ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1331 การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ
ตอนที่ 1331 การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ
………………..
ไม่ใช่ว่าหยุนเซินไม่สงสัยว่าเย่เชียนเป็นคนฆ่าลูกชายของเขาแต่จริงๆแล้วเขาคิดว่าหว่านจื่อตงไม่จำเป็นที่จะต้องหลอกลวงเขาและนอกจากนี้การกระทำของจินเจิ้งผิงในหลายๆครั้งติดต่อกันก็ทำให้เขาสงสัยอย่างมาก ดังนั้นเขาต้องตั้งข้อสงสัยไปที่จินเจิ้งผิงอยู่แล้ว
สำหรับจินเจิ้งผิงผู้ที่สามารถฆ่าภรรยาและลูกชายและน้องชายของเขาได้นั้นหยุนเซินย่อมต้องระมัดระวังเป็นธรรมดาและถ้าหากหยุนเซินไม่ลงมือก่อนเขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถูกจินเจิ้งผิงฆ่าและผลที่ได้จะมากกว่าการสูญเสีย ดังนั้นหยุนเซินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมาที่นี่และเลือกที่จะร่วมมือกับเย่เชียน ซึ่งเขาก็รู้เรื่องวีรกรรมและการกระทำของเย่เชียนในหลายปีที่ผ่านมาอยู่บ้างดังนั้นเขาจึงต้องพูดอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่หยุนเซินพูดนั้นสมเหตุสมผลและเย่เชียนก็รู้ได้ว่าครั้งนี้หยุนเซินต้องการจัดการตระกูลจินจริงๆและไม่ต้อนเขาเข้าสู่เกมระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกแล้ว นอกจากนี้เย่เชียนก็เชื่อว่าหยุนเซินนั้นไม่รู้ว่าข่าวของภูเขาหินนั้นเป็นข่าวลวง
จินเหว่ยห่าวพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ผมไม่มีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเย่เชียนและถ้าหากเขาเห็นด้วยผมก็ไม่คัดค้าน”
เมื่อได้ยินคำพูดของจินเหว่ยห่าวแล้วหยุนเซินก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและรีบหันไปมองเย่เชียน เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นอาจารย์หยุนจะทำยังไงหรือมีแผนการยังไงครับ?”
“หลังจากที่ลองคิดเรื่องนี้ดูแล้วผมหวังว่าคุณเย่จะช่วยแนะนำให้หน่อยว่ามันดีหรือเปล่า” หยุนเซิน “ทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกๆเดือนจินเจิ้งผิงจะไปที่สุสานเพื่อไว้อาลัยให้กับแม่ของคุณจินและในเวลานั้นจะมีคนไม่มากนักและผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับเราที่จะดำเนินการในตอนนั้นและถ้าเราจัดการจินเจิ้งผิงได้ล่ะก็ปัญหาทั้งหมดก็จะหมดไป”
เมื่อได้ยินว่าจินเจิ้งผิงไปไว้อาลัยแม่ของเขาในทุกๆเดือนแล้วจินเหว่ยห่าวก็ยังตกตะลึงอย่างมากแต่ในไม่ช้าใบหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติ จากนั้นเย่เชียนก็ถามต่อ “แล้วเราต้องทำยังไงบ้าง?”
“คุณเย่..คุณแค่ต้องหาทางรักษาเสถียรภาพของตระกูลจินหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแค่นั้นครับ” หยุนเซินพูด หากเป็นเพียงการลอบสังหารจินเจิ้งผิงล่ะก็หยุนเซินเชื่อว่าการพึ่งพาอำนาจของตระกูลหยุนก็เพียงพอแล้วแต่เขาต้องพิจารณาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของจินเจิ้งผิงเพราะตระกูลจินจะตอบโต้เขาอย่างรุนแรงและถึงแม้ว่าจินเจิ้งผิงจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ก็ยังมีจินถิงซานอยู่และถึงแม้ว่าจินถิงซานจะละทางโลกไปนานแล้วก็ตามแต่ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับจินเจิ้งผิงล่ะก็เขาจะออกมารับตำแหน่งผู้นำตระกูลจินอีกครั้งอย่างแน่นอนและเมื่อถึงเวลานั้นตระกูลจินก็จะกลับมาแข็งแกร่ง ดังนั้นถ้าหากมีองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่ากับองค์กรเซเว่นคิลล่ะก็มันจะดีกว่ามากเพราะเมื่อถึงเวลานั้นต่อให้ตระกูลจินจะตอบโต้เขาก็สามารถร่วมมือกับทั้งสององค์กรได้และกวาดล้างตระกูลจิน แต่ถ้าหากว่าจินเหว่ยห่าวสามารถก้าวขึ้นมาเพื่อควบคุมตระกูลจินได้ล่ะก็สิ่งต่างๆจะจัดการได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
เย่เชียนเงียบไปครู่หนึ่งและพูดว่า “พรุ่งนี้ผมจะเริ่มลงมือแต่ผมยังไม่ได้เตรียมการเลย..อีกอย่างสมาชิกเขี้ยวหมาป่าคนอื่นๆก็ไม่ได้ประจำการในเมืองนี้เพราะงั้นเราจะไม่เสียเปรียบเหรอ?”
หยุนเซินฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “คุณเย่ถ่อมตัวเกินไปเพราะแค่คุณเย่เพียงคนเดียวก็พอแล้วที่จะสู้กับกองทัพนับพันเพราะงั้นคุณเย่แค่ไปกับผมในวันพรุ่งนี้เพราะพูดตามตรงจินเจิ้งผิงเป็นศัตรูตัวฉกาจของผมและผมก็กลัวว่าผมจะไม่สามารถฆ่าเขาได้แต่ถ้ามีคุณเย่อยู่ด้วยนั่นก็อีกเรื่อง”
“ได้ครับไม่มีปัญหา” เย่เชียนพูด “อย่างไรก็ตามมีเรื่องหนึ่งที่ผมต้องพูดก่อนว่าถ้าอาจารย์หยุนโกหกผมก็อย่ามาโทษที่ผมเสียมารยาทก็แล้วกันครับเพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมจะระดมพลทั้งหมดเพื่อกวาดล้างตระกูลหยุนจริงๆ”
“ผมเข้าใจครับ..ผมเข้าใจเรื่องนี้ดีเพราะงั้นคุณเย่ไม่ต้องกังวลไปครับผมไม่กล้าหลอกคุณจริงๆ” หยุนเซินพูดอย่างเร่งรีบ อันที่จริงประโยคสุดท้ายของเย่เชียนเป็นเพียงการทำให้หยุนเซินเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้นและข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าผลที่ได้นั้นก็ดีมาก
ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงแล้วและพรุ่งนี้ก็เป็นวันสำหรับการดำเนินการตามแผนและหยุนเซินก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเตรียมล่วงหน้าดังนั้นเขาจึงไม่ล่าช้าอีกต่อไป นอกจากนี้ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่พวกเขาจะกินข้าวด้วยกันเพราะถ้าหากจินเจิ้งผิงรู้เข้านั่นจะทำให้เขาสงสัยอย่างแน่นอน ดังนั้นหลังจากพูดคุยกับเย่เชียนและคนอื่นๆแล้วหยุนเซินก็ลุกขึ้นและเดินออกไปจากโรงแรมทันที
อำนาจของตระกูลหยุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับตระกูลจินและมักจะถูกขัดขวางโดยตระกูลจินเสมอแต่หลังจากที่ตระกูลหยุนอยู่ในมือของหยุนเซินนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และถึงแม้ว่าจะยังสู้ตระกูลจินไม่ได้ก็ตามแต่พวกเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมากด้วยความสามารถของหยุนเซินและด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถพัฒนาตระกูลหยุนให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ ซึ่งถ้าหากเป็นคนอื่นจากตระกูลหยุนใครจะกล้าทำการค้าอาวุธเถื่อนกันเพราะถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงแต่กำไรที่ได้ก็สูงตามไปด้วยและนี่คือสิ่งที่นักเก็งกำไรทุกคนต่างก็พร้อมที่จะเสี่ยง
อย่างไรก็ตามตอนนี้การพัฒนาของตระกูลหยุนได้มาถึงจุดอิ่มตัวแล้วและเป็นการยากที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อีก นอกจากนี้เขายังต้องเผชิญกับอันตรายจากตระกูลจินอยู่ตลอดเวลาและต้องป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกลากลงมาและถูกคนนอกอย่างเย่เชียนกำจัด ดังนั้นเขาจึงเต็มใจที่จะเดิมพันอีกครั้งและถ้าเขาทำสำเร็จเขาก็จะมีชื่อเสียงที่สุดภาคตะวันออกเฉียงเหนือและสถานะของตระกูลหยุนจะแตกต่างออกไปอย่างมาก
เมื่อเห็นหยุนเซินจากไปเย่เชียนก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อยและพูดว่า “หยุนเซินคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาๆเพราะเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในเวลานี้ได้และพยายามมาหาผมเพื่อขอความร่วมมืออรก..เขานี่กล้าเสี่ยงๆ”
หลินเฟิงแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “แต่เขาไม่รู้ว่านายเป็นหมาป่าผู้หิวโหยที่กินคนโดยไม่คายกระดูกออกมา..เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังส่งแกะเข้าปากเสือชัดๆ”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์ที่ส่งมาถึงปากของเราผมก็งคงจะเสียใจกับตัวเองแย่เลยและไม่ว่าเขาจะฉลาดแกมโกงแค่ไหนแต่เขาก็ไม่มีวันเดินนำหน้าผมได้หรอก!”
ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างรู้ทัน
ในใจของจินเจิ้งผิงบางทียังคงมีร่องรอยของความเปราะบางอยู่บ้างและนั่นคือความรักที่มีต่อแม่ของจินเหว่ยห่าวเพราะนั่นคือความรักที่เขาได้รับในช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดเพราะอีกฝ่ายก็รักเขาและติดตามเขาโดยไม่บ่นหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งถ้าหากไม่ใช่เพราะการแทรกแซงของจินถิงซานล่ะก็เขาเชื่อว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีกับเธอได้ ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกสิ่งที่ผิดพลาดและทำผิดต่อเธอแต่ในใจของจินเจิ้งผิงเขายังคงรู้สึกเสียใจและรู้สึกละอายใจอย่างมากเพราะไม่มีใครในโลกใบนี้ที่โหดเหี้ยมอย่างสมบูรณ์แบบเพียงแต่ว่าบางครั้งอารมณ์ส่วนลึกก็จะถูกฝังเอาไว้
ดังนั้นทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือนจินเจิ้งผิงจะไปไว้อาลัยและแสดงความเสียใจกับเธอราวกับว่าเขาต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้นและดูเหมือนเขาจะต้องการระบายความคับข้องใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย ซึ่งในวันนี้เขาไม่มีแม้แต่คนคุยด้วยและแต่เขาก็เชื่อว่าเธอจะไม่รังเกียจเขาเหมือนตอนที่เธอกำลังจะตายในตอนนั้นเธอยังไม่โทษเขาเลยแม้แต่คำเดียว
ในตอนเช้าจินเจิ้งผิงเตรียมของสำหรับสักการะและไว้อาลัยและพาลูกศิษย์ของเขาไปเพียงแค่สี่คนและเดินไปที่สุสาน หากเขามีชีวิตที่สองเขายังจะเลือกทำในสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้หรือไม่? เขายังจะเลือกที่จะทิ้งเธอเพื่ออำนาจหรือไม่? เขายังจะเลือกที่จะทรยศต่อญาติพี่น้องของเขาเพื่ออำนาจอยู่อีกหรือเปล่า? เขาไม่รู้และไม่ต้องการที่จะรู้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแต่ไร้คนรอบข้างอีกต่อไปเพราะสิ่งที่เขาต้องการเห็นคือคนที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่วิญญาณ
เมื่อรถมาถึงเชิงเขาจินเจิ้งผิงก็ลงจากรถและลูกศิษย์ทั้งสี่คนก็เดินตามเขาขึ้นไปบนภูเขาอย่างช้าๆพร้อมถือของสำหรับสักการะละไว้อาลัยไปด้วย บางทีอาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหลืออยู่ในใจของเขาที่ทำให้จินเจิ้งผิงไม่ได้ฆ่าจินเหว่ยห่าวเมื่อเขามาที่นี่ครั้งก่อนเพราะบางทีเขาอาจจะไม่อยากทำแบบนั้นต่อหน้าเธอและทำให้เธอต้องเสียใจที่เห็นพ่อลูกเข่นฆ่ากันเอง อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงทัศนคติของจินเหว่ยห่าวที่มีต่อเขาในวันนั้นจินเจิ้งผิงก็รู้สึกโกรธอย่างมากและถอนหายใจด้วยความโกรธ
ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสี่ที่ติดตามเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงถอนหายใจของจินเจิ้งผิงแล้วพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและสั่นสะท้านไปทั้งตัวและพวกเขาก็กลัวจินเจิ้งผิงจากก้นบึ้งของหัวใจ ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมจินเจิ้งผิงถึงได้บ้าคลั่งถึงขนาดนี้ได้
เมื่อมาถึงหลุมฝังศพของแม่ของจินเหว่ยห่าวแล้วจินเจิ้งผิงก็ขมวดคิ้วและจากหางตาของเขานั้นเขาก็เหลือบมองไปยังหลุมฝังศพที่สร้างขึ้นใหม่ด้านข้างซึ่งเขียนว่า ‘สุสานของแม่..ฮั่นหนิงซือ..’ และทันใดนั้นก็เกิดคลื่นแห่งความโกรธแค้นที่ผุดขึ้นมาจากใจของเขาอย่างกระทันหันเพราะนั่นมีเพียงชื่อของฮั่นหนิงซือเท่านั้นและไม่มีคำว่าแห่งตระกูลจินแต่อย่างใดซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนที่ฝังเธอไม่ต้องการพูดถึงตระกูลจินอีก ซึ่งจินเจิ้งผิงก็ไม่สามารถทนดูสิ่งเหล่านี้ได้เพราะในใจของเขาแม่ของจินเหว่ยห่าวเป็นคนที่จิตใจบริสุทธิ์และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รักเธออย่างสุดหัวใจแต่ก็ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะอยู่กับเธอได้และมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถพูดคุยกับเธอได้เพราะเขารู้ว่าเธอจะไม่มีวันเกลียดเขาและเขาจะไม่มีวันทำร้ายเขา
“ปัง” จินเจิ้งผิงใช้กำปั้นของเขาต่อยไปที่หลุมฝังศพอย่างรุนแรงและหลุมฝังศพขนาดใหญ่ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆทันทีจนมือของจินเจิ้งผิงก็มีเลือดไหลหยดลงมาทีละหยด “ผู้หญิงอย่างเธอสมควรจะเป็นเพื่อนบ้านของเธอได้ยังไง..หืม!” จินเจิ้งผิงตะคอกอย่างเย็นชา
จากนั้นเขาก็หันไปมองใบหน้าที่คุ้นเคยบนหลุมฝังศพของแม่ของจินเหว่ยห่าวและความโกรธบนใบหน้าของเขาก็หายไปทันทีและยิ้มอย่างน่าสมเพชแล้วพูดว่า “ผมมาที่นี่เพื่อพบคุณอีกครั้ง..คุณจะโทษว่าผมไม่มีเหตุผลหรือเปล่า?..ทำไมลูกของเราถึงได้เมินเฉยความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกล่ะ..ผมพยายามใจดีกับเขาแล้วและตอนนี้ผมไม่รู้จะไว้ใจใครได้เลย..เชื่อเถอะว่าตอนนี้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก..มันจะดีแค่ไหนกันนะถ้าคุณอยู่ที่นี่ด้วย”