ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1295 เสี่ยวเทียนตกอยู่ในอันตราย
ตอนที่ 1295 เสี่ยวเทียนตกอยู่ในอันตราย
………………..
ในดินแดนของคนอื่นเป็นการยากที่จะอยู่รอดโดยปราศจากการคำนวณและการระมัดระวัง แน่นอนว่าเย่เชียนไม่ใช่คนโง่และเขาก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเมื่อต้องรับมือกับตระกูลใหญ่ๆอย่างตระกูลจินและตระกูลหยุนแล้วเย่เชียนจะไม่ระวัง เพราะถึงแม้ว่าทั้งสองตระกูลจะไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของเขาแต่ทั้งสองตระกูลก็จะทำทุกอย่างเพื่อสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินอย่างแน่นอน ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการได้รับสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินดังนั้นเย่เชียนจึงต้องจัดการกับมันอย่างระมัดระวัง
องค์กรเซเว่นคิลของหลินเฟิงนั้นก่อตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและความคุ้นเคยของเขากับสถานที่แห่งนี้นั้นก็เหนือกว่าเย่เชียนมาก แน่นอนว่าทั้งเรื่องของตระกูลจินและตระกูลหยุนด้วยซึ่งมันจะสะดวกกว่าที่จะออกมาเคลื่อนไหวและถ้าหากต้องการกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างตระกูลหยุนกับตระกูลจินล่ะก็วิธีที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายสงสัยซึ่งกันและกันแล้วต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์นั่นเอง
ในวันต่อมาเย่เชียนไปที่อาคารรัฐสภาหลังจากตื่นนอนตอนเช้าตามปกติ เมื่อเร็วๆนี้อาจเป็นไปได้ว่าเสี่ยวเทียนรู้ว่าเย่เชียนมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ในทุกๆวันดังนั้นเสี่ยวเทียนจึงมาทำความสะอาดออฟฟิศให้เขาตั้งแต่เช้า
หลังจากที่เย่เชียนขึ้นไปชั้นบนเขาก็ผลักประตูเข้าไปและตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเพราะสำนักงานไม่ได้รับการทำความสะอาดและเย่เชียนก็หันมองออกไปข้างนอกแต่ไม่เห็นเสี่ยวเทียนดังนั้นเย่เชียนจึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับเสี่ยวเทียนมาเป็นเวลานานแต่เย่เชียนก็รู้จักผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดีเพราะเธอมักจะจริงจังในการทำงานของเธอมากและเธอก็มีความเคร่งครัดมากเช่นกัน
เธอป่วยหรือเปล่า? เย่เชียนตกตะลึงไปชั่วขณะและครุ่นคิดอย่างลับๆแต่หลังจากนั้นไม่นานเย่เชียนก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาเสี่ยวเทียนเพราะในฐานะหัวหน้าของผู้หญิงคนนี้แล้วถ้าผู้หญิงคนนี้ป่วยจริงๆเย่เชียนก็ควรดูแลเธอและแสดงความเป็นห่วงกับเธอบ้างและนั่นก็เป็นเหตุผลว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องทนเจ็บป่วยและมาทำงานกับเขาจนล้มป่วยนั่นเอง
โทรศัพท์ดังอยู่นานแต่ก็ไม่มีใครรับสายจนเย่เชียนอึ้งไปครู่หนึ่งและคิดในใจว่า ‘เธอป่วยหนักหรือเปล่า?’ หลังจากคิดดูแล้วเย่เชียนก็ตัดสินใจไปดูตัวเอง ซึ่งโชคดีที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเย่เชียนถามถึงที่อยู่บ้านของเสี่ยวเทียนเพราะเธอคนนี้ทำงานหนักเกินไป เธอดูแลเขาดีมากแต่เธอกลับดูแลตัวเองไม่ได้มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ
บ้านของเสี่ยวเทียนอาศัยอยู่ในชุมชนและเป็นบ้านที่เธอเช่ามีห้องนอน 1 ห้องและห้องนั่งเล่น 1 ห้องและห้องน้ำ 1 ห้องซึ่งไม่ได้กว้างขวางแต่ดูสะอาดอย่างมาก เมื่อมาถึงเย่เชียนก็เคาะประตูห้องเป็นเวลานานแต่ไม่มีเสียงตอบรับดังนั้นเย่เชียนจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและโทรหาเสี่ยวเทียนและได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในบ้านแต่กลับไม่มีใครรับสายเป็นเวลานานจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและคิดอย่างลับๆว่า ‘หรือเสี่ยวเทียนจะป่วยจริงๆและอาการหนักถึงขนาดไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโทรศัพท์ดังอยู่แบบนี้?’ เมื่อคิดแบบนี้เย่เชียนก็ไม่กล้ารอช้าแล้วเก็บโทรศัพท์เข้าไปในเสื้อแล้วคว้าพวงกุญแจออกมาแล้วดึงลวดเส้นบางๆให้ตรงแล้วสอดเข้าไปในกลอนประตูและประตูก็เปิดออก
จากนั้นเย่เชียนก็รีบเข้าไปอย่างรวดเร็วแต่ห้องนั่งเล่นว่างเปล่าและสิ่งต่างๆก็ไม่ค่อยเป็นระเบียบนักทั้งนิตยสารขนมและเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปทั่วจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอีกครั้งแล้วคิดอย่างลับๆ ‘หรือจะเป็นขโมย?’ จากนั้นเย่เชียนก็รีบเข้าไปในห้องนอนอย่างเร่งรีบแต่มันก็ว่างเปล่าเช่นกันและมีรูปของเสี่ยวเทียนอยู่บนโต๊ะข้างเตียงและรอยยิ้มนั้นก็บริสุทธิ์และไร้เดียงสามาก ข้างๆรูปมีโทรศัพท์มือถือและเมื่อเย่เชียนเดินไปดูมันก็คือโทรศัพท์มือถือของเสี่ยวเทียน เมื่อเห็นแบบนั้นคิ้วของเย่เชียนก็ขมวดเข้าหากันและมีลางสังหรณ์ที่คลุมเครือ
โทรศัพท์ถูกทิ้งเอาไว้ที่บ้านแต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่นและเธอก็ไม่ได้ไปทำงานซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกว่าเสี่ยวเทียนอาจตกอยู่ในอันตราย อย่างไรก็ตามด้วยตัวตนหน้าที่การงานและสถานะของเสี่ยวเทียนแล้วสิ่งดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นและไม่มีเหตุผลที่คนธรรมดาจะมาคุกคามเธอและความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคืออีกฝ่ายจับตัวเธอไปก็เพราะเขาเอง
เย่เชียนมองออกไปรอบๆบ้านของเสี่ยวเทียนแต่ไม่มีเงื่อนงำจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นจากนั้นเขาก็โทรหาหลินเฟิงและเดินออกไป เมื่อหลินเฟิงรับสายอย่างรวดเร็วเย่เชียนก็แทบจะรอไม่ไหวที่จะพูดว่า “พี่หลินช่วยตรวจสอบเรื่องนี้หน่อย..ตอนนี้เลขานุการของผมเสี่ยวเทียนหายตัวไป..พี่ช่วยหาเบาะแสให้หน่อยสิว่ามันเป็นฝีมือของใคร”
“หายตัวไป?” หลินเฟิงตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า “พวกตระกูลจินและตระกูลหยุนใช่มั้ย?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่มันไม่น่าจะใช้ตระกูลหยุนเพราะผมเพิ่งจะไปคุยกับหยุนเซินมาและเขาก็ไม่น่าจะทำแบบนี้ในเวลานี้เพราะงั้นผมจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นฝีมือของตระกูลจินเพราะการตายของอู๋เป้งเต๋านั้นจะทำให้ผมโกรธและพวกเขาจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ที่พวกเขาจะจับตัวเธอไปและข่มขู่ผม” เย่เชียนพูด
หลินเฟิงก็พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ถ้าเป็นกรณีนี้นายไม่ต้องกังวลไปหรอก..เนื่องจากพวกเขาต้องการข่มขู่นายเพราะงั้นพวกเขาจะไม่ฆ่าเธอและพวกเขาจะโทรหานายอย่างแน่นอน..อย่ากังวลไปฉันจะรีบส่งคนไปตรวจสอบทันทีและถ้าหากมีสถานการณ์คืบหน้าฉันจะรีบติดต่อนายทันที”
ดูเหมือนเย่เชียนจะประมาทเกินไปจริงๆและเขาก็ไม่ได้คิดถึงความจริงง่ายๆแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ที่จริงแล้วถ้าอีกฝ่ายต้องการข่มขู่เขาโดยใช้เสี่ยวเทียนล่ะก็อีกฝ่ายจะต้องติดต่อเขาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าถ้าเวลาผ่านไปนานเกินไปเสี่ยวเทียนจะไม่ปลอดภัย ดังนั้นหลังจากตอบสั้นๆแล้วเย่เชียนก็กำลังจะวางสายไปแต่หลินเฟิงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีบพูดว่า “เย่เชียนอย่าเพิ่งวางสายฉันมีอะไรจะบอกกับนาย!”
“เรื่องอะไรพี่หลิน” เย่เชียนถาม
“นายเพิ่งบอกว่าภูเขาหินมีสมบัติและขุมทรัพย์ของราชวงศ์ชิงฝังอยู่ใช่มั้ย?..พอฉันได้ยินเรื่องนี้ฉันก็ส่งคนไปตรวจสอบแล้วแต่ไม่มีเบาะแสใดๆและไม่พบประวัติหรือข้อมูลและแม้แต่พื้นทีที่พอจะซ่อนสมบัติได้เลย” หลินเฟิงพูด “ฉันคิดว่านี่อาจเป็นแค่ข่าวลือก็ได้”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งและพูดว่า “ไม่ควรจะเป็นนั้นสิ..นอกจากนี้มันยังมีเหตุผลที่ว่าทำไมตระกูลหยุนกับตระกูลจินถึงให้ความสำคัญอย่างมากกับสิทธิ์ในการขุดเจาะและนอกจากนี้สิ่งที่หยุนเจียฮงบอกผมมันก็ไม่เหมือนเรื่องโกหกเลย..บางทีมันอาจผ่านมาหลายร้อยปีแล้วและถ้ำดั้งเดิมหรือบางสิ่งบางอย่างถูกปิดกั้นจนไม่สามารถค้นหาแหล่งข้อมูลได้..ไม่อย่างนั้นตระกูลหยุนและตระกูลจินคงจะไม่รู้จนถึงตอนนี้หรอก”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งหลินเฟิงก็ตอบว่า “อาจจะเป็นแบบนั้น..ถ้างั้นฉันจะส่งคนไปตรวจสอบเพิ่มทันทีและฉันจะแจ้งให้นายทราบทันทีที่มีข่าวใหม่” หลังจากพูดจบหลินเฟิงก็วางสายไป
หลังจากออกจากหมู่บ้านแล้วโทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้นอีกครั้งและเย่เชียนก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูปรากฏว่ามันเป็นหมายเลขที่ไม่คุ้นเคยและเย่เชียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและปิดเสียงเพลงในรถแล้วกดปุ่มรับสาย จากนั้นเสียงของชายวัยกลางคนก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม “รองนายกเทศมนตรีเย่ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
เสียงนั้นค่อนข้างคุ้นเคยและดูเหมือนว่าเย่เชียนจะเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่เย่เชียนก็จำไม่ได้ “แกเป็นใคร?” เย่เชียนถาม
“ฉันเป็นใครงั้นเหรอทำไมลืมฉันเร็วจังล่ะ..หืม..รองนายกเทศมนตรีเย่เป็นคนสูงศักดิ์ที่ลืมสิ่งต่างๆที่ต่ำต้อยง่ายๆสินะ..ฉันถูกแกทำร้ายจนแทบจะไม่เหลืออะไรแต่ตอนนี้แกยังกล้ามาถามฉันอีกเหรอว่าฉันเป็นใคร” ชายวัยกลางคนตะโกนด้วยความโกรธ “ยินดีที่ได้พบแกอีกครั้งจริงๆ..ครั้งก่อนแกต้องการให้ฉันตายแต่ฉันก็ไม่ตายฮ่าๆ..แต่ตอนนี้ถึงแม้ว่าฉันต้องตายฉันก็จะลากเลขาตัวน้อยของแกตายไปด้วยกัน..ตอนนี้เธออยู่ในกำมือของฉันแล้ว..ฮ่าๆๆ..น่าสงสารจัง”
หลังจากพูดจบเสียงตะโกนของชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์และจากนั้นก็ตามด้วยเสียงกรีดร้องของเสี่ยวเทียนและดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนจะทำร้ายเสี่ยวเทียน “เป็นไงแกได้ยินมั้ย?” ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างภาคภูมิใจและถาม
เย่เชียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ฉันไม่สนหรอกว่าแกจะเป็นใครแต่ถ้าแกกล้าทำร้ายเธอล่ะก็ฉันสาบานว่าพรุ่งนี้แกจะไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นอีกเลย”
“นี่แกกำลังข่มขู่ฉันอยู่งั้นเหรอ?” ชายวัยกลางคนพูด “แกคิดว่าฉันกลัวคำขู่ของแกเหรอ?..ฮึ่ม..ฉันกำลังจะตายอยู่แล้วถึงยังไงซะชีวิตก็ยังดีกว่าความตายและมันก็สายเกินไปแล้วที่จะหันหลังกลับ..เอาล่ะถ้าแกไม่อยากช่วยเธอฉันจะฆ่าเธอเดี๋ยวนี้แหละ”
เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูด “บอกฉันมาสิวะว่าแกต้องการให้ฉันทำอะไร?”
“แบบนั้นแหละ” ชายวัยกลางคนพูด “แกรีบมาที่โรงงานเคมีที่ถูกทิ้งร้างนอกเมืองเสิ่นหยางเดี๋ยวนี้และจำเอาไว้ว่าอย่าบอกตำรวจเชียวล่ะไม่อย่างนั้นนังนี่ได้ตายแน่!..แกคงไม่อยากให้สาวน้อยอวบๆคนนี้ต้องทรมานหรอกใช่มั้ย?”
“อย่ากังวลไปเลยฉันจะไม่แจ้งความอะไรทั้งนั้นและฉันจะรับไปที่นั่นทันทีแกอย่าทำร้ายเธอก็พอ” หลังจากเย่เชียนพูดจบเขาก็วางสายและเขาก็ไม่กล้าที่จะลังเลและรีบเร่งรถขับรถตรงไปทันที ทันใดนั้นจิตใจของเย่เชียนก็วูบวาบและดูเหมือนว่าเขาจะจำได้ว่าใครคือเจ้าของเสียงเมื่อกี้นี้?
ผู้อำนวยการจ้าวของสำนักงานกรมที่ดินและทรัพยากรของเมืองเสิ่นหยางนั่นเอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขารู้สึกคุ้นกับเสียงนี้และเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างเย็นชาเพราะคนเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรดีๆเลยจริงๆ ซึ่งเย่เชียนจะปล่อยคนแบบนี้ไปได้อย่างไร? ถ้าเย่เชียนรู้แบบนี้เขาคงจะฆ่าผู้อำนวยการจ้าวไปตั้งแต่แรกแล้วเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา อย่างไรก็ตามความผิดหวังในตอนนี้นั้นก็ไร้ประโยชน์เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือเสี่ยวเทียนให้ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้หญิงคนนี้ก็ไร้บริสุทธิ์และเป็นคนดีดังนั้นเย่เชียนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปได้
เย่เชียนไม่ได้โทรหาหลินเฟิงแต่เพียงแค่ส่งข้อความแล้วปิดโทรศัพท์ไปเพราะเย่เชียนไม่สนใจที่จะติดต่อกับผู้อำนวยการจ้าวอีก อย่างไรก็ตามเย่เชียนยังต้องระวังเมื่อทำสิ่งต่างๆเพราะถ้าหากโทรศัพท์มือถือเปิดอยู่อาจมีบางอย่างมารบกวนเขาในภายหลังดังนั้นเย่เชียนจึงตัดสินใจปิดเครื่องไป
.