ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2364 ในระยะเวลาครึ่งปี
อวี้เชียนจ้องมองฉู่หลิวเยว่ ในสมองของเขายังคงนึกถึงภาพตอนที่นางก้าวเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เมื่อครู่นี้ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
บนตัวนางมีจุดน่าสงสัยมากเกินกว่าจะเข้าใจได้
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่านางเข้ามาได้อย่างใด
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ถวนซิ่นจื่อซึ่งคาดอยู่บนเอวของนาง
มันแกว่งไหวตามสายลมอย่างแผ่วเบาและงดงาม
ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ฉู่หลิวเยว่ก้มลงมองตามสายตาของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ
“เหตุใดเสินสื่อลำดับที่สามถึงมองข้าเช่นนี้เล่า?”
ถวนซิ่นจื่อนี้เกือบจะแตกออกในวินาทีที่นางก้าวเข้ามา
แต่กลับมีพลังอันแข็งแกร่งที่มองไม่เห็นทำให้มันสงบลงได้อย่างเงียบงัน
น่าเสียดายที่พลังนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นางไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันอย่างเต็มที่
อวี้เชียนพูดเสียงราบเรียบขึ้นว่า
“เจ้าเป็นคนแรกที่ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังสามารถเข้ามาได้”
ฉู่หลิวเยว่หันไปมองซูหลี
“ท่านซูก็เข้ามาได้ไม่ใช่หรือ”
“นางเป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ ย่อมแตกต่าง อีกอย่างนอกจากจิ้นอวิ๋นไหล เจ้าก็เป็นคนที่สองที่เดินข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวจนเข้ามาได้”
คนเช่นนี้ย่อมต้องได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
ฉู่หลิวเยว่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ปล่อยให้เขาสำรวจนางตามสบาย
ซูหลีรู้อยู่แล้วว่านางต้องทำสำเร็จแน่นอน!
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“ข้าเคยบอกไว้แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ท่านซูต้องรอข้านานเกินไป”
หลังจากเข้ามาได้แล้ว หลายอย่างก็จะทำได้สะดวกขึ้น
เช่น…การสืบหาที่อยู่ของพี่เป่าและหลานเซียว!
แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
ฉู่หลิวเยว่กวาดตามองไปรอบๆ
ภาพที่เห็นตรงหน้าคล้ายกับที่นางเคยเห็นในทะเลทรายจันทราสีชาดเหมือนกันไม่มีผิด
ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปก็คือ ภายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้ ไม่ได้มีหมอกขาวบดบังทุกสิ่งไว้
ดังนั้นจึงมองเห็นทั้งหมดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในที่สุดสายตาของนางก็หยุดที่ตำหนักใหญ่ตรงหน้า
ตรงนั้นน่าจะเป็นตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์…
หางตาของฉู่หลิวเยว่เหลือบไปเห็นร่างหนึ่งแวบเข้ามาในสายตา
นางหันหน้าไปมองและยิ้มออกมาในทันใด
“ประมุขหนาน ไม่ได้พบกันเสียนาน ช่วงนี้สบายดีหรือไม่”
หนานจิ่นซูที่กำลังวางแผนจะลอบจากไปอย่างเงียบๆ ถึงกับตัวแข็งค้างไปทั้งร่าง เขาหันกลับมาด้วยความกระอักกระอ่วน สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
“นาย นายท่านเยว่…”
“เจ้าเรียกนางว่าอันใดนะ?”
ยังไม่ทันที่ฉู่หลิวเยว่ได้ตอบกลับไป เสินสื่อลำดับที่สองก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
ดวงตาของเขาเหมือนปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง แฝงด้วยความเย็นเยียบจนหนาวถึงกระดูก
คำเรียกนี้…เหตุใดเสินสื่อลำดับที่สองถึงดูไม่ชอบใจนัก?
แต่เรื่องนี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวอันใดกับเขาเลย?
หนานจิ่นซูที่ตื่นตระหนกพลางกลืนน้ำลายแล้วตอบว่า
“…ท่าน…ท่านเยว่…เสินสื่อลำดับที่สองคิดว่าคำเรียกนี้ไม่ถูกตรงไหนหรือ”
เขาเรียกนางออกมาแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว
เพราะก่อนหน้านี้ในอาณาจักรเสิ่นซวี่ หลังจากที่ฉู่หลิวเยว่ได้ครอบครองท่าเรือดอกท้อ ทุกคนก็เรียกนางเช่นนั้น เพื่อเป็นการให้เกียรติ
ในการสู้รบที่ท่าเรือดอกท้อ ตระกูลหนานต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนัก จนทำให้หนานจิ่นซูมีความหวาดกลัวฝังลึกต่อฉู่หลิวเยว่มาเป็นเวลานาน
ว่ากันตามหลักแล้วเมื่อมาถึงที่นี่เขาควรจะมั่นใจและเหนือกว่าฉู่หลิวเยว่ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะแม่นางผู้นี้มักซ่อนไพ่ลับไว้เสมอ ทุกครั้งที่เขาคิดว่านางจะพ่ายแพ้ นางกลับสามารถฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ ยิ่งทำให้ทุกคนต้องประเมินในตัวนางใหม่อีกครั้ง
เช่นเดียวกับตอนนี้
เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะสามารถเข้ามาได้จริงๆ
เพราะความตื่นตกใจ เขาจึงหลุดเรียกออกมาเช่นนั้น
สีหน้าของอวี้เชียนยิ่งเยียบเย็นลงไปอีก
“ต่อไปห้ามเรียกเช่นนี้อีก หากข้าได้ยินเป็นครั้งที่สองอีกล่ะก็…”
“ขอรับ! ขอรับ!”
อวี้เชียนยังไม่ทันพูดจบ หนานจิ่นซูก็รับรู้ได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ จึงรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย
ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
แค่เรียกว่า นายท่าน แทบไม่ใข่คำเรียกที่สำคัญมากมายอันใด แต่ดูเหมือนอวี้เชียนจะใส่ใจกับเรื่องนี้มากเกินไป
แต่ดูจากปฏิกิริยาของเขา…
ฉู่หลิวเยว่หลุบตาลงเล็กน้อย เพื่อซ่อนความคิดในดวงตาเอาไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ
“ประมุขหนาน ในเมื่อเสินสื่อลำดับที่สองพูดมาเช่นนี้แล้ว ต่อไปท่านก็ควรระวังให้มากขึ้น อย่าให้ต้องเจอปัญหาเพราะข้าอีกเลยนะ”
คำพูดนี้ทำให้หนานจิ่นซูถึงกับหน้าซีดเซียวลง
“ท่าน!”
“ก่อนหน้านี้ประมุขหนานบอกว่าจะรอข้าอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้มาเจอในวันนี้ก็เห็นว่าท่านรักษาคำพูดจริงๆ”
ฉู่หลิวเยว่พูดพลางยิ้ม
“ข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่รู้เรื่องตำหนักนี้มากนัก ต่อไปคงต้องขอคำแนะนำจากประมุขหนานมากหน่อย”
หนานจิ่นซูขาอ่อนยวบลงทันที ในใจกลับรู้สึกทุกข์ใจอย่างหนัก
แนะนำ?
เดิมทีฉู่หลิวเยว่ก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว บัดนี้นางยังเข้าใจค่ายกลทั้งหมดบนเส้นทางแห่งดวงดาวอีก ถือว่านางเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงสุดอย่างแท้จริง!
พลังการต่อสู้ของนางนั้นแทบไม่สามารถจินตนาการได้
ถ้าหากพวกเขาสองคนต้องต่อสู้กันจริงๆ หนานจิ่นซูคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนจะตายอย่างใด!
เขายิ้มแห้งๆ ออกมาอย่างฝืนใจ
“ข้า…ไม่กล้า! ไม่กล้าหรอก!”
เขาแทบอยากจะเลี่ยงฉู่หลิวเยว่ไปให้ไกลที่สุด!
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาน่าจะอยู่ที่พักของตัวเองตั้งแต่แรก จะมายุ่งวุ่นวายที่นี่เหตุใดกัน?
“ข้ากับประมุขหนานก็รู้จักกันมานานแล้ว ท่านไม่ต้องสุภาพเช่นนั้นหรอก”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มเล็กน้อย น้ำเสียงดูจริงใจ
หนานจิ่นซูแทบอยากจะวิ่งหนีออกไปให้พ้น!
“การผ่านเส้นทางแห่งดวงดาวเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ หมายความว่าเจ้ามีสิทธิ์เข้าออกที่นี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทำอันใดได้อย่างอิสระ ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มีหลายที่ที่เจ้าเข้าไปไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาและพูดขึ้นว่า
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก ท่านเสินสื่อลำดับที่สองช่วยบอกให้ชัดเจนหน่อยได้หรือไม่ว่ามีที่ใดบ้าง ต่อไปข้าจะได้ระวังไม่ไปก้าวล่วงโดยไม่ได้ตั้งใจ”
อวี้เชียนสีหน้าเย็นชาขึ้น
อันที่จริงเขาไม่อยากพูดอันใดมากกับฉู่หลิวเยว่นัก แต่สถานการณ์ในตอนนี้…
“ตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ และที่พักของเหล่าเสินสื่อ เจ้าห้ามเข้า”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้ารับ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…”
อวี้เชียนพูดต่อว่า
“ในเมื่อเจ้าเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว เรื่องที่ผ่านมาก็ไม่ต้องพูดถึงอีก หลังจากนี้จงตั้งใจฝึกฝนให้ดี อีกครึ่งปีหากไม่สามารถทะลวงผ่านสวรรค์และก้าวเข้าสู่ระดับเทพได้ เจ้าจะถูกขับออกจากที่นี่!”
ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
พลังแห่งสวรรค์และโลกในที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์และบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ส่งผลดีต่อการฝึกฝนอย่างมาก
สำหรับผู้บำเพ็ญตนส่วนใหญ่ การได้เข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จะเพิ่มโอกาสสำเร็จในการทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับเทพ
มีเพียงผู้ที่สำเร็จเท่านั้นที่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้
ส่วนผู้ที่ล้มเหลวจะถูกขับออกไป
การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสม คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด นี่คือกฎที่ชัดเจนและโหดเหี้ยมที่สุดของที่นี่!
“ขอบคุณเสินสื่อลำดับที่สอง”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้ารับอย่างสุภาพ
สายตาของอวี้เชียนมองลงไปที่ถวนจื่อ
“พอแล้ว ตอนนี้เจ้าควรกลับได้แล้ว”
ถวนจื่อทำปากยื่นไม่พอใจ พลางกอดคอฉู่หลิวเยว่แน่นไม่ยอมปล่อย
ดวงตาของอวี้เชียนเย็นลงเล็กน้อย
ฉู่หลิวเยว่ลูบถวนจื่อเบาๆ
“อย่างใดข้าก็ยังอยู่ที่นี่ ถวนจื่ออยากมาหาเมื่อไรก็มาได้เสมอ”
………………..