ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2356 ใกล้สำเร็จแล้ว
ตอนที่ 2356 ใกล้สำเร็จแล้ว
………………..
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ก็มีเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากหลังค่ายกลของประตูสวรรค์
ผู้ที่มาเป็นเด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบปี สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ท่าทางหยิ่งผยอง
เขาถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างถือขนนกสีทองแดงอยู่เส้นหนึ่ง
เมื่อเห็นเขาอู่เหยาลังเลอยู่พักหนึ่ง
“ขอถาม ท่านคือเสินสื่อลำดับที่เจ็ดใช่หรือไม่”
เขาจำได้ว่านายท่านเคยบอกว่า ผู้รับผิดชอบเฝ้าประตูแดนสวรรค์คือ จิ้นอวิ๋นไหล่ หรือเสินสื่อลำดับที่เจ็ด
เด็กหนุ่มคนนั้นขมวดคิ้วขึ้น
“ไม่ใช่ ข้าคือเสินสื่อลำดับที่สิบเอ็ด ชิวถง ตอนนี้เสินสื่อลำดับที่เจ็ดไม่ได้รับหน้าที่เฝ้าประตูแดนสวรรค์แล้ว ข้ามารับช่วงแทนชั่วคราว”
อู่เหยากับพวกนางมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง
ดูเหมือนว่าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จะเกิดเรื่องอันใดบางอย่างขึ้น?
แต่เสินสื่อลำดับที่สิบเอ็ดผู้นี้ดูไม่ใช่คนยอมพูดอันใดง่ายๆ พวกเขาจึงไม่ได้ถามอันใดต่อ
ในขณะที่ชิวถงกวาดสายตามองพวกเขาทั้งสามคนอย่างดูแคลนอยู่หลายส่วน
“พวกเจ้าทั้งสามคนเป็นเพียงเทพขั้นสูงแล้วเข้ามาที่นี่ได้อย่างใด”
ตามหลักแล้วมีเพียงเทพศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่สามารถข้ามทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์และมาถึงประตูสวรรค์ได้
เทพขั้นสูงที่มาก่อนหน้านี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเทพศักดิ์สิทธิ์จนสามารถขึ้นมาได้
ครั้งนี้มาพร้อมกันถึงสามคนและเป็นเทพขั้นสูงทั้งหมด นับเป็นครั้งแรก
แม่นางสิบเอ็ดถามกลับอย่างเรียบเย็น
“พวกเราย่อมมีวิธีของเรา ในเมื่อคนก็มาถึงที่นี่แล้ว ยังจะต้องถามอีกหรือ”
ชิวถงชะงักไปครู่หนึ่ง ความโกรธเริ่มปะทุขึ้นในใจ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาว เขาจึงไม่อยากเอาความต่อ
“เอ่อๆ เสินสื่อลำดับที่สิบเอ็ดโปรดอย่าเข้าใจผิด น้องสาวข้ายังอายุน้อยและเป็นคนตรงไปตรงมา ท่านอย่าใส่ใจเลย การที่พวกเราข้ามมาที่นี่ได้ก็เพราะใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้…คงไม่มีปัญหาอันใดกระมัง?”
ชิวถงระงับความโกรธไว้ในใจ และเปิดสมุดบันทึกเล่มนั้น
“ชื่อ”
“อู่เหยา”
ชิวถงยกมือขึ้น ขนนกทองคำบรรพบุรุษกวาดผ่านหว่างคิ้วของอู่เหยา
ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดปรากฏ
ชิวถงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์?
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้บําเพ็ญเพียรที่ไม่มีมีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เข้ามาที่นี้มากมาย คาดไม่ถึงว่าเขาจะได้พบด้วยตัวเอง
สายตาของเขากวาดมองแม่นางทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอู่เหยา
“พวกเจ้าสองคนก็ขึ้นมาด้วย”
แม่นางสิบเอ็ดก้าวไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเมินเฉย แม่นางสิบสองคว้าแขนเสื้อของนางอย่างประหม่า
แม่นางสิบเอ็ดจึงหันมามองและพูดขึ้นว่า
“เราแค่ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจะกลัวอันใด”
“…ก็จริงอย่างที่นางกล่าว…แม่นางสิบสองคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเห็นด้วย จึงรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อยอย่างใดพวกเราก็ไม่มีมันอยู่แล้ว จะกลัวพวกเขาตรวจสอบไปเหตุใด?”
นางหันไปมองชิวถงอีกครั้ง และพูดอย่างนุ่มนวลว่า
“ท่านเสินสื่อ เราสามคนล้วนไม่มี จะตรวจหรือไม่ก็เหมือนกัน”
ไม่ต้องเสียแรงหรอก
ชิวถง “…”
ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดกลับดูภูมิใจเสียอย่างนั้น?
นี่ไม่ใช่เรื่องน่ายกย่องเสียหน่อย!
เดิมทีเขาคิดจะเย้ยหยันพวกเขาเสียหน่อย แต่ในเมื่อนางพูดออกมาเช่นนี้ เขาก็พูดอันใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
มือที่ถือขนนกทองคำบรรพบุรุษค่อยๆ กำแน่นขึ้น ในที่สุดเขาจึงกัดฟันเอ่ยถามขึ้น
“ชื่อ!”
“แม่นางสิบเอ็ด”
“แม่นางสิบสอง”
ชิวถงเขียนชื่อของทั้งสองคนลงในสมุดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบถวนซิ่นจื่อสามชิ้นออกมาและส่งให้พวกเขา
“นี่คือ…”
“ถวนซิ่นจื่อ”
แม่นางสิบเอ็ดไม่รอให้เขาพูดจบ ก็ยกมือขึ้นหยิบของสิ่งนั้นมา
“ก่อนหน้านี้ได้ยินมาบ้างแล้ว”
นางเก็บเส้นหนึ่งผูกที่เอวของตนเอง และส่งให้อูเหยาอีกเส้นหนึ่ง และเส้นสุดท้ายก็ช่วยแม่นางสิบสองผูกไว้ที่เอว
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางจึงมองไปทางชิวถงแล้วถามขึ้น
“ตอนนี้พวกเราเข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่?”
ชิวถง “…”
ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งเกินไป จนทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ
แม่นางสิบเอ็ดพูดขึ้นอย่างร้อนใจว่า
“พวกข้ารีบอย่างมาก”
คำพูดนี้เตือนสติชิวถงขึ้น
เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นด้วยความสงสัยและพูดขึ้น
“เสินสื่อลำดับที่สิบเอ็ดนี่ช่างเก่งจริงๆ สามารถเดาออกด้วยหรือ”
ชิวถงกัดฟันแน่น
ยังต้องให้เดา?
ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์และยังหยิ่งยโสเหมือนกัน
ช่างเป็นตระกูลที่ไม่มีใครเหมือนเลยจริงๆ
“เข้าไปเถอะ!”
เขาปิดสมุดลง ไม่อยากพูดคุยกับพวกเขาอีกต่อไป จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
อู่เหยาส่งสายตาให้แม่นางทั้งสองตามเข้าไปในทันที
“เอ่อ เสินสื่อลำดับที่สิบเอ็ด ช่วยบอกได้หรือไม่ว่า ตอนนี้นายท่านของพวกข้าอยู่ที่ใด”
ชิวถงมีสีหน้านิ่งเฉยยิ่งกว่าเดิม และพูดขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง
“พวกเจ้าแค่ดูก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”
“จะดูอย่างใด…”
ขณะที่อู่เหยากำลังพูดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากด้านหน้าในทันที
ปัง!
เขาเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ และเห็นค่ายกลหนึ่งกำลังค่อยๆ แผ่ขยายอยู่กลางอากาศ
“นี่คือ…”
“นายท่านอยู่ข้างหน้า”
แม่นางสิบเอ็ดพูดพร้อมกับพาแม่นางสิบสองเดินไปข้างหน้า
ดูเหมือนว่าพวกนางจะมาโดยบังเอิญจริงๆ
อู่เหยากำลังจะตามไป แต่ทันใดนั้นก็นึกอันใดขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปมองประตูสวรรค์อีกครั้งพลางขมวดคิ้ว
ประตูสวรรค์นี้ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก…
แน่นอนว่าเสียงนี้ยังคงเบาอยู่ดี
อู่เหยาจึงถอนสายตากลับและตอบกลับไปว่า
“มาแล้ว!”
…
ทั้งสามคนจึงเดินตรงไปตามเส้นทางแห่งดวงดาว
สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันอย่างหนาแน่น
เมื่อมองไปจะเห็นผู้คนเบียดเสียดกันอยู่เต็มไปหมด
แต่…กลับเงียบสงัดอย่างมาก
ทุกคนเหมือนจะมีความเข้าใจตรงกัน ต่างเงียบสนิทและไม่พูดอันใดออกมา เพียงแต่ใช้สายตาจับจ้องไปยังร่างบนเส้นทางแห่งดวงดาวอย่างแน่วแน่ ราวกับกลัวว่าจะรบกวนสิ่งใด
อู่เหยาพาแม่นางทั้งสองเดินไปข้างหน้า
เพราะหน้าตาของทั้งสามคนดูแปลกหน้าอย่างมาก จึงเริ่มมีผู้คนสังเกตเห็นพวกเขาได้อย่างชัดเจน
จู่ๆ ฉู่หลิวเยว่ก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่ง จึงหันกลับมามอง
เมื่อเห็นแม่นางทั้งสองที่ไม่ได้พบกันมานาน นางดีใจในทันที
“สิบเอ็ด สิบสอง! เหตุใดพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? มานี่สิ”
เมื่อผู้คนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็เข้าใจในทันที
“ที่แท้ก็รู้จักกัน!”
แม่นางสิบเอ็ดพาแม่นางสิบสองเดินไปข้างหน้า และมาอยู่หยุดข้างๆ ฉู่หลิวเยว่
“นายท่าน”
บนใบหน้าของนางทั้งสองแสดงความคิดถึงและดีใจอยู่หลายส่วน
แม่นางสิบเอ็ดยิ้มกว้าง แต่แม่นางสิบสองกลับพูดขึ้นด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า
ฉู่หลิวเยว่มองทั้งสองคน ในใจรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก
แม่นางสองคนนี้อายุมากกว่าสิบสามเพียงเล็กน้อย ตอนเกิดเรื่องเมื่อครั้งนั้น พวกนางเพิ่งอายุได้สิบสี่ปี
เพียงชั่วพริบตาพวกนางก็กลายเป็นสาวงามสง่าไปเสียแล้ว
อู่เหยาก็มาด้วยเช่นกัน
“นายท่าน”
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยและพูดขึ้น
“อู่เหยา เจ้า…”
เขาต้องเฝ้าประตูที่ท่าเรือดอกท้อไม่ใช่หรือ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ในใจของฉู่หลิวเยว่ก็สั่นไหว คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย
หรือว่าทางด้านนั้น…
อู่เหยาสบตากับนางและพยักหน้ารับเบาๆ
ฉู่หลิวเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น
“อู่เหยา เจ้าพานางทั้งสองไปรออย่างสบายใจก่อน ทางนี้ข้าใกล้สำเร็จแล้ว”
อู่เหยาตอบรับทันที
“ขอรับ!”
ผู้คนที่เฝ้าดูต่างแสดงสีหน้าตกใจออกมาพร้อมกัน
ใกล้สำเร็จแล้ว?
หมายความว่าอย่างใด
………………..