ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1304 ความลับที่ไม่รู้
ตอนที่ 1304 ความลับที่ไม่รู้
………………..
หากเป็นก่อนหน้านี้การที่จินเจิ้งผิงฆ่าฮั่นหนิงซืออาจจะเป็นข่าวดีสำหรับจินเจิ้งรุ่ยแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างตอนนี้เขารู้สึกกระสับกระส่ายอยู่ในใจเสมอราวกับว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นและเขาก็กลัวจริงๆว่าจะถูกจินเจิ้งผิงดำเนินการต่างๆก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหวและเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะถูกต้อนจนมุมจริงๆ
หลังจากได้ยินคำพูดของจินเจิ้งรุ่ยแล้วหยุนเซินก็ยังคงมีสีหน้าเฉยเมยมากและพูดว่า “คุณคิดมากเกินไปแล้ว..ผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าจินเหว่ยเซียงเป็นลูกของฮั่นหนิงซือกับอู๋เป้งเต๋าเพราะงั้นจินเจิ้งผิงจะไม่ปล่อยไอ้เด็กนั่นไปเพราะเมื่อเขารู้เรื่องนี้เขาจึงฆ่าฮั่นหนิงซือเพราะงั้นมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?”
“ผมรู้ครับแต่ในเวลานั้นฮั่นหนิงซือได้รับสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินมาแล้วเพราะงั้นมันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จินเจิ้งผิงจะต้องฆ่าฮั่นหนิงซือและอย่างน้อยๆเขาก็สามารถรอจนกว่าฮั่นหนิงซือจะฆ่าเย่เชียนก่อนแล้วค่อยนำสิทธิ์ในการขุดเจาะภูเขาหินไปซึ่งมันจะดีกว่าไหมถ้าเป็นแบบนั้น” จินเจิ้งรุ่ยพูด
หยุนเซินก็แสยะยิ้มและพูดว่า “ในตอนแรกพ่อของคุณต้องการส่งต่อตำแหน่งผู้นำตระกูลจินให้คุณเพราะเขาคิดว่าคุณฉลาดกว่าพี่ชายของคุณเพราะงั้นแหละจินเจิ้งผิงถึงได้เป็นแบบนี้และบางทีจินเจิ้งผิงอาจจะโกรธจนหุนหันพลันแล่นเกินไปเมื่อได้ยินข่าวในเวลานี้ดังนั้นเขาจึงควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหยุนเซินก็พูดต่อ “อย่าคิดมากไปเลย..อีกอย่างต่อให้คุณต้องการจะทำอะไรบางอย่างแต่เรายังไม่ได้เตรียมการอะไรเอาไว้เลย..อ้อจริงสิผมเกือบลืมถามคุณไปว่าเรื่องที่ผมให้คุณติดต่อกลับหลานชายของคุณจินเหว่ยห่าและขอให้เขาออกมาเคลื่อนไหวน่ะเป็นยังไงบ้าง?”
จินเจิ้งรุ่ยก็ถอนหายใจเล็กน้อยและพูดว่า “เมื่อกี้นี้ผมไปหาเขามาแล้วแต่ดูเหมือนว่าเราจะประเมินเขาสูงเกินไปเพราะเขาไม่ได้รู้จักเย่เชียนผู้นำองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าแต่เขารู้จักแค่รองนายกเทศมนตรีคนใหม่เท่านั้นเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรถ้าให้เขาเคลื่อนไหวเพราะถ้าหากไม่มีความช่วยเหลือจากพวกเขี้ยวหมาป่าล่ะก็จินเหว่ยห่าวคงทำอะไรไม่ได้เลยเพราะงั้นเราคงจะฝากความหวังเอาไว้ที่เขาไม่ได้”
“ผมไม่คิดว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเป็นเรื่องโกหกและจินเหว่ยห่าวก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกผมเพราะตั้งแต่เขาเป็นเด็กผมก็ใจดีกับเขามาโดยตลอดและเขาก็ยังเชื่อมั่นในตัวของผมด้วย” จินเจิ้งรุ่ยพูด
หยุนเซินขมวดคิ้วแน่นและถอนหายใจอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเงินสิบล้านหยวนของผมก็เสียเปล่าน่ะสิ..หืม..ตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้จริงๆว่าต้องทำยังไง” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหยุนเซินก็มองไปที่จินเจิ้งรุ่ยแล้วถามว่า “แล้วยังไงดีล่ะคุณต้องการให้ผมลงมือตอนนี้เลยงั้นเหรอ?”
“ใช่!..เราต้องทำมันในตอนนี้เลยและถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เตรียมตัวก็ตามแต่ทางด้านของจินเจิ้งผิงก็เหมือนกันและตราบใดที่เราฆ่าเขาได้สำเร็จตำแหน่งผู้นำตระกูลจินก็จะเป็นของผมไปโดยปริยายและยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าจินเหว่ยห่าวจะไม่ทำอะไรก็ตามแต่ผมเห็นแล้วว่าเขาต้องการแก้แค้นจินเจิ้งผิงจริงๆเพราะงั้นผมจะปล่อยให้จินเหว่ยห่าวฆ่าจินเจิ้งผิงและผมจะจัดระเบียบตระกูลจินใหม่และสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลจินคนต่อไปได้อย่างสมเหตุสมผล” จินเจิ้งรุ่ยพูด
“คุณหมายความว่าให้ผมลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้จินเหว่ยห่าวฆ่าจินเจิ้งผิงใช่ไหม” หยุนเซินพูด
“ใช่!..เพราะนี่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสองตระกูลและเราจะสามารถหลีกเลี่ยงการฆ่าคนโดยไม่จำเป็นได้และตราบใดที่จินเจิ้งผิงถูกกำจัดตระกูลจินก็จะไร้ผู้นำและในเวลานั้นการสืบทอดตำแหน่งของผมก็จะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้” จินเจิ้งรุ่ยพูด “ผมจะปฏิบัติตามข้อตกลงของเราและหลังจากเสร็จสิ้นเรื่องพวกนี้ผมจะยกธุรกิจและที่ดินครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับคุณ”
“นี่ช่างน่าสนใจจริงๆ” หยุนเซินพูดเบาๆพลางสูบซิการ์ไปด้วย
จินเจิ้งรุ่ยก็ขมวดคิ้วโดยไม่ได้ตั้งใจและรู้สึกว่าวันนี้น้ำเสียงของหยุนเซินดูแปลกไปเล็กน้อยซึ่งไม่เหมือนกับตอนปกติ ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความประหลาดใจว่า “อาจารย์หยุนวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือเปล่าครับ?..เป็นไปได้ไหมว่ามีเรื่องอะไรผิดปกติเกิดขึ้น?..สถานการณ์ดังกล่าทำให้คุณไม่พอใจหรือเปล่าครับ”
จินเจิ้งรุ่ยตกตะลึงไปครู่หนึ่งและร่องรอยของความโกรธก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาและเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “อาจารย์หยุนคุณหมายความว่าไง?”
“นี่แกอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลจินถึงขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?” หลังจากเสียงพูดจบลงชายวัยกลางคนก็ค่อยๆเดินเข้ามาจากประตูและน้ำเสียงของเขาค่อนข้างที่จะเหน็บแนมและเห็นได้ชัดว่าเป็นการเยาะเย้ยจินเจิ้งรุ่ย เมื่อเห็นอีกฝ่ายแล้วจินเจิ้งรุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะและตัวสั่นไปหมดและนี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยสักนิดและเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆจินเจิ้งผิงถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ ดังนั้นเขาจึงมองไปที่หยุนเซินด้วยความประหลาดใจแต่หยุนเซินกลับมีสีหน้าที่สงบและดูเหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
จากนั้นจินเจิ้งผิงก็เดินไปที่ที่นั่งของเขาและนั่งลงอย่างสง่าผ่าเผยและมองไปที่จินเจิ้งรุ่ยด้วยรอยยิ้มที่อย่างเย็นชาและพูดว่า “หืมเมื่อกี้แกยังพูดเก่งอยู่เลยนี่ทำไมแกถึงไม่พูดต่อล่ะ?..แกต้องการตำแหน่งผู้นำตระกูลจินไม่ใช่เหรอ?..ทำไมแกต้องกลัวด้วยแกแค่บอกฉันมาว่าใช่หรือไม่แค่นั้น!”
เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้จินเจิ้งรุ่ยก็ดูเหมือนจะเข้าใจว่าเขาถูกหลอกมาโดยตลอดแต่เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะถูกจินเจิ้งผิงวางแผนซ้อน มาตั้งแต่แรก เมื่อพิจารณาจากทัศนคติของหยุนเซินแล้วดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่หยุนเซินและจินเจิ้งผิงมาพบกันและความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ดูเหมือนจะค่อนข้างดี ดังนั้นในกรณีนี้จินเจิ้งรุ่ยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซ่อนสิ่งต่างๆอีกต่อไปและจ้องมองไปที่จินเจิ้งผิงแล้วพูดว่า “ใช่!..ผมแค่ต้องการทวงคืนตำแหน่งผู้นำตระกูลเท่านั้นเพราะเดิมทีตำแหน่งนี้ควรจะเป็นของผมและถ้าพี่ใหญ่ไม่ทำเรื่องที่น่ารังเกียจโดยการบังคับให้พ่อต้องลงจากตำแหน่งล่ะก็พี่คงจะไม่ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำแบบทุกวันนี้หรอก.หลายปีมานี้พี่ปฏิบัติกับผมเหมือนสุนัขและคอยบั่นทอนกำลังของผมและไม่เคยปฏิบัติต่อผมในฐานะพี่ชายน้องชายเลยด้วยซ้ำ..ผมเคยพยายามห้ามตัวเองไม่ให้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้นำตระกูลจินเพราะตราบใดที่คนๆนั้นสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตระกูลจินได้และพัฒนาตระกูลจินได้ผมก็ยินดีแต่แล้วพี่ล่ะพี่ไม่เคยเชื่อในตัวผมเลย..ไม่น่าแปลกใจเลยเพราะในใจของพี่ไม่เคยไว้ใจใครเลยนอกจากตัวเอง..พี่บังคับให้พ่อต้องลงจากตำแหน่งและขโมยทุกอย่างที่เป็นของน้องชายไปและทอดทิ้งลูกชายแท้ๆของตัวเองและแม้แต่ฆ่าลูกตัวเองเพราะงั้นคนอย่างพี่จึงไม่สมควรจะเป็นผู้นำตระกูลจินเลย”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของจินเจิ้งรุ่ยแล้วจินเจิ้งผิงก็ไม่สนใจเลยเขาเพียงแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “อย่าทำตัวยิ่งใหญ่ไปเลยแกรู้อยู่แก่ใจดีว่าแกเป็นคนแบบไหน..แกเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและหยิ่งผยองและพ่อก็เข้าข้างแกมาโดยตลอด..ตอนที่เรายังเด็กพ่อซื้อของเล่นให้แกเพียงคนเดียว..ทุกอย่างที่แกมีแต่ฉันไม่มีทั้งๆที่ฉันเป็นลูกชายคนโตแต่ฉันกลับได้รับการปฏิบัติแบบนี้งั้นเหรอ?..แกจำได้ไหมว่าแกปฏิบัติต่อฉันยังไงในตอนนั้น..แกถือว่าฉันเป็นพี่ชายของแกหรือเปล่าแกเอาพึ่งพาพ่อและเอาเปรียบฉันมาตลอด..เรื่องเหล่านี้มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้เพราะตำแหน่งผู้นำตระกูลจินได้รับการสืบทอดโดยลูกชายคนโตเสมอแล้วทำไมพ่อถึงจะมอบมันให้กับแก?..มันก็จริงที่ว่าความสามารถของฉันด้อยกว่าแกแต่ทำไมถึงไม่ให้โอกาสฉันแสดงความสามารถออกมาบ้าง..ฉันน่ะไม่เคยคิดที่จะฆ่าแกเลยแต่แกลับคิดจะฆ่าฉัน..มันเป็นความฝันของคนโง่จริงๆที่จะขึ้นครองบัลลังก์”
ทั้งหมดนี้เป็นความจริงและจินเจิ้งผิงผู้ซึ่งค่อนข้างมืดมนตั้งแต่ยังเด็กและขาดความรักจากพ่อเพราะพ่อของเขาเพิกเฉยต่อเขามาโดยตลอดและมอบความรักทั้งหมดให้กับจินเจิ้งรุ่ยซึ่งทำให้เขาเสียใจมากและเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น ดังนั้นเขาจึงปฏิญาณเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่าเขาจะต้องได้รับอำนาจเพราะในกรณีนี้จะไม่มีใครกล้าดูถูกเขาและไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีกต่อไป เมื่อเทียบกับพลังอำนาจแล้วอย่างอื่นก็มีความสำคัญเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จินเจิ้งรุ่ยก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและพูดว่า “ดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนจะประเมินพี่ต่ำเกินไปสินะ..พี่เป็นวายร้ายที่ร้ายกาจมาก..ทุกคนบอกว่าสติปัญญาของผมสูงกว่าพี่แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะประเมินผมสูงเกินไปจริงๆ”
“ก็อย่างนั้นแหละตอนเด็กๆแกก็เอาแต่จ้องจะจับผิดฉันและแกคิดว่าแกเก่งกว่าฉันในทุกเรื่องจริงๆจนฉันเองก็เคยคิดแบบไร้เดียงสาว่าตราบใดที่ฉันทำตัวดีพ่อจะเปลี่ยนใจเพราะงั้นฉันก็เลยเรียนหนักและทำงานหนักและฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาเป็นเวลานานและในที่สุดฉันก็เอาชนะแกได้ในการทดสอบการประลองศิลปะป้องกันตัวแต่สิ่งที่ได้กลับมากลับไม่ใช่ความสุขของพ่อแต่เป็นหลายๆอย่าง..ในเวลานั้นฉันคิดได้ว่าไม่ว่าฉันจะทำอะไรเพื่อพ่อมันก็ไม่สำคัญสำหรับเขาเลยและตั้งแต่นั้นมาฉันจงใจยอมแพ้แกและปล่อยให้แกขโมยความโดดเด่นไปทุกอย่างแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันแพ้แกจริงๆ..ฉันน่ะเก่งกว่าแกและแกก็ไม่มีสิทธิ์มาสู้กับฉัน!” จินเจิ้งผิงพูด
“แผนการของพี่ลึกซึ้งจริงๆและพี่ก็ซ่อนมันเอาไว้ได้นานหลายปี” จินเจิ้งรุ่ยพูด
จินเจิ้งผิงยิ้มอย่างเย็นชาและพูดว่า “อาจารย์หยุนกับฉันน่ะพวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วและสิ่งที่เรียกว่าการต่อสู้นั้นเป็นเพียงการแสดงของเราเท่านั้น..ว่าแต่แกคิดจริงๆเหรอว่าอาจารย์หยุนจะช่วยแกน่ะ?..ฉันจะบอกแกตรงๆว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์หยุนกับฉันแน่นแฟ้นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาและพวกเราก็จงใจสร้างสถานการณ์แบบนี้เพื่อดูว่ามีกองกำลังที่ต่อต้านพวกเราอยู่กี่ฝ่ายทั้งในตระกูลจินและตระกูลหยุนของเราและสุดท้ายฉันก็รู้ว่าแกต้องการใช้อาจารย์หยุนเพื่อจัดการกับฉัน..เหอะๆมันไร้สาระจริงๆ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจินเจิ้งรุ่ยก็ตกตะลึงไปชั่วขณะและจ้องมองหยุนเซินอย่างว่างเปล่าเพราะความจริงปรากฎว่าเขาประเมินตัวเองสูงเกินไปจริงๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและจินเจิ้งผิงก็แสดงละครตบตามาโดยตลอดและทุกอย่างที่เขาทำกลับอยู่ในกำมือของจินเจิ้งผิง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คนที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปต้องเผชิญใช่ไหม?
.