ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2404 ไถ่ถาม
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ฟากฉู่หลิวเยว่นั้นกำลังนั่งตรงข้ามกับหรงซิวอยู่ภายในห้องพัก
ระหว่างคนทั้งสองมีกระดานหมากรุกแผ่ราบกั้นเอาไว้ บนกระดานมีหมากสีดำเข้มและสีทองประกายที่ตัดกันโดยสิ้นเชิงตั้งกระจาย กลายเป็นดั่งภาพวาดที่ดูแล้วงามประณีตจับตายิ่ง
หน้าผากของฉู่หลิวเยว่ค่อยๆ มีหยาดเหงื่อเม็ดน้อยผุดซึมออกมาจนชื้นไปทั่วไรผม
ล่วงเลยไปแล้วสามชั่วยาม แต่ภายในระยะเวลานี้นางเดินไปได้เพียงห้าก้าวเท่านั้น
มิใช่ว่านางไม่รู้ว่าควรเลื่อนหมากไปช่องไหนแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะพลังบนกระดานหมากรุกนั้นแข็งแกร่งเกินไปโดยแท้! นางที่อยากจะเดินหมากสักตัวหนึ่งต้องจ่ายพลังปราณออกไปมหาศาล!
อีกทั้งหมากแต่ละตัวนั้นเดินได้ยากลำบากกว่าก่อนหน้านี้มาก
เมื่อก่อนฉู่หลิวเยว่ไม่เคยคิดเลยว่าหมากรุกระหว่างนางกับหรงซิวตานี้จะดำเนินไปอย่างเชื่องช้าแลชวนกำกวมเช่นนี้
ฉู่หลิวเยว่นั้นรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหรงซิวแข็งแกร่ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสถึงช่องว่างของความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงนี้…
ดุจช่องว่างธรรมชาติรังสรรค์ที่ยากจะก้าวข้ามผ่านได้!
ครั้นนางเดินตาที่หกจบ หรงซิวก็ยกมือตามมาติดๆ
หมากสีดำตัวหนึ่งลอยลงไปในช่องตารางอย่างสง่างาม
การเคลื่อนไหวของเขาพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ ไร้ซึ่งความรู้สึกกดดันต่อกระดานหมากรุกเช่นฉู่หลิวเยว่
ราวกับว่าสำหรับเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกระทำได้อย่างง่ายดายก็มิปาน
ซึ่งความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ฉู่หลิวเยว่เม้มริมฝีปาก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่านางบรรลุผ่านเส้นทางดวงดาวแล้ว ทั้งยังแก้ค่ายกลทั้งหมดบนเส้นทางดวงดาวได้อีกด้วย
ยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่…
ยามอยู่ต่อหน้าหรงซิว กลับถูกโจมตีจนตกอยู่ในสภาพดูไม่จืด
ฉู่หลิวเยว่สะกดกลั้นลมหายใจตั้งสมาธิแน่วแน่
นางต้องเล่นหมากตานี้ให้จบให้ได้ จากนั้นก็รอฟังคำตอบที่หรงซิวเก็บงำเอาไว้มานานแสนนาน!
…
เชียงหว่านโจวยืนอยู่ภายในสวนหย่อมพลางมองบานประตูที่อยู่เบื้องหน้าด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวดน้อยๆ ดวงหน้างดงามเกลี้ยงเกลาแฝงด้วยแววกังวลบางเบา
ตั้งแต่สองคนนั้นเข้าไปข้างในก็ผ่านมานานมากแล้ว ตอนนี้ไม่เพียงแต่ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ ทว่าด้านในห้องยังคงแผ่แรงกดดันจางๆ ออกมา
เป็นฝีมือของหรงซิวนั่นเอง
เขาวางค่ายกลอันน่าหวาดหวั่นไว้เช่นนี้ ปกปิดทุกอย่างด้านในเอาไว้อย่างง่ายดาย แท้จริงแล้ว…
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินเข้าไปอีกห้องหนึ่ง
บานประตูมิได้ลงสลักไว้ แต่ครั้นเชียงหว่านโจวมาหยุดหน้าประตูก็ตัดสินใจเคาะอยู่ดี
“ข้าเอง”
สุรเสียงราบเรียบแว่วดังออกมาจากภายในห้อง
“เข้ามา”
เชียงหว่านโจวจึงเข้าไปข้างใน
ผ่านม่านกั้นเข้าไป เฉินอีกำลังยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน
มีภาพรูปหนึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้าของเขา
เชียงหว่านโจวปรายมองมันโดยไม่รู้ตัวแวบหนึ่ง เห็นเพียงเลือนรางว่าลวดลายบนภาพนั้นซับซ้อนเกินเทียบเทียม ภายใต้ความวุ่นวายแฝงไว้ซึ่งแบบลายเป็นระเบียบที่บรรยายออกมาได้ยาก
เฉินอีกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เพียงนำของมาวางทับกระดาษลวกๆ แล้วเหลือบตาขึ้นมามอง
“มีธุระอันใด”
เชียงหว่านโจวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า
“ฝั่งนายท่านกับองค์ชาย…เหมือนจะมีอันใดบางอย่างไม่ถูกต้อง”
ถ้าแค่วันเดียวก็แล้วไปเถอะ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ออกมา ยิ่งไปกว่านั้น การเคลื่อนไหวขององค์ชายช่างชวนให้กระวนกระวายใจโดยแท้
เฉินอีส่ายศีรษะ
“นายท่านอยู่กับองค์ชาย ไม่จำเป็นต้องกังวล”
เชียงหว่านโจวที่กำลังจะเอ่ยปากพูดพลันหยุดชะงัก
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็กล่าวว่า
“เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน ประตูสวรรค์ก็จะปิดลงแล้วหนา”
ฝนภูเขาตั้งเค้า ลมกระหน่ำพัดทั่วหอสูง[1]
พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้เย็นเยียบกว่าแต่ก่อนมาก บรรยากาศเองก็ตึงเครียดกว่าเดิมไม่ต่างกัน
เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนรอให้วันนั้นมาถึง
สีหน้าเฉินอีไม่เปลี่ยนแต่อย่างใด ทำเพียงพยักหน้า
“เร็วจริงๆ นั่นล่ะ…นายท่านกับองค์ชายวางแผนกันไว้แล้ว พวกเราไม่ต้องไปกังวลหรอก ว่าแต่เจ้าเถอะ ช่วงนี้เป็นอย่างใดบ้าง”
เชียงหว่านโจวนวดหว่างคิ้ว
“ทุกอย่างราบรื่นดี”
เฉินอีดูจะไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ผนึกนั่นถูกขจัดออก พลังของไอเย็นภายในร่างของเชียงหว่านโจวก็ถูกเขาดูดกลืนซึมซาบไปจนหมดสิ้น แล้วบุกทะลวงสู่ผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ในคราเดียว
“ขอรับ”
เชียงหว่านโจวตอบรับคราหนึ่ง จากนั้นก็นึกอะไรบางอย่างได้จึงเม้มริมฝีปากน้อยๆ เอ่ยว่า
“ได้ยินว่า…วันที่ประตูสวรรค์ปิดลง เสินสื่อทุกคนจะปรากฏตัว ถึงตอนนั้น เสินสื่อลำดับที่หนึ่งแห่งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะ…”
“เขาออกมาแล้ว”
เฉินอีก้มศีรษะลง แล้วกวาดตามองรูปภาพที่อยู่ตรงหน้า
เชียงหว่านโจวถึงกับตื่นตกใจ
“อันใดนะ! แล้วเหตุใดด้านนอกนั่นถึงไม่มีข่าวอันใดเลยเล่า”
ระยะนี้เขาคอยใส่ใจสืบข่าวมาโดยตลอด ทว่าไม่เคยได้ยินข่าวลืออะไรที่เกี่ยวข้องกันเลย
มุมปากของเฉินอียกขึ้นเป็นเส้นโค้งเบาบาง ลึกลงไปในนัยน์ตาเรียวยาวไร้อารมณ์คู่นั้นราวกับมีประกายแสงสลัววูบผ่าน
“เขาไปที่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าย่อมไม่รู้อยู่แล้ว”
เชียงหว่านโจวพลันเข้าใจขึ้นมาทันใด ทว่าพอได้ยินคำว่า ‘ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์’ สามคำนี้ก็เหลือบมองไปทางเฉินอีด้วยแววตาลังเลอยู่หลายส่วน
“แล้ว…ท่านคิดจะไปตอนนั้นหรือ”
การเคลื่อนไหวของเฉินอีหยุดชะงัก ทว่ามิได้ตอบคำถามของเขาแต่อย่างใด หากแต่ถามกลับไปว่า
“ซื่อจิงยังอยู่ที่สระอัสนีบาต?”
เชียงหว่านโจวพยักหน้า
“ก่อนหน้านี้ยังกลับมาทุกวัน แต่ตั้งแต่สามวันก่อน เขาก็อยู่ที่นั่นตลอด ยังไม่ได้กลับมา”
“สมควรแล้ว”
เฉินอีกล่าว
เชียงหว่านโจวไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
…
ซูจิ้งมุ่งหน้ากลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของค่ายกลสีน้ำฟ้าอ่อนอีกคราพร้อมเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันแน่น
แรงกระเพื่อมแปลกประหลาดเมื่อครู่หายไปแล้ว
ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
แต่นางรู้ดีแจ่มแจ้งว่ามันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่!
ซูจิ้งอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก
ค่ายกลอันนี้แปรปรวนไปมาพิกล มักเกิดปัญหาขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้นางรู้สึกเหมือนโดนปั่นหัวเล่นอยู่เสมอ
ครั้นคิดถึงท่าทีก่อนหน้านี้ของเสินสื่อลำดับหนึ่งและเสินสื่อลำดับสองแล้ว นางก็ยิ่งโมโหมากกว่าเก่า
จนถึงตอนนี้ นางมิอาจไม่ยอมรับว่า พึ่งพาเพียงแค่พลังของตัวนางเองนั้นไม่มีทางแก้ไขปัญหาข้อนี้ได้!
คิดมาถึงตรงนี้ นางก็ตัดสินใจแน่วแน่ ก่อนจะหมุนกายเตรียมจากไป
ไม่ใช่แค่ค่ายกลอันนี้เท่านั้น ยังมีจั่วเสินเจียงอีก…
แม้ตัวนางเองจะรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อยากจะลองยืนยันด้วยตัวเองดูสักคราอยู่ดี
…
ฟากอวี้เชียนนั้นอยู่ที่ภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์
ตั้งแต่ถูกเสินสื่อลำดับหนึ่งลงโทษต่อหน้าชาวประชาไปครั้งก่อน นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาข้างนอก
อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในภูเขาล้วนรับรู้ได้ว่าอารมณ์ของเขาเย็นยะเยือกอึมครึม ต่างก็ไม่กล้าเข้าใกล้ พากันหลบเลี่ยงไปไกลๆ
อวี้เชียนเดินทอดน่องในป่าเพียงผู้เดียว
เขาเดินไปพลางคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะนี้
สำหรับเรื่องของเสินสื่อลำดับหนึ่ง หากถามใจเขาย่อมยังมีความโกรธขึ้นและไม่ยินยอมอยู่หลายส่วน
จะพูดอย่างไรเขาเองก็เป็นถึงเสินสื่อลำดับสอง แม้ฐานะตำแหน่งจะต้อยต่ำกว่าเสินสื่อลำดับหนึ่งอยู่บ้าง แต่การคุกเข่าต่อหน้าฝูงชนสามวันสามคืนเช่นนั้น จะให้ในใจของอวี้เชียนไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไร
หลายปีมานี้ เสินสื่อลำดับหนึ่งไม่ทำอะไรเลย เรื่องเล็กใหญ่ภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นเขาจัดการด้วยตัวเองจนหมดสิ้น
ผลลัพธ์กลายเป็นว่าแค่เพราะเขาถามมากเพียงประโยคเดียว เลยต้องมารับโทษทัณฑ์เช่นนี้!
แววตาของอวี้เชียนยิ่งจมดิ่งลึก
[1]ฝนภูเขาตั้งเค้า ลมกระหน่ำพัดทั่วหอสูง อุปมาถึง บรรยากาศตึงเครียดก่อนสงครามจะปะทุขึ้น