ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1305 ซ่อนหายไป
ตอนที่ 1305 ซ่อนหายไป
………………..
นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อจริงๆและเกรงว่าจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าตระกูลจินและตระกูลหยุนที่ขัดแย้งกันมาตลอดหลายปีจะเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำและจินเจิ้งผิงและหยุนเซินก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจริงๆ อย่างไรก็ตามนี่คือข้อเท็จจริงและไม่ว่าพวกเขาจะทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลก็ตามแต่โดยสรุปแล้วพวกเขาคือหุ้นส่วนกัน
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้วคงจะเป็นการโกหกถ้าหากจินเจิ้งรุ่ยบอกว่าเขาไม่แปลกใจเพราะหลังจากเตรียมการมาอย่างหนักหน่วงหลายปีเขาก็คิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับหยุนเซินนั้นดีมากและเขาสามารถใช้ความแข็งแกร่งของหยุนเซินเพื่อช่วยจัดการกับจินเจิ้งผิงแต่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงฟองสบู่และแท้ที่จริงๆแล้วเขากำลังอยู่ในกำมือของจินเจิ้งผิง ซึ่งในแง่ของกลอุบายเขาพ่ายแพ้ให้กับจินเจิ้งผิงจริงๆ
ในความเป็นจริงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ง่ายไปกว่านี้เพราะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดคือตระกูลหยุนและตระกูลจิน ดังนั้นความร่วมมือของพวกเขาจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและการต่อสู้ที่ไม่จำเป็นจะทำให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียทั้งคู่ ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบจินเจิ้งผิงกับหยุนเซินจึงเป็น อย่างไรก็ตามพวกเขาแสร้งทำเป็นไม่ลงรอยกันโดยผิวเผินและจุดประสงค์ของการต่อสู้กันนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างละครตบตาเพื่อค้นหาสมาชิกในตระกูลหยุนกับตระกูลจินที่คัดค้านสิ่งต่างๆ เพราะด้วยวิธีนี้พวกเขาจะสามารถรู้ได้ง่ายว่าใครในตระกูลที่จริงใจต่อพวกเขา ที่สำคัญกว่านั้นจุดประสงค์ของการทำแบบนี้คือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ผิดพลาดและทำให้สถานการณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างวุ่นวายและเบี่ยงเบนความสนใจของรัฐบาลเพื่อที่จะทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น
จินเจิ้งผิงก็หัวเราะอย่างเย็นชาและมองไปที่จินเจิ้งรุ่ยแล้วพูดว่า “เป็นไงบ้าง..ตอนนี้แกคิดอะไรอยู่”
เรื่องมาถึงจุดนี้แล้วและจินเจิ้งรุ่ยก็ไม่มีแม้แต่ไพ่ตายและเขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถต่อสู้กัลจินเจิ้งผิงได้และวันนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะออกไปจากที่นี่โดยมีชีวิตได้ อย่างไรก็ตามจินเจิ้งรุ่ยก็ไม่เต็มใจที่จะตายที่นี่และเรื่องที่เกี่ยวกับการสมคบคิดของจินเจิ้งผิงกับหยุนเซินนั้นเขารู้สึกว่าเขาต้องบอกเรื่องนี้กับจินเหว่ยห่าวอย่างชัดเจนและตราบใดที่เขาหนีจากที่นี่ได้จินเหว่ยห่าวก็อาจช่วยเขาได้เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ เมื่อมองไปรอบๆจากหางตาจินเจิ้งรุ่ยก็ลุกขึ้นยืนทันทีและวิ่งตรงไปที่หน้าต่างและถึงแม้ว่านี่คือชั้นสี่แต่การกระโดดลงไปก็อาจจะรอดตายแต่ถ้าเขาออกไปผ่านประตูก็จะมีคนของหยุนเซินจำนวนมากรออยู่ข้างนอกและเกรงว่าจะไม่มีโอกาสหนีเลย
เมื่อได้ยินแบบนั้นฝีเท้าของจินเจิ้งรุ่ยก็หยุดอย่างกะทันหันและเขาก็หันกลับไปมองจินเจิ้งผิงกับหยุนเซินที่นั่งอยู่ที่นั่นอย่างสงบราวกับว่าพวกเขาไม่สนใจการหลบหนีของเขาเลยซึ่งดูตลกเล็กน้อยสำหรับจินเจิ้งรุ่ยเพราะสิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาทั้งสองมีการวางแผนอย่างดีและไม่คิดว่าเขาจะหลบหนีไปได้ หากเขาคิดอย่างรอบคอบแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จินเจิ้งผิงจะมาที่นี่โดยไม่มีการเตรียมการใดๆและแผนการที่ล้ำลึกดังกล่าว?
เมื่อมองไปที่จินเจิ้งผิงแล้วจินเจิ้งรุ่ยก็ค่อยๆยืนขึ้นและเผชิญหน้ากันเพราะเขาไม่มีทางหนีอยู่แล้ว อย่างที่จินเจิ้งผิงพูดถ้าเขาฆ่าจินเจิ้งผิงได้เขาก็จะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลจินและเขาก็เชื่อว่าหยุนเซินคงไม่โง่ที่จะล้างแค้นจินเจิ้งผิงในตอนนั้นหรอกใช่ไหม? ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสเดียวของเขา
ตั้งแต่เขายังเด็กทักษะการต่อสู้ของเขาเหนือกว่าจินเจิ้งผิงเสมอและถ้าหากต่อสู้กันตัวต่อตัวจินเจิ้งรุ่ยก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะฆ่าจินเจิ้งผิงได้ตราบใดที่หยุนเซินไม่เข้าไปแทรกแซงและเขาก็มีโอกาสชนะอย่างน้อยๆ 90% “พี่ใจกว้างถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?..พี่ต้องการหลอกผมอีกหรือเปล่า” จินเจิ้งรุ่ยพูด
จินเจิ้งผิงยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “แกดูถูกฉันมากเกินไปอันที่จริงฉันไม่จำเป็นต้องใช้กลอุบายใดๆกับแกเลย..พูดตรงๆฉันเห็นแกเป็นแค่ตัวตลกในสายตาของฉันและฉันไม่เคยจริงจังกับแกเลย” จากนั้นเขาก็หันไปมองหยุนเซินแล้วพูดต่อ “พี่หยุนอย่าเข้ามายุ่งล่ะ..ครั้งนี้ผมจะเล่นกับเขาเอง..ผมอยากรู้จริงๆว่าปรมาจารย์อันดับหนึ่งของตระกูลจินจะเก่งสักแค่ไหนและมีความอดทนมากแค่ไหนกันเชียว”
หยุนเซินก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ได้เลยเดี๋ยวฉันจะเป็นกรรมการเองและใครก็ตามที่ชนะคนๆนั้นจะได้เป็นผู้นำตระกูลจินคนต่อไปในอนาคต..ฮ่าๆ”
ไม่รู้ว่าหยุนเซินต้องการให้พี่น้องเข่นฆ่ากันเองหรือไม่แต่เขามีความเชื่อมั่นในตัวจินเจิ้งผิงอย่างเต็มเปี่ยมและเห็นได้ชัดว่าท่าทางสบายๆของไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปแทรกแซงแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นแบบไหนนี่ก็เป็นโอกาสเดียวสำหรับจินเจิ้งรุ่ยเพราะเขาต้องต่อสู้เพื่อตำแหน่งและความอยู่รอดเพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่มีทางออกและเขาจะถูกไล่ล่าโดยคนของทั้งสองตระกูลแต่ถ้าเขายืนหยัดต่อไปสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ปรากฏขึ้น หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆและระงับความตึงเครียดในใจเอาไว้จินเจิ้งรุ่ยก็พูดว่า “พี่พูดแล้วนะเพราะงั้นผมจะทำให้พี่พ่ายแพ้เอง”
จินเจิ้งผิงก็หัวเราะอย่างดูถูกเหยียดหยามด้วยท่าทางที่เฉยเมยและดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้จริงจังกับจินเจิ้งรุ่ยเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นจินเจิ้งผิงก็ยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “มาเถอะหยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว”
จังหวะและสมาธิมักจะเป็นจุดสำคัญของความสำเร็จในการดวลระหว่างปรมาจารย์ที่ต้องโจมตีก่อนและใครก็ตามที่ได้เปรียบก่อนก็มีโอกาสชนะมากกว่าและถึงแม้ว่าจินเจิ้งรุ่ยจะมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากแต่เขาก็ไม่สบายใจเพราะเขารู้สึกว่าคนเจ้าเล่ห์อย่างจินเจิ้งผิงจะมีแผนการอื่นอยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตามในขณะนี้เขาไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองคิดมากดังนั้นเขาจึงตะโกนเสียงดังและพุ่งเข้าหาจินเจิ้งผิงอย่างรวดเร็ว
จินเจิ้งรุ่ยไม่ยั้งมือเลยและรวมพลังเอาไว้ที่กำปั้นและทันใดนั้นก็ปล่อยหมัดไปทางจินเจิ้งผิง ซึ่งถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวจะเรียบง่ายและตรงไปตรงมาแต่พลังของหมัดนั้นก็ไม่สามารถมองข้ามได้ อย่างไรก็ตามจินเจิ้งรุ่ยก็ไม่มั่นใจพอที่จะจัดการกับจินเจิ้งผิงด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว ดังนั้นเขาจึงเตรียมปล่อยหมัดอีกครั้งเอาไว้ดังนั้นหมัดที่ทรงพลังนี้จึงเป็นเพียงการเคลื่อนไหวหลอกล่อเท่านั้นและแน่นอนว่าถึงแม้ว่านี่จะเป็นการเคลื่อนไหวหลอกล่อแต่ถ้าจินเจิ้งผิงไม่หลบล่ะก็การโจมตีครั้งแรกนี้ก็อาจจะกลายเป็นการโจมตีที่รุนแรงและตัดสินเลยก็เป็นได้
เมื่อเห็นหมัดของจินเจิ้งรุ่ยแล้วดูเหมือนว่าจินเจิ้งผิงจะไม่สนใจอะไรมากนักและเมื่อเห็นว่ากำปั้นอยู่ตรงหน้าเขาร่างกายของจินเจิ้งผิงก็หมุนกลับอย่างแปลกประหลาดโดยหลีกเลี่ยงการโจมตีของจินเจิ้งรุ่ยและยิ่งไปกว่านั้นเล่ห์เหลี่ยมของเขานั้นเกินความคาดหมายของจินเจิ้งรุ่ยไปอย่างสิ้นเชิงและกลอุบายทั้งหมดที่เขาคาดเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็ไร้ประโยชน์ในทันทีจนจินเจิ้งรุ่ยอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก แต่ในขณะนี้เขาไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองคิดมากเกินไปและตั้งใจปล่อยหมัดใส่จินเจิ้งผิงต่อเนื่องเรื่อยๆ
“นี่คือฝีมือของปรมาจารย์อันดับหนึ่งของตระกูลจินอย่างงั้นเหรอ?..มีดีแค่นี้เนี่ยนะ?” จินเจิ้งผิงหัวเราะอย่างดูถูกเหยียดหยามและพูดในขณะที่หลบการโจมตีของจินเจิ้งรุ่ย ซึ่งการเคลื่อนไหวของเขาแปลกมากและเขามักจะหลบการโจมตีและการโต้กลับในมุมที่จินเจิ้งรุ่ยไม่ได้คาดคิดมาก่อนจนทำให้จินเจิ้งรุ่ยมักจะต้องต่อสู้ไปและระวังตัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ยิ่งสิ่งนี้ดำเนินไปจินเจิ้งรุ่ยก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเพราะเขารู้ดีว่าถ้าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายและเสียเปรียบมาก ก่อนหน้านี้จินเจิ้งรุ่ยมั่นใจมาเสมอว่าเขาจะเหนือกว่าจินเจิ้งผิงในแง่ของศิลปะการต่อสู้แต่ในขณะนี้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจเพราะแท้ที่จริงแล้วเขาไม่สามารถเผชิญหน้ากับจินเจิ้งผิงได้เลยและทุกอย่างในอดีตก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยจินเจิ้งผิงที่แกล้งด้อยกว่าเขาทุกอย่างใช่ไหม?
“แกยังมั่นใจในฝีมือของตัวเองอยู่หรือเปล่า?..แกยังคิดว่าแกเป็นปรมาจารย์อันดับหนึ่งของตระกูลจินอยู่ไหม?” จินเจิ้งผิงเย้ยหยันและพูดต่อ “ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าที่แกเหนือกว่าฉันในทุกๆด้านนั่นก็เพราะว่าฉันแค่ตั้งใจยอมให้แกเหนือกว่า..ดูเหมือนว่าฝีมือของแกจะไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยนะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา..แต่ฉันน่ะแตกต่างออกไปเพราะฝีมือของฉันพัฒนาขึ้นทุกๆวันเพราะงั้นแกสู้ฉันไม่ได้หรอก!”
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว..เรามาคอยดูความจริงกันเถอะ” จินเจิ้งรุ่ยรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากแต่เขาก็ต้องรวบรวมความกล้าเพราะถ้าหากเขาสูญเสียความมั่นใจที่จะต่อสู้ต่อไปสิ่งเดียวที่รอเขาอยู่คือความตายเพราะการดวลของปรมาจารย์นั้นผลลัพธ์มักจะขึ้นอยู่กับตัวของพวกเขาเองและนั่นเป็นเพราะพวกเขาสูญเสียความมั่นจพวกเขาจึงพ่ายแพ้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะประหลาดใจแค่ไหนในตอนนี้คุณก็ต้องระงับความประหลาดใจเอาไว้และคุณจะแพ้อีกฝ่ายในทางจิตวิทยาไม่ได้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นจุดจบก็คือความพ่ายแพ้
จินเจิ้งผิงก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ดูเหมือนว่าแกยังจะหยิ่งผยองอยู่สินะ..ก็ได้ฉันจะตอบสนองให้แกเอง” ทันทีที่คำพูดจบลงการเคลื่อนไหวของจินเจิ้งผิงก็เร็วขึ้นและเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาดและมันก็คล้ายกับท่าโยคะและใช้มือขวาคว้าคอของจินเจิ้งรุ่ยจากมุมที่แปลกๆและทันใดนั้นก็แตะที่คอของจินเจิ้งรุ่ยจนเขารู้สึกชาไปทั่วร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับว่ามีลมกระโชกพัดผ่านกระดูกสันหลังของเขาอย่างรวดเร็ว
ในขณะนั้นจินเจิ้งรุ่ยก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาไม่ฟังเขาและเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่สามวินาทีสั้นๆแต่ก็เพียงพอที่จะฆ่าเขาได้ หลังจากโจมตีครั้งแรกสำเร็จจินเจิ้งผิงก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้นและปล่อยหมัดใส่จินเจิ้งรุ่ยที่หน้าอกอย่างแรง
เมื่อได้ยินเสียง “ปัง” ร่างของจินเจิ้งรุ่ยก็กระเด็นออกไปและตกลงบนพื้นอย่างแรงและเขาก็อดไม่ได้ที่จะกระอักเลือดออกมา “เอือก!” ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็ซีดเหมือนกระดาษ จากนั้นจินเจิ้งผิงก็เดินไปพร้อมกับเย้ยหยันและเหยียบหน้าอกของจินเจิ้งรุ่ยแล้วพูดว่า “เป็นไงบ้าง?..ตอนนี้แกยังมั่นใจอยู่ไหม?”