จึงเลือกที่จะเชื่อ “ขอโทษครับท่านรองนายกเทศมนตรีเย่เมื่อกี้ผมอารมณ์ร้อนไปหน่อย” ผู้กำกับอู๋พูด “เมื่อกี้นี้ภรรยาของผมโทรมาบอกว่ามีคนร้ายบุกมาในบ้านเพราะงั้นผมก็เลยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังก่อนและผมก็โกรธมาก..ผมหวังว่าท่านรองนายกเทศมนตรีเย่จะไม่ขุ่นเคืองนะครับผมต้องขอโทษจริงๆ”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ..ตอนนี้เรามาคุยเรื่องธุรกิจกันดีกว่า..ผมรู้มาว่าผู้กำกับอู๋มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหยุนและได้รับผลประโยชน์มากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา..เพราะงั้นคุณน่าจะเข้าใจใช่มั้ยว่าผมหมายถึงอะไร?”
ผู้กำกับอู๋อึ้งไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับ..การรับสินบนเป็นการทุจริตและนอกจากนี้มันก็เป็นอาชญากรอีกรูปแบบหนึ่งและนี่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเห็นได้ชัดเพราะงั้นคำพูดของรองนายกเทศมนตรีเย่ค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลเลยนะครับ..ถ้าหากเรื่องนี้ไปถึงหูของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยล่ะก็มันจะแย่เอานะครับ”
เย่เชียนแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่หรอกครับ..ผู้กำกับอู๋รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นยังไง..ค่อนข้างไร้ความปรานีที่จะพูดแบบนี้..ผมคิดว่าอย่างน้อยๆ คุณน่าจะได้จากตระกูลหยุนประมาณหนึ่งแสนหยวนทุกๆ เดือนและนี่ยังไม่นับเงินจำนวนมากที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเมื่อมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่..ด้วยวิธีนี้ผู้กำกับอู๋จึงได้รับผลประโยชน์มากมาย..แต่คุณไม่ต้องกลัวไปเพราะผมไม่ได้มาจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและผมก็ไม่สนหรอกว่าใครจะทุจริตหรือไม่ก็ตามแต่ถ้าหากคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าผมหาเงินได้มากกว่าผมล่ะก็ผมจะปล่อยผ่านไปได้ยังไง? ..เพราะงั้นผมก็เลยมารบกวนผู้กำกับอู๋อย่างกะทันหันเพราะหวังว่าผู้กำกับอู๋จะช่วยผมได้”
ผู้กำกับอู๋ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและดูเหมือนเขากำลังคิดว่าคำพูดของเย่เชียนเป็นจริงหรือเท็จเพราะเรื่องเงินนั้นไม่ใช่ปัญหาและถ้าหากเขาสามารถลากรองนายกเทศมนตรีลงไปในน้ำได้และแนะนำให้รู้จักกับตระกูลหยุนล่ะก็เขาจะได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน ดังนั้นหากต้องแลกด้วยเงินจำนวนเพียงเล็กน้อยเพื่ออนาคตที่ดีนั้นมันก็คุ้มค่าและยิ่งไปกว่านั้นในอนาคตเขาก็จะมีคนคอยสนับสนุนเพิ่มใช่ไหม? ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้กำกับอู๋ทำงานหนักโดยลำพังและปราศจากคนสนับสนุนใดๆ และเขาก็รู้สึกลึกๆ ว่าการได้รับตำแหน่งในทุกวันนี้นั้นยากแค่ไหนและถ้าหากเขามีรองนายกเทศมนตรีเป็นหลังเวทีคอยสนับสนุนเขาได้ล่ะก็เส้นทางในอนาคตของเขาจะง่ายขึ้นมาก
เมื่อคิดออกแล้วผู้กำกับอู๋ก็พูดอย่างรวดเร็วว่า “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ก็พูดเกินไปครับเพราะตราบใดที่ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ต้องการผมก็เชื่อว่าจะมีคนจำนวนนับไม่ถ้วนยอมส่งเงินไปที่ประตูบ้านคุณ..ผมเชื่อว่าหลายๆ คนก็อยากให้ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่สนับสนุนพวกเขาในอนาคตดังนั้นถ้าหากท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ต้องการจริงๆ ผู้นำตระกูลหยุนจะต้องสนับสนุนคุณอย่างแน่นอน..ซึ่งถ้าหากท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ต้องการพบกับผู้นำตระกูลเย่ล่ะก็ผมสามารถแนะนำให้ได้” ขณะพูดผู้กำกับอู๋ก็เขียนเช็คและยื่นมันให้กับเย่เชียน
เขาไม่กังวลว่าเย่เชียนจะโกหกเขาโดยแสร้งสวมรอยเป็นรองนายกเทศมนตรีและโกงเงินเขาเพราะพูดได้เลยว่าที่เขานั่งอยู่ในตำแหน่งทุกวันนี้ล้วนอยู่กึ่งกลางระหว่างขาวกับดำและอยู่ไปเพื่อเงินซึ่งต้องเสี่ยงอยู่แล้ว
เย่เชียนหยิบเช็คขึ้นมาดูและเงินจำนวนหนึ่งล้านหยวนนั้นไม่ใช่จำนวนเล็กๆ น้อยๆ แต่ทว่าผู้กำกับอู๋นั้นสามารถให้เงินหนึ่งล้านหยวนกับเขาง่ายๆ แบบนี้ซึ่งเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเขานั้นมีทรัพย์สินและความมั่งคั่งไม่น้อยเลยและเมื่อคิดๆ ดูแล้วเงินเหล่านี้จะต้องมาจากตระกูลหยุนอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลหยุนมีธุรกิจมากมายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและถึงแม้จะว่ามันจะถูกกฎหมายแต่ก็เป็นไปไม่ได้ใสสะอาดขนาดนั้นเสมอไป ดังนั้นเนื่องจากมีธุรกิจที่ไม่ขาวสะอาดอยู่จึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยช่วยและเป็นเรื่องปกติที่ตระกูลหยุนจะส่งเงินจำนวนมากให้กับผู้กำกับอู๋
เย่เชียนก็แสยะยิ้มแล้วพูดว่า “ผมคิดว่าผู้กำกับอู๋คงจะเข้าใจผิดในสิ่งที่ผมพูดออกไปเพราะผมไม่ได้มาที่นี่เล่นๆ ..ซึ่งการที่คุณส่งเงินหนึ่งล้านหยวนมาให้ผมได้แบบง่ายๆ สบายๆ แบบนี้นั่นก็แสดงว่าเงินจำนวนแค่นี้มันไม่ได้เยอะสำหรับคุณเลย..อีกอย่างผมก็มาที่นี่ด้วยตัวเองเพราะงั้นผู้กำกับอู๋คิดว่าผมมีค่าแค่หนึ่งล้านหยวนงั้นเหรอ?”
ผู้กำกับอู๋ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและมองเย่เชียนด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “อ๋อแน่นอนครับผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น..ผมแค่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงแต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกท่านรองนายกเทศมนตรีเย่เลย”
“ผมก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากผมขอแค่ห้าล้านหยวนก็พอแล้ว..ส่วนรถหรือบ้านอะไรพวกนั้นผมไม่ได้ต้องการมันเลย” เย่เชียนพูด
เย่เชียนอยากจะสูบเงินของเขาทั้งหมดในทันทีราวกับผีดูดเลือดแบบนี้ซึ่งทำให้ผู้กำกับอู๋ประหลาดใจดังนั้นเขาจึงมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ครับนี่คุณกำลังล้อเล่นหรือเปล่า?”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดว่า “คุณคิดว่าผมพูดเล่นงั้นเหรอ? ..ถ้าคุณไม่เห็นด้วยผมคงฉันต้องไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยเพื่อฟ้องร้องคุณเพราะงั้นผู้กำกับอู๋ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง..ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เสียเงินก้อนนี้ไปผู้กำกับอู๋ก็สามารถหาใหม่ได้ง่ายๆ อยู่ดี..คุณควรจะรักษาโอกาสและแม้แต่ชีวิตตัวเองเอาไว้นะ..ถ้าหากคุณตายไปต่อให้คุณมีเงินมากเท่าไหร่มันก็สูญเปล่าอยู่ดี..ลองคิดดูเกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าหากผู้กำกับอู๋เข้าคุกและถูกตัดสินจำคุกสิบปีหรือยี่สิบปีต่อให้มีเงินมากแค่ไหนมันก็มีประโยชน์อะไรและท้ายที่สุดมันก็จะกลายเป็นทรัพย์สินของภรรยาของคุณและรับรองได้เลยว่าเธอจะไม่รอให้คุณออกมาเพราะหลังจากที่คุณเข้าคุกไปเธอก็จะไปมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเพราะรอคุณคงจะไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป”
ผู้กำกับอู๋ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ครับนี่คุณกำลังข่มขู่ผมอยู่งั้นเหรอ..ถ้าหากคุณไปที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบวินัยเพื่อฟ้องร้องผมคุณก็ต้องมีหลักฐานก่อนและนอกจากนี้คุณเองก็เป็นฝ่ายมาขอสินบนเช็คหนึ่งล้านหยวนจากผม..เพราะงั้นถ้าผมฟ้องร้องคุณต่อคณะกรรมการตรวจสอบวินัยล่ะก็คุณดิ้นไม่หลุดแน่”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า “หนึ่งล้าน? ..ผมยังไม่ได้รับมันไปเลย..ผมสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าคุณนั่นแหละที่เป็นฝ่ายติดสินบนผม..ผมไม่รู้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยจะเชื่อใคร..คุณคิดว่าถ้าผมไม่มีหลักฐานผมจะกล้ามาหาคุณเหรอ..คุณตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเถอะแต่ไม่ต้องกังวลไปผมรอได้”
ผู้กำกับอู๋ก็ขมวดคิ้วแน่นและมุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยและไม่สบอารมณ์อย่างมาก เมื่อลองคิดดูว่าเขาจะต้องเสียเงินห้าล้านหยวนที่เขาทำงานหนักมาไปในคราวเดียวแล้วเขาจะยอมรับได้อย่างไร? นี่ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังปลิดชีพตัวเองหรอกเหรอ? อีกฝ่ายโหดเหี้ยมเกินไปและไม่กลัวเลยแม้แต่น้อยโดยจะขู่เอาเงินห้าล้านหยวนจากเขาแบบนี้และถ้าไม่ได้ก็จะไปฟ้องร้องกรรมการตรวจสอบวินัยอีก ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาไม่ได้ใสสะอาดดังนั้นอีกฝ่ายจึงกล้าทำอะไรก็ตามที่ต้องการแบบนี้
ทันใดนั้นผู้กำกับอู๋ก็คิดขึ้นได้ว่าเขาบังเอิญพกปากกาบันทึกเสียงติดตัวมาด้วยในวันนี้เพราะเขาเพิ่งจะไปสอบปากคำนักโทษคนหนึ่งมาและเขาก็ไม่ได้เก็บปากกาบันทึกเสียงไปเพราะความรีบร้อน เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ผู้กำกับอู๋ก็รู้สึกโล่งใจและเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วกดบันทึกเสียงอย่างลับๆ แล้วพูดว่า “ท่านรองนายกเทศมนตรีเย่ครับตอนนี้ผมมีแค่ล้านแปดแสนเท่านั้นไม่ทราบว่าคุณพอจะรับไปก่อนได้หรือเปล่า..ผมหวังว่านี่คงจะไม่ทำให้คุณต้องฆ่าผมหรอกใช่มั้ย?”
แน่นอนว่าเย่เชียนไม่รู้ว่าผู้กำกับอู๋ได้เปิดเครื่องบันทึกเสียงเพื่อบันทึกการสนทนาของพวกเขาเอาไว้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะรู้แต่เย่เชียนก็ไม่สนใจเพราะสำหรับเขาแล้วหลักฐานที่ได้จากเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กจะสามารถทำให้เขากลัวงั้นเหรอ? ถึงแม้ว่ามันจะไปอยู่ในมือของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยจริงๆ ก็ตามแต่สุดท้ายแล้วหูวหนานเจียนก็จะจัดการปัญหาดังกล่าวได้ ยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนก็ไม่ใช่รองนายกเทศมนตรีจริงๆ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่เย่เชียนจะต้องกลัวสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเย่เชียนจึงยิ้มแล้วพูดว่า “แน่นอนว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญแต่เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตของคุณแล้วมันเทียบกันไม่ได้เลย..ถ้าหากคุณต้องการเงินแต่ไม่รักมีชีวิตล่ะก็ผมจะสนองความต้องการให้เอง”
“ถ้าผมตกลงแล้วท่านรองนายกเทศมนตรีเย่จะสนับสนุนผมในหน้าที่การงานหรือเปล่า..คุณอยู่ในสายงานนี้คุณน่าจะมีเครือข่ายที่ดีเพราะงั้นผมก็อยากจะร่วมมือกับคุณ” ผู้กำกับอู๋พูด
เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเพราะพบว่าเขาได้ยินสิ่งผิดปกติกับคำพูดของผู้กำกับอู๋ซึ่งเปลี่ยนจากวิธีพูดก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเป็นเพราะผู้กำกับอู๋เปิดเครื่องบันทึกเสียงเอาไว้ที่ทำให้วิธีการพูดเปลี่ยนไป เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อย “ดูเหมือนว่าเราคงไม่ต้องคุยกันแล้วเพราะในเมื่อคุณไม่ให้สิ่งที่ผมต้องถ้างั้นผมหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกในอนาคต”