ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1425 ล่อเสือเข้ากรง ....................
ตอนที่ 1425 ล่อเสือเข้ากรง
………………..
เซี่ยเฟยไม่ชอบสิ่งไร้สาระเหล่านั้นเพราะถ้าเขาต้องการที่จะเล่นตลกกับคนอื่นก็คงไม่มีใครที่สามารถเล่นกับเขาได้ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือคนที่เอาแต่เสแสร้งตลอดทั้งวันและในสายตาของเซี่ยเฟยสิ่งเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นเลยและถ้าเขาอยากเล่นเขาสามารถเล่นมันจนอีกฝ่ายตายได้และนั่นเป็นเหตุผลที่เขามองเย่เชียนต่างออกไป
ไม่ใช่เพราะเย่เชียนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแต่เป็นเพราะเย่เชียนกล้าที่จะตรงไปตรงมาและคนแบบนี้ก็หายากมากแล้วในปัจจุบัน เย่เชียนไม่พบข้อแก้ตัวใดๆสำหรับพฤติกรรมของเขาและถ้าร้ายก็คือร้ายดีก็คือดี
หลังจากนั้นครู่หนึ่งซูเออห์ก็หันหลังกลับและเดินกลับไปและไม่นานนักอาหารก็มาเสิร์ฟเต็มโต๊ะทีละจานอย่างรวดเร็ว เป็นอาหารจีนทั้งหมดและดูเหมือนว่านายพลฟรอซต์จะคิดมากกับมัน นายพลฟรอซต์ไปมองซูเออห์และมองเขาฝ่ายหลังเข้าใจและรีบลุกขึ้นไปเติมไวน์ให้เย่เชียนและเซี่ยเฟย ส่วนเซี่ยเฟยก็ไม่เกรงใจรีบคว้าน่องไก่และแทะมันเหมือนไม่มีใครอยู่ที่นั่นกับเขาเลย
เย่เชียนไม่แปลกใจอีกต่อไปดังนั้นเขาจึงไม่แสดงสีหน้าใดๆ อย่างไรก็ตามนายพลฟรอซต์รู้สึกตกใจอย่างมากว่าผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ผู้สง่าผ่าเผยกลับแสดงกิริยามารยาทไม่ดีแบบนี้ออกมาซึ่งเกินความคาดหมายของเขามาก อย่างไรก็ตามตัวตนของเซี่ยเฟยนั้นแตกต่างออกไปดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะพูดอะไร นายพลฟรอซต์ก็ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ลูกชายของผมทำให้คุณเย่กับเพื่อนของคุณขุ่นเคืองมากเพราะงั้นวันนี้ผมจะใช้โอกาสนี้เพื่อขอโทษคุณเย่อย่างเป็นทางการ..ผมหวังว่าคุณเย่จะปล่อยผ่านเพราะงั้นครั้งนี้ยกโทษให้เขาด้วยนะครับ”
เย่เชียนยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านนายพลฟรอซคิดมากเกินไปถึงยังไงอดีตก็ผ่านมาแล้วและผมก็ไม่ได้ใส่ใจเลยเพราะงั้นท่านนายพลฟรอซต์ไม่ต้องคิดมากไปนะครับ?”
“ใช่ใช่ผมคิดมากเกินไป” นายพลฟรอซต์พูดและหัวเราะเบาๆจากนั้นก็หันไปมองซูเออห์แล้วพูดว่า “แกต้องเคารพคุณเย่เขานะเพราะเราจะเป็นเหมือนครอบครัวจากนี้ไป”
“คุณเย่ผมหวังว่าคุณเย่จะปล่อยผ่านสิ่งที่ผมทำให้คุณขุ่นเคืองในอดีตเพราะความไม่รู้ของผม..ผมขอขอบคุณคุณเย่จริงๆครับที่เมตตา” หลังจากซูเออห์พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้นและกลืนไวน์ขาวในอึกเดียว
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นายน้อยซูอย่าพูดอะไรจริงจังแบบนั้นสิ..เรามาดื่มด้วยกันดีกว่า” หลังจากดื่มเสร็จเย่เชียนก็วางแก้วไวน์ลงและซูเออห์ก็รีบเติมไวน์ใส่แก้วของเย่เชียนอีกครั้ง
“เขายังเด็กส่วนผมก็แก่มากแล้วผมตามใจเขามากเกินไปตั้งแต่เด็กซึ่งทำให้เขาเหมือนยังไม่บรรลุนิติภาวะ..ถ้าเขาเก่งได้ครึ่งหนึ่งของคุณเย่ล่ะก็ผมมั่นใจได้เลยว่าจากนี้ไปเราทุกคนจะมีอนาคตที่ดี..ผมหวังว่าคุณเย่จะไม่ลังเลเลยที่จะสอนเขาสักหนึ่งหรือสองอย่างเมื่อเขาว่างเพื่อที่จะเด็กคนนี้จะได้รู้ถึงวิธีการปฏิบัติตน..ผมคิดว่าเขาจะได้รับประโยชน์มากมายจากคุณ” นายพลฟรอซต์พูดว่า
“ท่านนายพลฟรอซต์ก็พูดเกินไปคุณไม่กลัวหรือว่าผมจะทำให้ลูกชายของคุณเสียคน” เย่เชียนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ “ถึงยังไงตัวตนของผมก็เทียบไม่ได้กับท่านนายพลเพราะงั้นภายใต้การสอนของคุณแล้วลูกชายของคุณจะต้องเก่งกว่าผมแน่ๆ”
เซี่ยเฟยกินอยู่คนเดียวโดยไม่สนใจพวกเขาและมือของเขาก็มันเยิ้มอย่างเอร็ดอร่อย ดูเหมือนว่านอกจากอาหารแล้วสิ่งอื่นๆก็ไม่น่าสนใจสำหรับเขาเลย
นายพลฟรอซต์พูดพร้อมหัวเราะเบาๆว่า “ผมไม่ได้คาดหวังว่าคุณเย่จะรู้จักคุณเซี่ยเฟยด้วยมันเกินความคาดหมายของผมจริงๆและในเมื่อคุณเซี่ยเฟยกลับมาแล้วผมเชื่อว่าองค์กรศิห์ชาห์จะแสดงความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
“ผมไม่มีความทะเยอทะยานอะไรทั้งนั้นและถ้าเขาไม่บังคับให้ผมออกมาผมก็จะไม่ออกมาหรอก” เซี่ยเฟยพูด “ผมไม่ได้มีความสามารถอะไรเพราะงั้นผมก็ไม่กล้าพูดถึงแผนการใหญ่อะไรนั่น”
“คุณเซี่ยถ่อมตัวเกินไปนะครับ” นายพลฟรอซต์กพูด “องค์กรศิห์ชาห์ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและสามารถที่จะเผชิญหน้ากับนักรบพราหมณ์ได้แล้วและยิ่งคุณเซี่ยกลับมาแบบนี้ผมเชื่อว่าพวกนักรบพราหมณ์คงจะตอบโต้ได้ยาก”
“สิ่งนี้ยังพิสูจน์ได้จากอีกแง่มุมหนึ่งว่าผมไร้ความสามารถจริงๆและผมก็กลัวว่าผมจะทำไม่สำเร็จ” เซี่ยเฟยพูด “อย่างไรก็ตามผมได้พูดคุยกับเย่เชียนแล้วและรู้ว่าความขัดแย้งระหว่างเขากับนักรบพราหมณ์เป็นยังไง..ผมจะช่วยเย่เชียนจัดการกับนักรบพราหมณ์และทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดเพราะองค์กรศิห์ชาห์กับนักรบพราหมณ์ต่อสู้กันมานานหลายปีแล้วและผมคิดว่าถึงเวลาที่พวกเราควรจับมือกันและค่อยว่ากันเรื่องกองกำลังอื่นๆ..เพราะมีคำกล่าวที่ว่าหากจะต่อสู้กับโลกภายนอกต้องปกป้องภายในก่อน”
นายพลฟรอซต์อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงเพราะถ้าหากองค์กรศิห์ชาห์กับนักรบพราหมณ์เข้าร่วมกันล่ะก็เขาจะเป็นคนแรกที่โชคร้ายเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเหตุผลที่เขายืนหยัดอย่างมั่นคงก็เพราะรอให้องค์กรศิห์ชาห์และนักรบพราหมณ์ต่อสู้กันเอง ซึ่งจะทำให้เขามีช่องว่างในการอยู่รอดและพัฒนาไปอย่างมาก แต่ถ้าหากทั้งสองฝ่ายรวมกันเขาจะต้องเป็นคนแรกที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย นายพลฟรอซต์ตกตะลึงยครู่หนึ่งแล้วหันไปมองเย่เชียนและพูดว่า “คุณเย่ก็คิดแบบเดียวกันด้วยงั้นเหรอ?”
“ใช่..ผมคิดว่าเซี่ยเฟยพูดถูกและนอกจากนี้ที่นี่คือประเทศอินเดียและผมก็ไม่ได้มีความสามารถพอที่จะต่อสู้กับนักรบพราหมณ์จนถึงที่สุดเพราะงั้นหากความขัดแย้งนี้สามารถแก้ไขได้มันก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กันถึงตายเพราะในกรณีนั้นมันจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายอื่น” เย่เชียนพูด
“คุณเย่ถ่อมตัวเกินไปแล้วเพราะด้วยความแข็งแกร่งของคุณเย่ทำไมคุณต้องกลัวพวกนักรบพราหมณ์ด้วย” นายพลฟรอซต์พูด จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองเซี่ยเฟยและพูดว่า “คุณเซี่ยก็เหมือนกันเพราะถึงแม้ว่าคุณเซี่ยจะมีความคิดแบบนั้นแต่ผมเกรงว่าพวกนักรบพราหมณ์คงจะไม่เต็มใจที่จะยอมรับ..พูดตามตรงพวกนักรบพราหมณ์ต้องการชนะและจ้องจะจัดการองค์กรนักรบพราหมณ์มาตลอด..ผมน่ะคิดว่าคนขององค์กรศิห์ชาห์นั้นมีทัศนคติที่ดีกว่าพวกนักรบพราหมณ์เพราะงั้นผมจึงไม่เคยตกลงอะไรกับพวกนักรบพราหมณ์เลยและถ้าพวกคุณไปต่อรองอะไรกับพวกนักรบพราหมณ์ล่ะก็ผมคิดว่าพวกคุณจะเสียเปรียบและถูกพวกเขากีดกันผลประโยชน์ด้วยซ้ำ”
“ถ้าการต่อสู้แบบนี้ยังคงดำเนินต่อไปประชาชนทั่วไปจะเดือดร้อนและตราบใดที่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นได้มันก็ไม่สำคัญว่าองค์กรศิห์ชาห์จะสูญเสียกำไรไป” เซี่ยเฟยพูด
นายพลฟรอซต์รู้สึกประหลาดใจมากในขณะนี้เมื่อเห็นเซี่ยเฟยปรากฏตัวและดูเหมือนว่าเขาจะเปลี่ยนไปเพราะถ้าหากนักรบพราหมณ์รวมกับองค์กรศิห์ชาห์จริงๆเขาจะต้องประสบกับหายนะ นายพลฟรอซต์รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยและไม่มีทางที่จะใช้คำพูดที่เขาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ได้เลย
“เอ่อ..ผมลืมบางอย่างไปจริงๆ” เย่เชียนตบหน้าผากตัวเองและพูดว่า “ผมเห็นว่าท่านนายพลฟรอซต์ไม่ได้เข้าร่วมกับองค์กรศิห์ชาห์และนักรบพราหมณ์เลยดูเหมือนว่าท่านนายพลฟรอซต์จะ…” เย่เชียนไม่ได้ชี้แจงสิ่งที่เขาพูดแต่นายพลฟรอซต์ต้องเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังจะพูดอย่างแน่นอน
นายพลฟรอซต์ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรเลยเพราะถ้ามันสามารถทำให้ประเทศอินเดียดีขึ้นได้ผมไม่มีปัญหาอะไร..แต่พวกนักรบพราหมณ์ไม่ได้มีความคิดเหล่านี้และยังคิดที่จะสร้างผลกระทบให้กับประเทศอีกด้วย..หลายปีมานี้ผมได้ติดต่อกับพวกนักรบพราหมณ์อยู่หลายครั้งและผมก็รู้จักพวกเขาดีเพราะงั้นผมจึงไม่เคยที่จะตกลงอะไรกับพวกเขา”
“ไม่ว่ายังไงก็ตามมาลองดูกันเถอะเพราะถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง” เซี่ยเฟยพูด “ผมคิดว่านักรบพราหมณ์จะต้องคิดหนักอย่างแน่นอนพราะท้ายที่สุดถ้าองค์กรศิห์ชาห์กับนักรบพราหมณ์ต่อสู้กันอย่างนี้ต่อไปพวกนั้นก็มีแต่จะสูญเสีย”
นายพลฟรอซต์อ้าปากค้างโดยไม่ได้ตั้งใจและรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างมากในใจ แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าเขาต้องไม่แสดงความกังวลมากเกินไป แต่ทว่าเย่เชียนและเซี่ยเฟยไม่ใช่คนโง่เพราะพวกเขารู้ถึงเจตนาของนายพลฟรอซต์เป็นอย่างดีแต่นายพลฟรอซต์นั้นเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าทั้งสองคนนี้แค่ล้อเล่นกับเขาและบังคับให้เขาลงไปในกระดานหมากของทั้งสอง
เย่เชียนและเซี่ยเฟยไม่มีการสื่อสารกันมากนักและตอนนี้ก็ค่อยๆพบว่าทั้งสองมีความเข้าใจกันโดยปริยาย ‘สัญชาตญาณเดียวกัน’ ความรู้สึกนี้ทำให้เย่เชียนสบายใจมาก เย่เชียนที่เงียบไปครู่หนึ่งก็พูดว่า “ท่านนายพลฟรอซต์คิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ?..ผมคิดว่าคุณน่าจะเข้าร่วมกับพวกผมนะเพราะจะดีกว่าที่ทุกคนได้ทำงานร่วมกัน”
นายพลฟรอซต์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะนี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการเพราะถ้าหากนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์รวมเป็นหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะยอมรับการยอมจำนนแต่เขาก็จะไม่มีทางต่อรองอะไรได้เลยและผลลัพธ์ที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือการต่อสู้ระหว่างนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์ แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
“คงจะดีที่สุดถ้าเป็นแบบนั้น..ผมเองก็คาดหวังให้สถานการณ์เป็นแบบนี้อยู่เหมือนกันแต่ผมเกรงว่ามันจะไม่ง่าย” นายพลฟรอซต์พูด
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านนายพลฟรอซต์มองปัญหานี้ยังไง..ผมไม่คิดว่ามันจะมีปัญหามากมายอะไรเลย” เย่เชียนพูดแล้วยิ้ม
นายพลฟรอซต์ตกตะลึงไปครู่หนึ่งและถามด้วยความประหลาดใจ “คุณเย่หมายความว่าไงนะครับ?”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและแตะที่ท้องของเขาแล้วพูดว่า “เอ่อ..ผมหิวแล้วเพราะงั้นผมขอกินอาหารก่อนก็แล้วกันนะครับ..อาหารจีนเหล่านี้ไม่ใช่อาหารเย็นเพราะถ้ามันเย็นแล้วจะไม่อร่อยเลย..หลังจากกินอาหารกันเสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันต่อ..ตอนนี้อาหารยังร้อนอยู่ไม่อย่างนั้นเซี่ยเฟยคงจะกินคนเดียวจนหมดแบบนั้นพวกเราคงจะหิวแย่”
นายพลฟรอซต์ตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มฮิฮิและพูดว่า “ผมขอโทษด้วยที่เสียมารยาท…เอาล่ะมากินกันเถอะ” จากนั้นเขาก็หันไปมองซูเออห์และพูดว่า ” ซูเออห์รีบรินไวน์ให้คุณเย่กับคุณเซี่ยสิ” ซูเออห์ตอบแล้วรีบลุกขึ้นและเติมไวน์ใส่แก้วของเย่เชียนและเซี่ยเฟย
.
.
.
………………..