ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1339 ความสงบสุขเล็กๆน้อยๆ
ตอนที่ 1339 ความสงบสุขเล็กๆน้อยๆ
………………..
เย่เชียนไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงสนใจความเป็นและความตายของยาฉะมากนักแต่เย่เชียนรู้แค่ว่าเขาเห็นอกเห็นใจยาฉะและนั่นไม่ใช่เพราะยาฉะไม่ฆ่าเขาแต่เป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั่นเอง
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเย่เชียนก็พูดว่า “ผมไม่รู้จริงๆแต่ผมแน่ใจว่าผมถือว่าเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งและบางทีพวกคุณทุกคนอาจจะเข้าใจเขาผิดเพราะความจริงแล้วเขาอาจจะไม่ใช่อย่างที่ทุกคนเห็นและในความคิดของผมเขาก็แค่ต่อสู้เพื่ออุดมคติของเขาเอง..ปู่รู้อุดมคติของเขาหรือเปล่าเพราะอุดมคติของเขาคือการปกป้องทุกคนและประเทศชาติเพราะงั้นเขาจึงเกลียดพวกที่ทำให้ประเทศชาติตกต่ำและส่งผลกระทบต่อสังคม..ซึ่งผมเองก็รู้สึกได้ว่าแท้จริงแล้วเขาถือว่าผมเป็นเพื่อนและนี่ก็เป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลหรืออาจเป็นความเชื่อใจที่เต็มใจส่งต่ออุดมการณ์ของเขาให้กับผม”
อันที่จริงแล้วถ้ายาฉะไม่ได้คิดว่าเย่เชียนเป็นเพื่อนของเขาล่ะก็เขาคงจะไม่บอกสิ่งต่างๆกับเย่เชียนมากนักและเขาคงไม่ให้สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งแก่เขา แน่นอนเย่เชียนยังไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในตอนนี้แต่เย่เชียนสัมผัสได้ถึงความหวังที่ยาฉะที่มีต่อเขาในใจ
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนไม่เข้าใจแต่เขาก็ไม่ได้ถามคำถามอะไรอีก “ฉันตรวจสอบแล้วแต่ไม่มีข่าวเกี่ยวกับเขาเลยราวกับว่าเขาหายไปจากโลกใบนี้อย่างกระทันหัน” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูดและสีหน้าของเย่เชียนก็มืดมนอย่างมากและเขาก็ยิ่งแน่ใจว่ายาฉะอาจจะตายไปแล้วในตอนนี้
“เอ็งยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าวันนั้นเขาพูดอะไรกับเอ็งบ้างและทำไมจู่ๆเขาถึงปล่อยเอ็งไปง่ายๆแบบนั้น” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด
“ปู่เคยได้ยินเกี่ยวกับองค์กรหรือกลุ่มสกายเน็ตหรือเปล่า?” เย่เชียนถาม
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “สกายเน็ต?..ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย..องค์กรนี้เป็นองค์กรแบบไหนกัน”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ผมเพิ่งจะได้ยินยาฉะพูดถึงชื่อนี้และเขาก็ไม่ได้บอกอะไรผมเลย..แต่พอฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้วดูเหมือนว่ากลุ่มสกายเน็ตจะเป็นกลุ่มที่น่ากลัวอย่างมากและเดิมทีคนของสกายเน็ตก็มาเชิญยาฉะให้เข้าร่วมแต่ยาฉะปฏิเสธ..ซึ่งดูเหมือนว่าเขาต้องการตามหาอีกฝ่ายเพราะงั้นการที่ปู่ไม่มีข่าวของเขาเลยนั่นก็อาจเป็นเพราะว่าเขาตายไปแล้ว”
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ตกใจเล็กน้อยเพราะสิ่งที่เย่เชียนพูดมานั้นเหนือความคาดหมายของเขาจริงๆและบางทีเขาอาจทำผิดต่อยาฉะจริงๆเพราะถึงแม้ว่าพฤติกรรมของยาฉะจะเป็นอันตรายแต่เขาก็ไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆในเมืองหลวงและไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม ดังนั้นหวงฟู่ชิงเตี๋ยนจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปสืบหาข่าวของเขาและจะพยายามตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเขาอย่างครอบคลุมมากที่สุด”
“ไม่จำเป็นหรอก” เย่เชียนพูด “ผมเชื่อว่าตอนนี้เขาคงถูกฆ่าตายไปแล้วและไม่ว่าปู่จะทำอะไรปู่ก็หาเขาไม่เจอหรอกเพราะงั้นปู่ช่วยตรวจสอบและสืบหาข้อมูลขององค์กรสกายเน็ตดีกว่า..ผมรู้สึกว่าองค์กรนี้ไม่ธรรมดาเลยและตามที่ยาฉะพูดดูเหมือนว่าองค์กรสกายเน็ตจะรู้จักผมเป็นอย่างดี..ผมติดว่าองค์กรแบบนี้น่ากลัวเกินไป”
“เดี๋ยวฉันจะตรวจสอบให้” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด
“ว่าแต่ปู่ช่วยเล่าเรื่องของยาฉะให้ผมฟังที..ผมอยากรู้รายละเอียดของเขามากกว่านี้เพราะผมยังไม่เข้าใจอะไรบางอย่างอีกเยอะ” เย่เชียนพูดเพราะเย่เชียนยังคงจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้อย่างชัดเจนและเมื่อใดก็ตามที่เขาคิดถึงมันดูเหมือนว่ามันจะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขาจริงๆ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าดวงตาของเขาถูกควักออกมาแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามก่อนเที่ยงคืนในทุกๆวันตาข้างซ้ายของเขาก็จะมีเลือดไหลออกมาอย่างไม่มีสาเหตุซึ่งทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
จินเจิ้งผิงก็พยักหน้าเล็กน้อยและค่อยๆเล่าเกี่ยวกับยาฉะทีละนิดอย่างช้าๆตั้งแต่ตอนที่ยาฉะยังเด็กจนกระทั่งเขาออกจากหน่วยมังกรเวหาไปและเล่าทุกอย่างโดยไม่พลาดช่วงเวลาสำคัญๆไปแม้แต่น้อยจนเย่เชียนตกตะลึงเมื่อเขาได้ยินเรื่องเหล่านั้นและความเคารพต่อยาฉะในใจของเขาก็ลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆเพราะผู้แข็งแกร่งจะเคารพผู้ที่แข็งแกร่งเสมอ สำหรับเย่เชียนแล้วยาฉะนั้นแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้แข็งแกร่งที่เขารู้จักและความสามารถของเย่เชียนในปัจจุบันนั้นก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะเอาชนะยาฉะได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่หน่วยพิทักษ์มังกรทั้งหมดยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับยาฉะได้ ซึ่งนี่อาจมีบางอย่างที่ทำให้เย่เชียนไม่คิดที่จะเป็นศัตรูกับเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือถึงแม้ว่าเย่เชียนจะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่แต่เขาก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยาฉะเลยแม้แต่น้อย
“นี่เป็นความสูญเสียของประเทศชาติจริงๆที่ปล่อยให้เขาออกจากหน่วยมังกรเวหาเพราะถ้าผมรู้จักเขาก่อนหน้านี้ล่ะก็บางทีเราอาจจะได้เป็นเพื่อนกันไปแล้วและบางทีเขาอาจจะเข้าร่วมเขี้ยวหมาป่าของผมก็ได้” เย่เชียนพูด
“ฉันทำอะไรไม่ได้เพราะหน่วยมังกรเวหาไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของฉันและถึงแม้ว่าฉันจะต้องการทำแบบนั้นจริงๆฉันก็ทำไม่ได้” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด “การสูญเสียยาฉะเป็นการสูญเสียกำลังรบอย่างมากจริงๆ..ฉันเกรงว่าจะไม่มีใครในหน่วยมังกรเวหาที่สามารถเก่งเหมือนเขาได้อีกแล้ว” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็พูดต่อ “ตอนนี้เรื่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้รับการแก้ไขแล้วเพราะงั้นแผนการต่อไปของเอ็งเป็นยังไง?”
“มันแก้ไขแล้วที่ไหน?” เย่เชียนพูด “นี่แค่ความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น..ผมชัดเจนมากเกี่ยวกับจุดประสงค์ของหูวหนานเจียนที่ส่งผมมาที่นี่เพราะเขาต้องการกำจัดพวกลักลอบค้าอาวุธเถื่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนเพราะงั้นมันยังมีตระกูลมาเฟียสลาร์ดาร์ที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศจีนอยู่เพราะงั้นผมเดาว่าหูวหนานเจียนคงจะต้องการให้ผมกำจัดพวกมันด้วย..ตาเฒ่านั่นฉลาดแกมโกงมากกว่าปู่เยอะและผมก็รู้ว่าเขาต้องการอะไร”
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันรู้..ใช่ว่าทุกคนจะปฏิบัติกับเอ็งอย่างดีเหมือนฉันเสมอไปเพราะเอ็งสามารถพูดกับฉันได้ทุกอย่างตามที่เอ็งต้องการไม่ว่าจะตำหนิฉันหรือพูดประชดประชันก็ตามแต่ถ้าเอ็งไปพูดกับเขาแบบนั้นเอ็งจะไม่ได้แต่งงานกับหลานสาวของเขาเอ็งรู้ใช่ไหม?”
“ตอนนี้ผมกับหูวเค่อกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบอิสระและแยกกันทำหน้าที่ของตัวเองแต่ผมจะไม่มีวันปล่อยเธอไปและถ้าหูวหนานเจียนกีดกันพวกเราล่ะก็ผมรีบไปที่บ้านของเขาและสั่งสอนบทเรียนให้เขาซะ..แบบนั้นถ้าเขายังไม่ยินยอมก็ให้มันรู้ไปสิ!” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อไปว่า “เอาเถอะอย่าพูดถึงเรื่องไร้สาระกันเลยผมขอฝากเรื่องสกายเน็ตเอาไว้กับปู่ด้วยนะ..เดี๋ยวผมจะแจ้งแจ็คด้วยและบอกให้เขาช่วยตรวจสอบอีกแรง..ถ้าผมไม่รู้ข้อมูลของพวกเขาผมจะไม่สบายใจเลยและนอกจากนี้ยาฉะก็ไว้ใจผมมากเพราะงั้นผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเขาจริงๆไม่อย่างงั้นผมจะต้องเสียใจสำหรับความไว้วางใจของเขาแน่”
“ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด “แต่อย่างที่เอ็งพูดฉันเกรงว่ามันจะไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ..นอกจากนี้สกายเน็ตก็ดูเหมือนจะเป็นองค์กรที่อันตรายมากอีกด้วยและจุดประสงค์ของพวกมันก็ยังไม่ชัดเจนเพราะงั้นฉันคิดว่าพวกเราควรระวังให้มากกว่านี้โดยเฉพาะเอ็งเพราะตามที่ยาฉะพูดดูเหมือนว่าเป้าหมายของสกายเน็ตจะเป็นเอ็งซะด้วย!”
“ระวังไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นเป็นใครเพราะงั้นผมจะพาคนจำนวนมากมาคอยคุ้มกันฉันตลอดทั้งวันไม่ได้หรอก” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด “ถ้าคนมันจะตายก็ต้องตายเพราะไม่มีใครมีชีวิตยืนยาวนับพันปีได้หรอกเพราะงั้นถ้าพวกมันมาหาผมก็ให้พวกมันมา..ผมล่ะอยากเจอพวกมันจริงๆ”
ต้องบอกว่าเย่เชียนไม่ใช่คนประเภทประมาทเลินเล่อแต่ตอนนี้ระวังตัวไว้ก็ไม่มีประโยชน์เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นใครและมีจุดประสงค์อะไรกันแน่หรือมีความสามารถอะไรบ้างและจะป้องกันได้อย่างไร? แทนที่จะมัวกังวลคงจะดีกว่าถ้าเตรียมพร้อมเผชิญหน้า ซึ่งหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของเย่เชียนเป็นอย่างดีเพราะเย่เชียนเป็นคนที่ชั่งน้ำหนักและวัดสิ่งที่เขาต้องทำเสมอดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลใจกับสิ่งที่เย่เชียนตัดสินใจ
หลังจากนั้นหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันรุ่งขึ้นเพราะในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเขาไม่ได้ว่างเหมือนเจ้าหน้าที่ในแผนกอื่นๆและเขาก็ยุ่งอยู่เกือบตลอดเวลาเพราะท้ายที่สุดแล้วองค์กรและหน้าที่ที่เขารับผิดชอบนั้นก็สำคัญอย่างมากและถึงแม้ว่ามันจะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆแต่เขาก็ต้องระวังและเตรียมพร้อมให้มากที่สุดและเขาก็ต้องรับผิดชอบงานการสอดแนมและสอดส่องไปทั่วทั้งประเทศ
เย่เชียนว่างอยู่สองสามวันดังนั้นเขาจึงไปพบจือเหวินและใช้เวลาทั้งวันอันแสนหวานและอบอุ่น ส่วนจินเหว่ยห่าวก็จัดการสิ่งต่างๆในตระกูลจินเพราะเขาเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลดังนั้นเขาจึงต้องมีงานมากมายที่ต้องทำหลายอย่าง ส่วนตระกูลหยุนก็ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนคู่รักอย่างหลินเฟิงกับหลัวอวี้ก็ช่วยกันดูแลจัดการผลกำไรที่ตามมาเพราะทรัพย์สินและอุตสาหกรรมของตระกูลหยุนนั้นไม่ใช่น้อยๆและหลินเฟิงกับหลัวอวี้ก็จำเป็นต้องจัดการที่ละส่วนอย่างละเอียด
ความสงบสั้นๆนั้นดูเหมือนจะเป็นพายุที่โหมกระหน่ำในไม่ช้านี้เพราะเย่เชียน รู้สึกได้ว่าจินเหว่ยห่าวเริ่มเคร่งเครียดหลังจากที่รับโทรศัพท์เป็นครั้งคราวและเจตนาฆ่าที่รุนแรงก็ดูเหมือนจะลบไม่ออกไปจากเขา เมื่อเห็นแบบนี้เย่เชียนจึงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนและก็เข้าใจทันทีแต่เย่เชียนไม่ได้พูดอะไรมาก
ดังนั้นเย่เชียนจึงแจ้งให้หลินเฟิงทราบและหลินเฟิงก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรมากนักและบอกว่าให้พวกเขาโทรหาเขาได้ทันทีที่ต้องการความช่วยเหลือเพราะสำหรับเย่เชียนแล้วหลินเฟิงย่อมตรงไปตรงมาเสมอและไม่จำเป็นต้องมีคำพูดที่เสแสร้งใดๆระหว่างพี่น้องและมิตรภาพนี้
ไม่กี่วันต่อมาจินเหว่ยห่าวได้จัดงานเลี้ยงที่เขตบ้านพักของตระกูลจินและเชิญเย่เชียนกับหลินเฟิงมาดื่มด้วยกัน แน่นอนว่าทั้งสองก็ไม่ได้ปฏิเสธและไปรวมกันที่บ้านของจินเหว่ยห่าวตอนใกล้เวลาเที่ยงตรง ซึ่งหลินเฟิงกับหลัวอวี้ก็เดินจับมือกันและทั้งคู่ก็ดูมีความสุขมากและดูเหมือนว่าหลัวอวี้จะสามารถปล่อยวางสิ่งที่อยู่ในใจของเธอและปิดปมในอดีตไปแล้ว เมื่อเห็นเย่เชียนแล้วหลัวอวี้ก็จ้องเขม็งไปที่เย่เชียนเพราะเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นแล้วเธออดไม่ได้และอยากจะเข้าไปกัดเย่เชียน
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะกลอกตาไปมาและพูดว่า “พี่สาวหลัวคุณหยุดมองผมแบบนี้ได้แล้ว..ถึงยังไงผมก็เป็นพ่อสื่อให้พวกพี่ทั้งสองไม่ใช่เหรอ?..ถ้าไม่ใช่เพราะผมพวกคุณจะอยู่ด้วยกันแบบนี้เหรอ?..ผมน่ะไม่ต้องการแม้แต่ของขวัญเพราะงั้นพี่สาวหลัวยังจะโกรธผมอีกงั้นเหรอ..เฮ้อ..จิตใจของผู้คนนี้ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันควรจะขอบคุณนายใช่ไหม?..แล้วฉันจะขอบคุณนายยังไงดีล่ะ” หลัวอวี้พูด
“เอาน่ะลืมมันไปซะเถอะ!..ผมขอแค่ให้พี่สาวหลัวปฏิบัติต่อพี่หลินดีๆเพราะพี่หลินน่ะเป็นคนดีและน่ารักกว่าผมเยอะ..เขาเป็นผู้ชายที่ดีเพราะงั้นพี่สาวต้องดูแลเขาให้ดีๆล่ะ” เย่เชียนพูด “อีกอย่างพวกพี่ต้องรีบมีลูกเร็วๆนะ..เอ่อถ้าพวกพี่มีลูกสาวจะดีมากเลยล่ะเพราะลูกชายของผมนั้นยอดเยี่ยมมากเขาเก่งตั้งแต่ยังเด็กเลยเพราะงั้นถ้าพวกพี่มีลูกสาวเรามาทำสัญญาหมั้นให้พวกเขากันเถอะ”
“ได้สิฉันเห็นด้วย!” หลินเฟิงพูด “ฉันเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับเด็กคนนั้นมาแล้วเขาเป็นเด็กอัจฉริยะจริงๆและเมื่อเขาโตขึ้นในอนาคตฉันเชื่อว่าความสำเร็จของเขาอาจจะสูงกว่าของพวกเราด้วยซ้ำ”
“เอาเถอะ..ถ้าลูกชายของเขาเจ้าชู้เหมือนเขาล่ะก็ฉันก็ไม่ต้องการให้ลูกสาวของฉันใช้ผู้ชายร่วมกับผู้หญิงคนอื่นในอนาคตอย่างแน่นอน” หลัวอวี้พูด “เพราะงั้นนายเลิกคิดเรื่องนี้จะดีกว่า..ไม่อย่างนั้นในอนาคตลูกชายของนายจะเสียใจแทนลูกสาวของฉันและฉันจะทำหมั้นให้ลูกชายของนายเอง!”
.