ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2397 ข้าไม่รู้
ฉู่หลิวเยว่หยุดชะงักการกระทำ จากนั้นจึงโอบอุ้มถวนจื่อขึ้นมา
“เคืองโกรธสิ่งใดหรือ?”
มู่หงอวี่อึกอัก
“ก็…มู่ชิงเห่อเอ่ยปดต่อเจ้า…”
ฉู่หลิวเยว่คิดคำนึง ก่อนจะหัวร่อออกมา
“เขาคงไม่ได้อคติต่อข้าเพียงผู้เดียวหรอก”
นอกเหนือจากนางแล้ว ผู้คน ณ ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็ดูเหมือนว่าจะไม่รู้ชัดเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา
คนทั้งมวลล้วนกล่าวว่าเสินสื่อลำดับหนึ่งเก็บตัวเงียบมานานนับหลายปี หากแต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ช่วงปีที่เขาอยู่ในราชวงศ์เทียนลิ่งนั้นไม่ได้สูญเปล่า
มู่หงอวี่เหลือบมองนางที่กำลังแย้มยิ้มอยู่ ทว่ากลับสัมผัสไม่ได้ถึงอารมณ์ใดใด
เป็นไปได้ว่า…
ผู้ใดที่ได้ลองมาเป็นนางยามนี้ ก็คงกล้ำกลืนฝืนทนไม่ต่างกันกระมัง?
และมู่ชิงเห่อยังลงมือกับนางด้วย
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลง ชะงักอยู่เพียงครู่ ก่อนกล่าวว่า
“ตอนแรกเริ่มที่ได้พบเจอและรับรู้ฐานะของเขาแล้ว จริงๆ ก็รู้สึกเคืองโกรธนิดหน่อย แต่ตอนนี้…”
คล้ายกับว่านางนึกสิ่งใดออก มุมปากยกขึ้นเป็นส่วนโค้งเล็กน้อย
“เสินสื่อลำดับหนึ่งของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่เคยติดตามข้ามาอย่างเคารพ อีกทั้งอยู่ในโอวาทเป็นเวลาหลายปี เมื่อคำนึงเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเกินไปนัก”
ทว่ามู่หงอวี่กลับยิ้มไม่ออก
ถวนจื่อนอนอยู่ในอ้อมแขนของฉู่หลิวเยว่ แขนปล้องทั้งสองข้างโอบล้อมคอนางอย่างแนบแน่น เห็นได้ชัดว่ารู้สึกหดหู่ใจ
“ปีศาจแดงยังมีชีวิตอยู่…”
ฉู่หลิวเยว่จับดวงหน้าเล็กของนาง
“ใช่แล้ว ปีศาจแดงยังคงสบายดี และข้าคิดว่าคงตีฝ่าระดับเก้าได้แล้วด้วย ซึ่งเราควรจะยินดีกับมัน”
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่ถวนจื่อยังเป็นไก่ฟ้าเก้าสี นางมักถูกปีศาจแดงรำคาญเพราะนำหน้ามันอยู่หนึ่งระดับ”
ด้วยเหตุนั้น ปีศาจแดงจึงปรารถนาจะทะลวงระดับเก้ามาโดยตลอด
ตอนนี้ก็เป็นอย่างที่วาดหวังเอาไว้แล้ว
ถวนจื่อเงยหน้ามองนาง
“แต่ว่า…ปีศาจแดงดูไม่มีความสุข”
ฉู่หลิวเยว่เงียบไป
“อาเยว่ ก่อนหน้านี้ข้าลืมบอกเจ้า ตั้งแต่ข้าไปยังภูเขาเฟิ่งหมิง ข้ามักรู้สึกว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองข้าอยู่ภายใต้ความมืด ข้ามองหาอยู่หลายหน แต่กลับไม่พบว่าเป็นผู้ใด ข้าเคยแม้กระทั่งไล่ตามไปยังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังไม่เจอคำตอบ”
ฉู่หลิวเยว่อึ้งไปชั่วขณะ
“เจ้าหมายถึงตอนที่ข้าไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกน่ะหรือ”
“ใช่!”
ถวนจื่อยื่นปาก
“ข้าพบร่างเงากลุ่มหนึ่งเข้าไปยังที่พักอาศัยของเสินสื่อลำดับหนึ่ง ข้าเคาะประตูอยู่นาน แต่พวกเขากลับไม่เปิดมันออกให้ข้า ในตอนนั้นข้าเดือดดาลมาก แต่ว่า…”
ฉู่หลิวเยว่เข้าใจทันที
“เงานั้น…คือปีศาจแดงหรือ?”
ถวนจื่อผงกศีรษะ
“หลังจากปีศาจแดงมาตามหาข้าในวันนี้ ข้าถึงได้รู้ว่าคือมัน…”
มู่หงอวี่ได้ยินเช่นนั้นจึงหดคอลงอย่างเงียบๆ
ทลายปราการ…
เรื่องนี้มีเพียงถวนจื่อเท่านั้นที่สามารถทำได้…
ฉู่หลิวเยว่กลับมีท่าทีเหมือนคิดอะไรอยู่
ปีศาจแดง…ออกตามหาถวนจื่อด้วยตนเองหรือ?
ถวนจื่อพลิกกายแล้วกระโดดออกมาจากอ้อมแขนของฉู่หลิวเยว่อย่างกะทันหัน โอบกอดแขนของนางไว้แล้วซักถามอย่างกระตือรือร้น
“อาเยว่ พวกเราไปเอาปีศาจแดงกลับมาดีหรือไม่?”
ฉู่หลิวเยว่ถอนหายใจเสียงแผ่ว
“มันเป็นสัตว์อสูรของมู่ชิงเห่อไปเสียแล้ว”
ถวนจื่อโกรธเกรี้ยว
“เขาเป็นเสินสื่อลำดับหนึ่งอันใดนั่นอยู่แล้ว เขาสามารถมีอสูรศักดิ์สิทธิ์ใดก็ได้ที่ต้องการไม่ใช่หรือ? ยังคงขาดแคลนสัตว์อสูรระดับเก้าอย่างปีศาจแดงอยู่หรืออย่างใด?”
แววตาของฉู่หลิวเยว่สั่นไหว
…
ฟิ้ว!
ปีศาจแดงบินกลับลาน พุ่งเข้าไปยังกองใบไม้ที่ร่วงหล่น
หลังจากนั้น ร่างของมู่ชิงเห่อก็ปรากฏออกมาจากลานอย่างเชื่องช้า
เขาไม่แม้แต่จะมองปีศาจแดง แต่กลับเดินตรงไปยังห้องหนึ่ง และกล่าวอย่างเยือกเย็น
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากที่นี่”
ทันใดนั้น ปีศาจแดงบินออกจากกองใบไม้ จนมาอยู่ตรงหน้าของมู่ชิงเห่อ
ขณะเดียวกัน ดวงตาของมันยังคงมีความโกรธเกรี้ยวที่ไม่จางหาย
มู่ชิงเห่อมีท่าทีเย็นชา ทั้งยังไม่สะทกสะท้าน
หลังจากผ่านไปนาน ปีศาจแดงก็หันหลังกลับแล้วจากไป
มู่ชิงเห่อผลักประตูก่อนจะเข้าไป
…
ชีหานยืนอยูหน้าประตูและเฝ้าดูอย่างสงบ
ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเปิดประตู
เขาหันกลับมามองครั้งหนึ่ง เห็นมู่หงอวี่เดินออกมาจากห้อง
เทียบกับความตื่นเต้นของนางขณะมาถึง ขณะนี้นางไม่สามารถปิดบังความผิดหวังของตนไว้ได้ อีกทั้งยังดูอิดโรยเล็กน้อย
ไม่แปลกใจที่นางเป็นเช่นนี้
นางคิดมาโดยตลอดว่าหลังจากทะลวงด่านต้าเฉิงแล้ว ก็สามารถนำผู้อาวุโสลำดับห้ากลับมาได้อย่างราบรื่น
ใครจะรู้ว่าเรื่องราวจะมาไกลถึงขั้นนี้
มู่ชิงเห่อรับรู้แผนการของพวกนางแล้ว และหลังจากนี้จะคอยจับตาดูพวกนางอย่างใกล้ชิดแน่นอน
การที่จะช่วยคนเหล่านี้กลับมาอีกครา เกรงว่าจะยากถึงขีดสุด
เขาคือเสินสื่อลำดับหนึ่ง ฉะนั้นจึงชัดเจนว่าเขาพุ่งเป้ามาที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่!
เมื่อคำนึงมาถึงตอนนี้ มู่หงอวี่พลันขบกรามและเร่งฝีเท้าออกไปอย่างเร่งรีบ
…
“เจ้าว่าอย่างใดนะ! เสินสื่อลำดับหนึ่งคือมู่ชิงเห่องั้นหรือ?”
ภายในห้อง เจี่ยนเฟิงฉือมีสีหน้าตกตะลึงอีกทั้งเกือบสงสัยว่าตนหูฝาดเสียแล้ว
เขาลุกขึ้นยืนฉับพลัน
“เขาเองก็ยอมรับแล้ว ยังเรียกว่าจำผิดได้อีกหรือ!”
ความคิดของเจี่ยนเฟิงฉือว่างเปล่าชั่วขณะ ทั้งยังเอ่ยอะไรไม่ออกสักนิด
มู่หงอวี่ก้าวไปข้างหน้าและเอ่ยถามอย่างกดดัน
“เจ้ากับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกันหรอกหรือ? เจ้ารู้เรื่องที่เขาเป็นเสินสื่อลำดับหนึ่งมาตั้งนานแล้วใช่หรือไม่?”
เจี่ยนเฟิงฉือถูกปรักปรำอย่างถึงที่สุด
“ข้าไม่รู้จริงๆ! ข้าเพียงแค่…”
เสียงของเขาชะงักลงกะทันหัน
มู่หงอวี่ขมวดคิ้ว
“เพียงแค่อันใด?”
เจี่ยนเฟิงฉือสูดลมหายใจลึกๆ
“ข้าเพียงแค่เผอิญพบกับเขา เราไม่คุ้นเคยกัน ไม่ได้คุ้นเคยสักนิด!”
มู่หงอวี่เพ่งมองไปที่เขา
“สิ่งที่เอ่ยไปเมื่อครู่ เจ้าเอ่ยอีกหนได้หรือไม่?”
เจี่ยนเฟิงฉือรู้สึกหนาวสันหลัง
ชั่วขณะหนึ่งถึงจะจำใจกล่าวออกมา
“ข้าไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ”
………………..