ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2330 พื้นที่ส่วนตัว
เจี่ยนเฟิงฉือชี้ไปอีกทางหนึ่ง
“เมล็ดวายุพันสายและรากมันดารามักจะเติบโตอยู่ด้วยกัน พบได้ในสถานที่ที่ชื้นและเย็น ข้ามาที่ยอดเขาโอสถนี้หลายครั้งแล้ว ไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน”
เสี่ยวปาพูดขึ้น
“ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าจำผิดนี่ แต่ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าทางด้านไม่มีไม่ใช่หรือ ลองไปดูที่อื่น ไม่แน่ว่าอาจจะมีก็ได้?”
เจี่ยนเฟิงฉือพูดขึ้นอย่างทอดถอนใจ
“ข้าถามไปทั่วทั้งยอดเขาโอสถแล้ว มีเพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ที่อื่นไม่มีแล้วล่ะ”
ในเวลนี้เสี่ยวปากลับดื้อรั้นขึ้นมาอย่างกะทันหันและพูดขึ้น
“แต่ว่า…ไม่ลองไปดูจะรู้ได้อย่างใดเล่า”
เจี่ยนเฟิงฉือเถียงนางไม่ได้ จึงได้แต่พูดว่า
“ได้ ถ้าเช่นนั้นเราไปดูทางนั้นกันอีกรอบ”
เสี่ยวปาพยักหน้า และมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งโดยไม่ลังเล
เจี่ยนเฟิงฉือขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางมองตามแผ่นหลังของเสี่ยวปา ทันใดนั้นความรู้สึกแปลกๆ ก็ผุดขึ้นในใจ
ทำไมเขารู้สึกเหมือนเสี่ยวปาไม่ได้สุ่มเลือกทางไป แต่ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปทางนั้นตั้งแต่แรกแล้ว?
ความคิดนี้แวบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกเจี่ยนเฟิงฉือกดมันลงไป
จากนั้นเขาขยับเท้าแล้วตามนางไป
…
ยอดเขาโอสถทอดยาวเป็นร้อยลี้ กว้างใหญ่ไพศาล เทือกเขาเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง
วัตถุดิบวิเศษหลากหลายชนิด เรียงรายละลานตา
เดินไปได้สักพัก ในที่สุดเจี่ยนเฟิงฉืออดไม่ไหวจึงเอ่ยถามขึ้น
“เสี่ยวปา ก่อนหน้านี้เจ้ามาที่นี่กี่ครั้งแล้วถึงได้คุ้นเคยกับที่นี่ขนาดนี้?”
น้องแปดคิดไปคิดมาจึงพูดขึ้น
“ไม่กี่ครั้งหรอก แต่ลักษณะพื้นภูมิที่นี่ง่าย มองแวบเดียวก็จำได้แล้ว น่าแปลกตรงไหนกัน”
เจี่ยนเฟิงฉือ “…”
เห็นท่าทีสบายๆ ของเสี่ยวปา ชั่วขณะหนึ่งเขาก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาว่าสมองของตนเองมีไม่พอหรือ
ก็ไม่ถูกหรอกนะ
เขาก็เป็นเซียนหมอ
ตำรายาที่ซับซ้อนมากมายขนาดนั้น โดยปกติแล้วเขาสามารถจำมันได้เพียงดูไม่กี่ครั้ง หากพูดถึงเรื่องความจำ นับว่าเขาอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
เมื่อเขามาที่ยอดเขาโอสถนี้หลายครั้ง แต่กลับยังหลงทางอยู่บ่อยครั้ง
น้องแปดนี่มันเรื่องอันใดกัน
คิดอยู่สักพัก เจี่ยนเฟิงฉือคิดได้ว่ามีความเป็นไปได้อย่างเดียว
“ความสามารถของเสี่ยวปาคงจะเหนือกว่าเขาเล็กน้อย”
ถึงอย่างใดตอนนี้นางก็เป็นถึงเซียนหมอ หากในด้านนี้นางเก่งกว่าเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
เมื่อคิดได้เช่นนี้เจี่ยนเฟิงฉือก็รู้สึกพอใจขึ้นมาทันที
“ถึงแล้ว! มันอยู่ด้านหน้า!”
เสี่ยวปาพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เจี่ยนเฟิงฉือมองตามสายตาของนางไป เห็นว่าหลังยอดเขาที่สูงตระหง่านนั้นกลับมีเนินเขาเล็กๆ ที่ดูเตี้ยและธรรมดาอีกลูกหนึ่งซ่อนอยู่
บนเขาเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม มีสมุนไพรมากมายขึ้นอยู่
แต่เมื่อเจี่ยนเฟิงฉือมองอย่างละเอียด กลับไม่เห็นเมล็ดวายุพันสายและรากมันดาราอยู่เลย
“ที่แห่งนี้…ไม่เห็นมีเลย”
ลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน น้ำใสจนมองเห็นถึงก้นลำธาร สองฝั่งของลำธารมีต้นหญ้าระฆังลมที่เขียวชอุ่มสูงถึงครึ่งตัวคนขึ้นอยู่เป็นกลุ่มๆ
เสี่ยวปากระโดดข้ามก้อนหินในลำธารอย่างคล่องแคล่วตัวเบา
เมื่อมาถึงอีกฝั่งหนึ่งนางยื่นมือออกไปแหวกต้นหญ้าระฆังลมออก
“นี่ไง ไม่ใช่หรือ”
เมื่อเจี่ยนเฟิงฉือได้ยินก็ชะงักไปทันที และรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่ามีเมล็ดวายุพันสายขึ้นเป็นพวงๆ อยู่ใต้ต้นหญ้าระฆังลมจริงๆ
เมล็ดวายุพันสายนี้ไม่มีใบ บนลำต้นเรียวยาว เมล็ดกลมๆ เรียงตัวกันสลับไปมา
เมื่อลมพัดผ่านมา พวงเมล็ดวายุพันสายที่หนักอึ้งนี้ก็แกว่งไปมาตามสายลม บางเมล็ดถูกพัดปลิวร่วงลงสู่ลำธารและลอยไปตามกระแสน้ำ
เพราะเมล็ดวายุพันสายนี้มีสีเขียวอ่อนทั้งต้น จึงซ่อนตัวอยู่ในต้นหญ้าระฆังลมได้แนบเนียนอย่างมาก ทำให้เจี่ยนเฟิงฉือไม่ทันสังเกตเห็นในตอนแรก
บริเวณลำต้นของเมล็ดวายุพันสายมีเถาวัลย์สีม่วงเล็กๆ พันอยู่รอบๆ
นั่นต้องเป็นรากมันดารา
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจริงๆ”
เจี่ยนเฟิงฉือประหลาดใจอย่างมาก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมล็ดวายุพันสายและรากมันดาราที่เห็นนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีอายุกว่าห้าร้อยปีแล้ว!
ทว่าก่อนหน้านี้เขาถามใครต่อใคร ทุกคนต่างบอกว่าบนยอดเขาโอสถไม่มีเมล็ดวายุพันสายและรากมันดาราที่มีอายุมากขนาดนี้แล้ว…
“ยืนงงอยู่เหตุใดล่ะ”
เสี่ยวปาเชิดคางเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เขาลงมือเก็บมัน
เจี่ยนเฟิงฉือได้สติกลับมาจึงเก็บเมล็ดวายุพันสายไปหลายพวง
เมื่อมองสมุนไพรที่ได้มาอย่างง่ายดาย เจี่ยนเฟิงฉืออดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเสี่ยวปาอีกครั้ง สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เสี่ยวปา ที่นี่ถูกหลบซ่อนไว้เช่นนี้ เจ้ารู้ได้อย่างใด”
“ข้ารู้อยู่แล้ว”
คำพูดของนางฟังดูคลุมเครือเล็กน้อย แต่เจี่ยนเฟิงฉือไม่ได้สงสัยอันใด คิดเพียงว่านางคงเคยมาก่อนหน้านี้
ด้วยนิสัยของนางแล้ว ก็คงทำอันใดเช่นนี้ได้จริงๆ
“แต่ที่นี่ดูเงียบเหงาแปลกๆ”
เจี่ยนเฟิงฉือไม่ได้คิดอันใดมากพลางมองไปรอบๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ที่นี่นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว กลับไม่มีใครอื่นเลย
ตั้งแต่ยอดเขาโอสถเปิดให้เข้าออกอย่างอิสระ ผู้คนก็สามารถไปที่ไหนก็ได้แทบทุกที่
แต่ละที่ของยอดเขาโอสถ ก็มักจะมีผู้คนย่างกายเข้ามาอยู่เสมอ
แต่ที่นี่กลับแทบไม่มีร่องรอยของผู้คน ราวกับไม่เคยมีใครเคยมาที่นี่
เสี่ยวปายักไหล่เบาๆ
“ช่างเถอะ อย่างใดก็เจอของแล้ว เก็บไปก็พอ”
“บังอาจ!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งที่แฝงด้วยความโกรธก็ดังมาจากด้านหลังของทั้งสองคน
เจี่ยนเฟิงฉือหันกลับไปมองทันทีและเห็นซูจิ้งลอยอยู่กลางอากาศไม่ไกลจากพวกเขานัก กำลังมองพวกเขาลงมาจากด้านบน
คิ้วเรียวสวยของนางที่ถูกวาดอย่างประณีตขมวดเข้าหากัน ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความโกรธอย่างเปิดเผย
เจี่ยนเฟิงฉือใช้ศอกกระทุ้งเสี่ยวปาเบาๆ
“เฮ้ เฮ้ คนที่เจ้าต้องการเจอก็มาแล้ว”
แน่นอนว่าเสี่ยวปาได้ยินเสียงของซูจิ้งตั้งแต่แรกแล้ว
ริมฝีปากแดงของนางยกขึ้นได้รูปที่งดงาม และหันตัวกลับมาอย่างช้าๆ พลางกล่าวขึ้น
“เสินสื่อลำดับที่แปด บังเอิญนัก”
นางทำหน้าเรียบเฉยและพูดขึ้น
“พวกเจ้าชักจะกล้าบ้าบิ่นขึ้นทุกที ถึงกับกล้าบุกรุกเข้ามาถึงที่นี่ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นที่ใด”
เสี่ยวปาตอบอย่างตรงไปตรงมา
“รู้สิ ที่นี่ยอดเขาโอสถไม่ใช่หรือ เพิ่งจะเปิดให้เข้ามาได้ไม่นานนี่ เหตุใดล่ะ ตอนนี้ไม่ให้เข้าแล้วหรือ”
ซูจิ้งโกรธจนตัวสั่นสะท้านเล็กน้อย
“ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเสินสื่อ พวกเจ้าจะเหยียบย่างเข้ามาโดยพลการไม่ได้”
เสี่ยวปาและเจี่ยนเฟิงฉือเข้าใจขึ้นมาในทันที
“ที่แท้ก็เป็นที่พักของท่านนี่เอง เช่นนั้นต้องขออภัยด้วย พวกข้าไม่รู้จริงๆ”
ซูจิ้งรับผิดชอบดูแลเรื่องต่างๆ บนยอดเขาโอสถ ในวันปกติก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี่
แม้แต่เสินสื่อคนอื่นๆ ก็ไม่ค่อยเหยียบย่างข้ามาที่นี่สักเท่าไร
แต่สิ่งที่นางไม่คาดคิดเลยก็คือหลังจากที่นางกลับไปตำหนักยามาศักดิ์สิทธิ์เพียงไม่นาน สองคนนี้กลับเข้ามาถึงที่นี่ได้!
“แค่ไม่รู้เพียงคำเดียวคิดว่าจะหลบเลี่ยงได้อย่างนั้นหรือ”
ซูจิ้งโกรธจนหัวเราะออกมา
เสี่ยวปาผายมือพลางพูดขึ้น
“เสินสื่อลำดับที่แปด ท่านบอกว่านี่เป็นพื้นที่ของท่าน แต่ท่านไม่ทิ้งสัญลักษณ์อันใดเอาไว้เลย ใครจะรู้ได้เล่า”
ซูจิ้งตำหนิออกมาด้วยเสียงเย็นชา
“เหตุใดจะไม่มี! ค่ายกลที่ด้านนอก…”
………………..