ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2357 ค่ายกลแรกของม้วนคัมภีร์อักษรเทวา
คิดว่าจะหยุดพักอีกสักหน่อย แล้วค่อย…
ปัง!
ฉู่หลิวเยว่ถอนสายตากลับมา จากนั้นก็สร้างค่ายกลอีกอันขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อแสงสว่างอีกสายหนึ่งระเบิดขึ้นเหนือศีรษะนาง นางจึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า!
แม่นางสิบเอ็ดมองไปยังปลายทางของเส้นทางแห่งดวงดาว พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
ครั้งนี้นายท่านตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไปที่นั่นใช่หรือไม่?
จู่ๆ แม่นางสิบสองดึงแขนเสื้อของนางเบาๆ
แม่นางสิบสองหันกลับมา
“พี่หญิง…”
น้ำตายังคลออยู่ที่หางตาของแม่นางสิบสอง จมูกและดวงตาแดงก่ำ นางขยับเข้าไปใกล้ พลางถามเสียงเบาขึ้น
“พี่หญิง ที่นั่นคือตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่?”
แม่นางสิบเอ็ดพยักหน้า
“ใช่แล้วล่ะ”
แม่นางสิบสองเม้มริมฝีปาก
แสงสลัววาบผ่านในตาของแม่นางสิบเอ็ด
“เจ้าอยากเข้าไปดูหรือไม่”
แม่นางสิบสองพยักหน้าเบาๆ นางรู้สึกเขินอายจนหน้าแดงเล็กน้อยและพูดขึ้นว่า
“ข้าคงคิดมากไป…”
ระหว่างทางนางได้ยินพี่ห้าเล่าให้ฟังว่า ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทรงพลังอย่างมาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าไปได้
แม่นางสิบสองชะงักไปครู่หนึ่ง และไม่ได้พูดอันใดต่อ
พวกนางสองคนเป็นฝาแฝด แม้ว่าจะมีนิสัยต่างกัน แต่ก็เข้าใจกันเป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับตอนนี้แม้ไม่ได้พูดอันใด แต่พวกนางก็รู้ว่าในใจของอีกฝ่ายกำลังคิดอันใดอยู่
…พวกนางอยากเข้าไปดูในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างมาก
แม่นางสิบเอ็ดขมวดคิ้ว และรู้สึกแปลกใจขึ้นเล็กน้อย
เพราะความคิดนี้มันผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเลยจริงๆ
ทว่า…
รอนายท่านข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวสำเร็จ ก็จะสามารถเข้าไปได้
ไม่แน่ว่าหลังจากนั้นพวกนางอาจจะหาโอกาสเข้าไปได้
ในขณะนั้นเสียงดีใจอย่างที่สุดดังขึ้นกะทันหัน
“น้องสิบเอ็ด! น้องสิบสอง!”
เสียงนั้นอ่อนหวานและนุ่มนวล แม้จะยังไม่เห็นเจ้าของเสียงนั้น แต่แค่ได้ยินเสียง ก็ทำให้หลายคนใจอ่อนยวบลงได้
หลายคนหันไปตามทิศทางของเสียง จึงเห็นร่างที่สง่างามน่าหลงใหลกำลังเดินเข้ามาทางนี้
ขณะที่นางก้าวเดิน ผ้าหลากสีพริ้วไหว และเสียงไข่มุกหยกดังกระทบกัน
ดั่งสาวงามหนึ่งในใต้หล้า
นั่นคือเสี่ยวปา
นางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้าแม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสอง
“โอย ไม่เจอกันไม่กี่ปี น้องสาวทั้งสองของพวกเราช่างงดงามขึ้นมากจริงๆ”
เสี่ยวปาดวงตาเป็นประกายสดใส พลางยื่นมือออกไปหยิกแก้มของแม่นางทั้งสอง
“พี่แปดคิดถึงพวกเจ้าจะตายอยู่แล้ว!”
แม่นางสิบสองหน้าแดงขึ้นทันที
ยากที่จะเห็นแม่นางสิบเอ็ดพยักหน้าพลางพูดขึ้น
“พี่แปดสบายดีหรือไม่?”
เสี่ยวปาหัวเราะ ดวงตาเปล่งประกาย
“พี่สาวของพวกเจ้ามีช่วงที่ไม่ดีตั้งแต่เมื่อใดกัน”
แม้จะอยู่ในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ นางก็ยังใช้ชีวิตอย่างอิสระสำราญใจเหมือนเคย และมีความสุขมากทีเดียว
โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ตบหน้าซูจิ้งเสินสื่อลำดับที่แปดเมื่อไม่กี่วันก่อน นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นอย่างมาก
“หิวหรือยัง? พี่แปดเตรียมของอร่อยไว้ให้พวกเจ้ามากมายเลยนะ!”
แม่นางสิบเอ็ดพูดขึ้น
“ขอบคุณพี่แปดมากๆ เจ้าค่ะ พวกเรากินจนอิ่มจากบ้านพี่สามมาก่อนแล้ว”
เสี่ยวปาทำเสียง
“จึ๊”
ขึ้นมา พลางแอบหลั่งน้ำตาเห็นใจต่อซานซานอยู่เงียบๆ ในใจ
ด้วยนิสัยขี้งกของเขา เมื่อแม่นางทั้งสองไปเยือนที่นั่นสักครั้งหนึ่ง หากกินอาหารไม่หมดคงทำให้เขาปวดใจไม่น้อย?
นางลูบเส้นผมของนางทั้งสองอย่างแผ่วเบา
“วางใจเถิด บนยอดเขาโอสถแห่งนี้เต็มไปด้วยวัตถุดิบวิเศษล้ำค่ามากมาย เจ้าหยิบกินได้ตามต้องการเลยนะ!”
แม่นางสิบสองงหน้าแดงขึ้นมาทันที พลางโบกมือและพูดว่า
“พี่แปด แบบนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ พี่หญิงบอกแล้วว่าจะกินเพียงแปดหรือเก้าส่วนเท่านั้น ห้ามกินตามใจตัวเองเด็ดขาด”
ถ้าทําแบบนั้นจริงๆ เกรงว่าจะควบคุมพลังในมือได้ไม่ดีเสียแล้ว
เสี่ยวปาลูบจมูกของนางเบาๆ
“วางใจเถอะ มีพี่แปดอยู่ อยากทำอันใดก็ทำได้ตามใจเจ้าเลย!”
เมื่อสิ้นเสียง ก็มีเสียงดังมาจากด้านหน้าอีกครั้ง
เสี่ยวปาเงยหน้ามอง ดวงตาเป็นประกายแวววาว
“นายท่านคงตั้งใจจะเดินให้สุดเส้นทางแห่งดวงดาวเลยอย่างนั้นหรือ”
เมื่อผู้คนรอบข้างเห็นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยกันเบาๆ
ระดับนี้มันเร็วเกินไปหน่อยแล้ว! ค่ายกลถัดไปก็จะเป็นค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ขึ้นอักษรด้วย ‘สวรรค์’ แล้วล่ะ!
“ช่างน่าโมโหคนที่ชอบเปรียบเทียบจริงๆ…แม้จะโกงก็ไม่น่าจะราบรื่นและใช้ค่ายกลต่อเนื่องกันได้มากขนาดนี้กระมัง?”
“ดูท่าทีแล้วนางคงตั้งใจจะแก้ค่ายกลทุกอันให้สำเร็จ และเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ?”
“ดูเร็ว! เสินสื่อลำดับที่ห้ามาแล้ว!”
เสียงหนึ่งในฝูงชนดังขึ้น ทำให้ทุกคนตกใจพลางหันไปมองพร้อมกัน
ชายหนุ่มในชุดดำอายุราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี กำลังก้าวออกมาจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
รูปร่างสูงสง่า เต็มไปด้วยอำนาจบารมีโดยไม่ต้องแสดงออกใดๆ
เขาคือเสินสื่อลำดับที่ห้า…หร่วนเจี้ยนเฟิง
อันที่จริงเขารู้เรื่องความเคลื่อนไหวทางด้านเส้นทางแห่งดวงดาวมานานแล้ว เพียงแต่คิดว่าฉู่หลิวเยว่เดินไม่กี่ก้าวก็คงจะหยุดลง เขาจึงไม่ได้ออกมา
สุดท้ายเขาไม่ใช่ปรมาจารย์ค่ายกลเหมือนเสินสื่อลำดับที่เจ็ด
ในเมื่อเสินสื่อลำดับที่หนึ่งได้มอบหมายให้เขาดูแลเส้นทางแห่งดวงดาวชั่วคราว หน้าที่ของเขาก็คือทำให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาไม่ได้รู้มากนัก จึงไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
แต่เมื่อเห็นฉู่หลิวเยว่ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าจะหยุดลง เขาจึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงเคลื่อนไหวตัวออกมาในที่สุด
ฉู่หลิวเยว่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางมองเขาแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นเขาไม่มีทีท่าจะเดินเข้ามาใกล้ นางจึงละสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว
…เสินสื่อลำดับที่ห้าปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เห็นได้ชัดว่าเพียงต้องการมาดูว่านางสามารถข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวได้หรือไม่
ฉู่หลิวเยว่ก้มลงมองค่ายกลตรงหน้า
“ค่ายกลมายาสุริยะเทพ…”
นางพึมพำขึ้นเบาๆ
ค่ายกลนี้นางจำได้อย่างลึกซึ้ง
เพราะเมื่อครั้งที่นางมาถึงพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ จึงบังเอิญเห็นมู่หยาเฟิงกำลังทำความเข้าใจและใช้ค่ายกลนี้อยู่พอดี
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นี่คือค่ายกลแรกบนม้วนคัมภีร์อักษรเทวา!
เมื่อมองเห็นลวดลายอักขระที่คุ้นเคย ความรู้สึกของฉู่หลิวเยว่ก็พลุ่งพล่านขึ้นทันที ความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาในหัวของนางอย่างต่อเนื่อง
ในตอนแรกนางยังไม่รู้เลยว่านี่คือค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ รู้เพียงว่าพี่เป่ากำชับให้นางจดจำมันให้ได้
นางวาดโครงร่างบนผืนทรายครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางแสงแดดแผดเผาอยู่ในทะเลทรายจันทราสีชาด เพื่อค่ายกลมายาสุริยะเทพนี้
แม้แต่ตัวนางเองก็จำไม่ได้ว่าลองไปกี่ครั้งจนกว่าจะจดจำมันได้
เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันนั้น ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่มีเพียงลมที่พัดพาเม็ดทรายหยาบพร้อมอุณหภูมิที่ปะทะกับใบหน้าและร่างกายเพียงเท่านั้น
และตอนที่นางจดจำมันได้จนสำเร็จในที่สุด พี่เป่าก็เอ่ยประโยคที่ยากจะได้ยินขึ้นมาว่า
“ทำได้ดีมาก”
เขาแทบไม่เคยกล่าวชมนางเลย ตรงกันข้ามเขามักจะตำหนิและเข้มงวดกับนางอย่างมาก
ดังนั้นคําสองคําในครั้งนั้น นางยังจําได้ตลอดมา
เป็นเวลานานที่นางรู้เพียงว่าตัวเองเรียนรู้ตามพี่เป่า แต่กลับไม่รู้เลยว่าตัวเองได้เรียนรู้อันใดไปบ้าง
จนกระทั่งหลายปีต่อมา แม้ตอนนี้จะผ่านชีวิตและความตายมาแล้ว ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่า แท้จริงแล้วตั้งแต่วันนั้น เขาได้วางแผนสำหรับวันนี้เอาไว้แล้ว
ฉู่หลิวเยว่ถอนหายใจออกมาเบาๆ และปล่อยแสงมากมายออกจากปลายนิ้วของนาง
แสงแต่ละสายดูเหมือนจะรู้ถึงตำแหน่งของตัวเองอย่างรวดเร็ว จึงมารวมตัวกันและวาดเป็นรูปแบบของค่ายกล
ผู้คนยังไม่ทันได้เห็นอย่างชัดเจน เห็นเพียงแค่แสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้าของนาง จากนั้นก็เกิดแรงกดดันที่อธิบายไม่ได้ขึ้น…
ปัง!
ค่ายกลมายาสุริยะเทพ…แตกสลาย!
………………..