ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2365 เจ้ารู้ได้อย่างใด
ถวนจื่อซบหน้าลงที่อกของนาง พลางออดอ้อนไปมา ก่อนจะยอมปล่อยมืออย่างอาลัยอาวรณ์
“อาเยว่ต้องคิดถึงข้าทุกวันนะ”
ฉู่หลิวเยว่หอมที่แก้มของนางอย่างแผ่วเบา
ถวนจื่อกระโดดลงจากอ้อมแขนของนาง และฮึดฮัดใส่อวี้เชียนหนึ่งทีแล้วหมุนตัวเดินจากไป
อวี้เชียนหันไปมองหร่วนเจี้ยนเฟิงพลางพูดขึ้น
“เจ้าไปจัดการที่พำนักให้กับนางที”
“ขอรับ”
อันที่จริงเรื่องนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของจิ้นอวิ๋นไหล
เพราะเรื่องของมู่หยาเฟิง จึงทำให้ตอนนี้เขาเกือบถูกริบอำนาจไปทั้งหมด
แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ เช่นนี้ก็ถูกมอบหมายให้เสินสื่อลำดับที่ห้าเป็นผู้จัดการแทน
ฉู่หลิวเยว่ส่งสายตามองถวนจื่อที่กำลังเดินจากไป
เห็นได้ชัดว่าอวี้เชียนไม่วางใจในตัวนาง จึงเดินตามหลังนางมาตลอด เหมือนตั้งใจจะส่งถวนจื่อกลับไปที่ภูเขาเฟิ่งหมิงด้วยตัวเอง
ฉู่หลิวเยว่แหงนหน้ามองเล็กน้อย
ม่านพลังระหว่างตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กับภูเขาเฟิ่งหมิงที่ทอดลงมาจากฟากฟ้าส่องแสงสว่างจางๆ
ก่อนหน้านี้นางคิดมาตลอดว่าค่ายกลนี้ไม่สามารถข้ามผ่านมาได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อถวนจื่อเลย
เช่นนี้ยิ่งทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้นมาก…
“ซั่งกวนเยว่ เจ้าตามข้ามา”
นางเก็บความคิดไว้ในใจ พลางยิ้มให้หร่วนเจี้ยนเฟิง
“รบกวนเสินสื่อลำดับที่ห้าแล้ว”
“ช้าก่อน”
ฉู่หลิวเยว่ชะงักฝีเท้า พลางหันหน้าไปมองเขาและพูดขึ้น
“เสินสื่อลำดับที่เจ็ด?”
“ข้ามีคำถามอยากจะถามเจ้า”
จิ้นอวิ๋นไหลกล่าว พลางจ้องมองนางราวกับพยายามหาคำตอบอันใดบางอย่างจากภายใน
“ค่ายกลสุดท้ายนั้น ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในภาพทมิฬสิ้นอัคคีเจ้าทำอย่างใดถึงทะลวงมันได้?”
ค่ายกลสุดท้ายนี้เป็นค่ายกลที่ยากที่สุดบนเส้นทางแห่งดวงดาวอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้แต่ตัวเขาเอง ในปีนั้นยังต้องใช้เวลาและพลังมากมายไม่รู้เท่าใดกว่าจะทะลวงผ่านมาได้
อีกทั้งเขายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีและลองพยายามนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะสำเร็จได้ในที่สุด
ทว่าฉู่หลิวเยว่เล่า?
นางมาอยู่ที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น!
จากประตูสวรรค์จนถึงตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ นางได้ทะลวงค่ายกลแต่ละด่านมานับไม่ถ้วนบนเส้นทางแห่งดวงดาวนี้
แม้ว่านางจะเคยเห็นบางส่วนมาบ้าง แต่ศักยภาพเช่นนี้ช่างน่าทึ่งจริงๆ
ถึงแม้…ภาพลวงตา
จิ้นอวิ๋นไหลเฝ้าถามตนเอง แม้ในตอนนี้เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้ค่ายกลสุดท้ายออกมาได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหลเหมือนนางหรือไม่!
ฉู่หลิวเยว่จ้องมองเขาด้วยสายตาใสซื่อและเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงใจ
“เช่นนั้น…ก็ยากลำบากมากใช่หรือไม่”
จิ้นอวิ๋นไหลชะงักไปครู่หนึ่ง
มีชั่วขณะหนึ่งที่เขารู้สึกว่าฉู่หลิวเยว่กำลังเย้ยหยันเขา
แต่ในวินาทีต่อมาฉู่หลิวเยว่ก็ยิ้มออกมา
ในใจจิ้นอวิ๋นไหลสั่นไหวอย่างรุนแรง และยืนแข็งค้างอยู่ตรงนั้น!
ฉู่หลิวเยว่ยกมุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย นางไม่พูดอันใดอีกพลางหันไปทางหร่วนเจี้ยนเฟิง
“ท่านประมุขหนาน วันหน้าเราค่อยนัดกันใหม่”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหนานจิ่นซูกระตุกเล็กน้อย
ในขณะนั้นจู่ๆ ฉู่หลิวเยว่ก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาหนึ่งจับจ้องมาที่นาง
นางชะงักฝีเท้าพลางเงยหน้าขึ้นมอง
ที่ประตูหน้าของตำหนักหลักมายาศักดิ์สิทธิ์ มีใครคนหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังและมองมาที่นางจากระยะไกล
จวินจิ่วชิง
เขามาตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ที่สำคัญคือ ดูเหมือนเขาจะ…ออกมาจากตำหนักหลัก?
แต่คือสีหน้าของจวินจิ่วชิงดูไม่ปกตินัก
ปกติเขามักมีรอยยิ้มที่มุมปากเสมอ แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขากลับสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เหมือนเขากำลังมองนางอยู่ แต่แววตากลับดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
โดยรวมแล้วรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บางส่วน
ซูหลีมองตามสายตานางไปพลางอธิบายด้วยเสียงต่ำว่า
“จวินจิ่วชิงเข้าไปในตำหนักหลักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้สักระยะแล้ว แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเข้าไปทำอันใด”
แม้แต่เหตุผลที่จวินจิ่วชิงมีสิทธิ์เข้าไปในตำหนักหลักก็ยังไม่มีใครรู้
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าเล็กน้อย และถอนสายตากลับมา
ดูแล้วแม้จวินจิ่วชิงและหนานจิ่นซูจะมีสิทธิพิเศษเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วจวินจิ่วชิงก็เหนือกว่าอยู่ดี
เพียงแต่ว่า…สิทธิพิเศษของพวกเขา แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างใดกันแน่
…
แม้ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายฉีกพันธะสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว จนทำให้ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นก่อนเวลา แต่โชคดีที่นางไม่ทำให้เขาผิดหวัง
เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมานับว่าไม่สูญเปล่า
…
ในอีกห้องขังหนึ่งหลานเซียวกำลังนั่งพิงกำแพงพลางงอขาข้างหนึ่ง อากาศรอบๆ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ
เขาก้มลงมองครู่หนึ่ง
บาดแผลบนแขนกำลังฟื้นฟูตัวเอง
ร่างศักดิ์สิทธิ์ของเขาที่ผ่านการหลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์สีทอง ย่อมไม่ถูกทำลายได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น และยังมีพลังฟื้นฟูหลังได้รับบาดเจ็บ
“ดูท่าจะใกล้ถึงเวลาแล้ว…”
เขาลูบคางเบาๆ พลางหัวเราะเสียงทุ้มต่ำ
แต่เสียงหัวเราะนี้ดึงรอยแผลที่มุมปาก ทำให้เขาเจ็บจนร้อง ‘โอ้ย’ ออกมา
เขาเลียริมฝีปากและแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยพิงกับผนัง
แม้รอบตัวจะมืดสนิทจนแทบมองอันใดไม่เห็น
แต่กลับมีแสงเปล่งประกายจางๆ อยู่ในดวงตาของเขา
…
ฉู่หลิวเยว่และซูหลีเดินตามหร่วนเจี้ยนเฟิงไปตลอดทาง
ระหว่างทางซูหลีแนะนำนางด้วยเสียงเบาเป็นระยะ
นางอยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว จึงเข้าใจที่นี่อยู่พอสมควร
ฉู่หลิวเยว่เดินไปและฟังไปพร้อมกัน
จู่ๆ นางก็ชะงักฝีเท้าแล้วหันไปมองยังทิศทางหนึ่ง
“นั่นคือที่ใด”
ซูหลีหันไปมองตามสายตานางและพูดขึ้น
“นั่นคือที่พำนักของเสินสื่อลำดับที่เจ็ด”
ฉู่หลิวเยว่ส่ายหน้า
“ไม่ ข้าหมายถึงลานด้านในสุดนั่น”
ซูหลีชะงักไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นหร่วนเจี้ยนเฟิงหันกลับมามองนางพลางพิจารณาอย่างละเอียดก่อนจะพูดขึ้น
“เจ้ารู้ได้อย่างใดว่าตรงนั้นยังมีลานอยู่อีก?”
………………..