ยอดยุทธ์ยุคดวงดาว - บทที่ 75 สาวน้อยผู้น่าทึ่ง
ทันใดนั้น หลี่เซี่ยวเฟยก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
บางสิ่งที่ถานชิงอิงพูดและทำก่อนหน้านี้ ก็สามารถอธิบายได้
อย่างชัดเจน
แต่ทว่า หลี่เซี่ยเฟยไม่ได้ซักไซ้
อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ
ทว่าในวันนี้ ถานชิงอิงมีความต้องการที่จะระบายอย่างเห็นได้ชัด
เธอพูดต่อไปด้วยเสียงเบา “แม่ของฉันเสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อน ใน
ตอนที่แม่จากไป พ่อกำลังวุ่นอยู่กับงาน จนไม่มีเวลาไปดูใจแม่เป็น
ครั้งสุดท้าย…”
หลี่เซี่ยวเฟยเข้าใจแล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจะไม่ดี
เรื่องราวแบบนี้ ในโลกอินเทอร์เน็ตเมื่อห้าร้อยปีก่อน สามารถ
พบเห็นได้ทั่วไป
เด็กที่ถูกทอดทิ้ง
การมีพ่อแม่เป็นพวกบ้างานก็เป็นเรื่องยากสำหรับเด็กจริง ๆ
ถานชิงอิงพูดต่อ “ตอนแรก ฉันทั้งประณามและเกลียดพ่อ แต่
หลังจากนั้น ฉันได้ค้นพบในครั้งหนึ่งว่า พ่อกำลังร้องไห้เหมือนเด็ก
อยู่ต่อหน้ารูปถ่ายของแม่ฉัน ฉันจึงให้อภัยเขา เพราะบางครั้งพ่อก็
ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นความตายของผู้คนสี่ล้านอย่างเลี่ยง
ไม่ได้”
หลี่เซี่ยวเฟยเงยหน้ามองเธอด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขารู้สึกว่าถานชิงอิงไม่ได้เป็นเหมือนที่เห็น
ภายนอก ที่ทั้งเอาแต่ใจและดื้อรั้น
ถานชิงอิงพูดยิ้ม ๆ “แต่ถึงจะให้อภัยแล้ว ฉันก็ยังต้องดูแลเขา
พ่อของฉันขึ้นชื่อเรื่องบ้างาน เขาเคยสัญญากับแม่ว่าจะกินข้าวตรง
เวลา ไม่นอนดึก ไม่ทำงานล่วงเวลา… แต่พ่อก็มักจะทำไม่ได้”
หลี่เซี่ยเฟยอดไม่ได้ที่จะถาม “คุณแม่เธอ… เสียชีวิตเพราะป่วย
เหรอ?”
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่โรคมะเร็งก็ยังสามารถเอาชนะได้
ภายใต้การฝึกฝนของผู้คนจำนวนมาก อายุขัยของยอดฝีมือ
หลาย ๆ คนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
สำหรับผู้แข็งแกร่งในระดับเทพจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงสามร้อยปีนั้น
ไม่ใช่เรื่องยาก
แม่ของถานชิงอิงในฐานะภรรยาของผู้นำฐาน ได้รับเงื่อนไขการ
รักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่เหนือกว่าคนทั่วไปอย่างแน่นอน แล้วทำไมถึง
เสียชีวิตเร็วขนาดนี้?
น่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรบางอย่างมากกว่า
“แม่ของฉันเสียชีวิตด้วยโรคจากรังสี”
ถานชิงอิงกล่าว “ก่อนที่แม่จะเสียชีวิต แม่ทำงานที่ ‘สถาบันวิจัย
เหลยเฉิน’ แล้วเข้าร่วมในการผ่าตัดชันสูตรสัตว์ร้ายต่างดาวระดับสูง
หลายครั้ง ต่อมาในระหว่างการทดลองครั้งหนึ่ง แม่ประสบอุบัติเหตุ
และถูกรังสีจากสัตว์ร้ายต่างดาวระดับราชา…”
หลี่เซี่ยวเฟยประจักษ์แจ้ง
เขาได้เรียนรู้ในหลักสูตรชีววิทยาขั้นพื้นฐานมาแล้ว
ซากสัตว์ร้ายต่างดาวระดับสูงจำนวนมากมีกัมมันตรังสีสูง
สัตว์ร้ายต่างดาวระดับราชาน่ากลัวที่สุด อาจสูงถึง 20,000 เรินต์
เกน
ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่เพียงพอ หากไม่สวมชุดป้องกันพิเศษ
แล้วเผชิญหน้ากับซากสัตว์ร้ายต่างดาวระดับราชาโดยตรง จะส่งผล
ที่อันตรายอย่างมาก
รังสีชนิดนี้ แตกต่างจากรังสีนิวเคลียร์
เทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาได้
ในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีที่ผ่านมา มีนักปราชญ์มนุษย์และ
นักวิจัยผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่อุทิศตนให้กับการวิจัยอันตรายนี้ เพื่อ
ถอดรหัสความลับของสัตว์ร้ายต่างดาวโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยให้
มนุษย์แข็งแกร่งขึ้น
จนประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
เช่น ชุดเกราะจักรกล หุ่นรบจักรกล อาวุธโซ่เลื่อยพลังงาน ฯลฯ
และยังมีวรยุทธ์และเทคนิคการต่อสู้ทรงพลังมากมาย สร้างขึ้น
จากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นี้
แต่มนุษย์ก็ต้องจ่ายราคาแพง
เทพคนที่เก้าแห่งสาธารณรัฐต้าเซี่ย ‘เลดี้อวี้ฉิน’ เสียชีวิตก่อนวัย
อันควร เนื่องจากรังสีพลังดวงดาวที่แผ่กระจายเข้าสู่ร่างกายใน
ระหว่างการทำวิจัย
รังสีนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรเพื่อการดำรงชีวิตของ
มนุษย์ขาดแคลนในปัจจุบัน
แหล่งน ้าและพืชหลายชนิดในป่า ไม่สามารถให้มนุษย์บริโภคได้
โดยตรง
เนื้อสัตว์ร้ายต่างดาวจำนวนมากก็ไม่อาจบริโภคได้ด้วยเหตุผลนี้
โชคดีที่ ‘สภาสวรรค์แห่งดวงดาว’ ได้วิจัยวิธีการชำระล้าง
ทรัพยากรแล้ว
แต่ก็มีราคาสูง
โดยสรุป สัตว์ร้ายต่างดาวที่รุกรานก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่
สำหรับมนุษย์
หายนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสังหาร
แต่ยังแทรกซึมไปยังเงื่อนไขการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุกแง่มุม
“คุณไอดอล นายคิดว่าตอนที่ฉันตะโกนใส่เขาในห้องทำงาน
ฉันดูเหมือนคนเจ้าอารมณ์ไหม?” ถานชิงอิงเงยหน้าถาม
หลี่เซี่ยวเฟยมีข้อดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือ ไม่โกหก
ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธทันที “ทำไมถึงคิดอย่างนั้น น่ารักจะตายไป”
ถานชิงอิงย่นจมูก “ฮึ พูดอะไรไม่ตรงกับใจ”
หลี่เซี่ยวเฟยยิ้มไม่พูดอะไร
ถานชิงอิงก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังอธิบายว่า “จริง ๆ แล้วฉัน
เลียนแบบวิธีที่แม่คุยกับพ่อน่ะ ต้องทำแบบนี้เท่านั้น เขาถึงจะเชื่อฟัง
ไม่งั้นดื้อมากเลย ทำงานไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนจะทำให้ตัวเองเหนื่อย
ตายเลย”
หลี่เซี่ยวเฟยมองเด็กสาวตรงหน้า ทันใดนั้นก็สงสารเธอเล็กน้อย
เด็กมีปัญหาย่อมต้องมีพ่อแม่ที่มีปัญหา
ไม่ว่าปัญหาจะเป็นอะไรก็ตาม
แต่แน่นอนว่าในตอนแรกไม่ใช่ความผิดของเด็ก
หลังจากที่ถานชิงอิงพูดจบ อารมณ์ก็ดูดีขึ้นมาก
เธอเงยหน้ามองหลี่เซี่ยวเฟย “ผ่านมาสิบปีแล้วนะ ยังไม่เคยมีใคร
มาทานอาหารที่นี่กับฉันเลย ครั้งล่าสุดเมื่อสิบปีก่อน ตอนแม่ยังมี
ชีวิตอยู่”
หลี่เซี่ยวเฟยกล่าว “หลังจากนี้ถ้าหาคนมาเป็นเพื่อนทานร้านนี้
ไม่ได้ ให้โทรหาฉัน”
ถานชิงอิงถาม “แต่ถ้าร้านอื่นล่ะ ไม่ได้หรือ?”
หลี่เซี่ยวเฟยเอนหลัง แล้วกล่าว “ดูตามสถานการณ์ ฉันงานยุ่ง”
ถานชิงอิงหัวเราะอีกครั้ง “รู้แล้ว ผู้นำหลี่ ภายใต้การดูแลคน
มากมายขนาดนั้น มีผู้คนมากมายที่ต้องทำงานและกินข้าวกับนาย”
หลี่เซี่ยวเฟยประหลาดใจ “เธอรู้ได้ยังไง?”
ถานชิงอิงตอบ “ฉันอ่านข้อมูลของนายเป็นสิบรอบแล้ว”
“ข้อมูล?”
หลี่เซี่ยวเฟยถาม
ถานชิงอิงเอ่ย “คิดว่าคนทั่วไปจะได้พบคุณพ่อของฉันได้ง่าย ๆ
เหรอ ก่อนที่จะมาสำนักงาน ประวัติและการกระทำของนายทั้งหมด
ย่อมต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน”
หลี่เซี่ยวเฟยถึงบางอ้อ
ถือว่าสมเหตุสมผล
ถานชิงอิงแกล้งขยิบตาแล้วพูดว่า “ฉันยังรู้ด้วยว่า นายชอบ
ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ จงหลิง เธอเป็นลูกสาวของอาจารย์นาย แต่ดู
เหมือนว่าเธอจะไม่ชอบนายเท่าไหร่”
หลี่เซี่ยวเฟยหัวเราะขมขื่น
แต่ไม่เถียง
เพราะร่างกายนี้ ก่อนหน้านี้หลงรักจงหลิงจริง ๆ
เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะรู้เรื่องนี้
แต่ปฏิกิริยาของเขานั้น ทำให้ถานชิงอิงเข้าใจผิดอย่างแรง
“อย่าโกรธสิ”
เธอรีบอธิบาย “จริง ๆ แล้ว ฉันคิดว่าเด็กผู้ชายดี ๆ อย่างนาย
เธอยังไม่ชอบ นั่นตาถั่วจริง ๆ มีผู้หญิงที่สวยกว่าแย่งกันชอบนาย
มากมาย เธอต้องเสียใจมากแน่”
“ฮ่า ๆ”
หลี่เซี่ยวเฟยแทบกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่
เป็นคำปลอบโยนที่แย่มาก
แต่เมื่อออกมาจากปากของถานชิงอิง เด็กสาวไฮโซอันดับต้น ๆ
แบบนี้ กลับมีพลังอย่างมาก
เขาหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “หัวผักกาด ต้นหอม แต่ละคนล้วนชอบ
ไม่เหมือนกัน”
หลังจากดื่มน ้าซุปเครื่องในลงไปสองสามอึก รู้สึกราวกับว่า
ร่างกายปลอดโปร่งขึ้นมาก
เขากล่าวเสริมอีกว่า “จริง ๆ แล้ว ทุกคนมีความอิสระที่จะชอบ
และไม่ชอบผู้อื่น ฉันไม่ใช่เหรียญดวงดาวที่ทุกคนจะต้องรัก เธอไม่
ชอบฉัน นั่นเป็นเรื่องปกติ ขอแค่เธอมีความสุขก็พอแล้ว”
ถานชิงอิงตกตะลึง แล้วเอ่ย “คุณไอดอล นายนี่ใจหล่อจริง ๆ”
หลี่เซี่ยวเฟยยิ้ม เริ่มเร่งความเร็วเพื่อแย่งกินเครื่องในตุ๋นรสเลิศที่
เหลืออยู่ในจาน
“โอ๊ย นายกินช้า ๆ สิ ฉันยังกินไม่จุใจเลย”
ถานชิงอิงร้อนรน
ทั้งสองใช้ตะเกียบโบกไปมาอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุน
ไม่ช้า จานชามก็ว่างเปล่า
“หึ… น่าโมโหจริง ๆ เลย นายแย่งฉันไปตั้งเยอะ”
ถานชิงอิงพูดพลางเคี้ยวเนื้อตุ๋น แก้มป่องเหมือนกระรอกน้อย
กำลังกักตุนอาหาร
หลี่เซี่ยวเฟยหัวเราะเยาะ “ก็เพราะเธอช้าเอง”
ทั้งสองคุยกันไปหัวเราะไป บรรยากาศดูสนิทสนมกันมาก
ราวกับว่าไม่ได้เพิ่งรู้จักกันวันนี้ แต่รู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ เหมือน
เพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกัน
ในร้านตอนนี้ คนเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ
มีเด็กหนุ่มสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายสี่ห้าคน เดินเข้ามาจอแจ
“เจ้าปา นี่ร้านที่นายบอกว่าอร่อยสุดยอดเลยเหรอ?”
“แคบชะมัด เหมือนรังหมา แถมยังไม่มีที่นั่งอีก”
“จะให้ฉันยืนกินรึไง?”
“ไปร้านอื่นเหอะ น่าเบื่อชะมัด”
“ร้านแบบนี้สกปรก แถมยังโสโครก หมายังไม่กินเลย… เฮ้ย
นั่น… เจ๋งชะมัด พวกนายดูโต๊ะในสุดสิ โอ้โห ผู้หญิงคนนั้นสุดยอดไป
เลย”
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเหลือบไปเห็นถานชิงอิงที่นั่งอยู่ด้านในสุดเข้า
พอดี