ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2418 วันนี้
ตอนที่ 2418 วันนี้
………………..
เสินสื่อลำดับที่สองอะไรนั่น ไม่ได้บอกว่าเมื่อก่อนที่นี่คืออาณาเขตของบรรพบุรรุษอี้หลิงหรอกหรือ?
หากโหมวเจินจะบูชาบรรพบุรุษ ไยจึงมาที่นี่เล่า
เมื่อเห็นถวนจื่อมีท่าทีตื่นตระหนก โหมวเจินจึงเอามือก่ายหน้าผากอย่างจนปัญญา
“ถวนจื่อ อย่าคิดมากไปนัก บรรพบุรุษของไท่ซวีเฟิ่งหลงก็สิ้นชีพที่นี่เช่นกัน”
“อ๊ะ โอ้ อ๋อ! เช่นนี้นี่เอง!”
ถวนจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ และรู้สึกโล่งอกอยู่ในใจ
แต่เมื่อใคร่ครวญอีกครั้ง คิ้วนางก็ขมวดมุ่นอีกแล้ว
“แต่…ข้าอยู่ที่นี่มานานแล้ว และดูเหมือนว่า ข้าจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของตระกูลไท่ซวีเฟิ่งหลงเลย”
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังของตระกูลหงส์ทองคำ หากโหมวเจินไม่เอ่ยปาก นางคงไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้
สีหน้าของโหมวเจินชะงักไป จากนั้นก็ฝืนยิ้มที่มุมปาก เผยให้เห็นถึงรอยยิ้มที่ไม่มีความจริงใจอยู่เลย
“นี่มัน…ข้ารู้แล้ว”
ถวนจื่อเห็นว่าท่าทีของเขาค่อนข้างแปลก จึงเอามือพาดไว้ข้างหลัง แล้วใช้ปลายเท้าลากบนพื้นดินเบาๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“ท่านปู่โหมวเจิน ข้า… พูดอันใดผิดไปหรือไม่?”
ดูเหมือนว่านางจะพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ควรพูดเสียแล้ว
โหมวเจินนิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นก็แย้มยิ้มและส่ายหน้า
“ไม่หรอก เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า อย่าได้เก็บมาใส่ใจ”
ถวนจื่อ “อ๋อ” ออกมาหนึ่งเสียง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
แม้นางจะยังละอ่อน แต่กลับหลักแหลมและไวต่อความรู้สึก เมื่อสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของโหมวเจินดูไม่ค่อยปกติ นางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรมากนัก
“ใช่!”
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดของนางคือการเปิดเส้นชีพจรที่เก้า
ดวงตาของโหมวเจินเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ดีมาก…”
แท้จริงแล้วเขาเองก็ได้เปิดเส้นชีพจรที่แปดแล้ว
เดิมทีมีโอกาสที่จะได้เปิดเส้นชีพจรที่เก้า ทว่าน่าเสียดายที่เกิดเรื่องราวมากมายในปีนั้น จึงทำให้ต้องล่าช้าออกไป
ทุกวันนี้การเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นไม่ง่ายนัก เขาจึงไม่อยากเพ้อฝันถึงสิ่งอื่นใดอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นถวนจื่อ เขารู้ดีว่านางมีความหวังที่จะเปิดเส้นชีพจรที่เก้า
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ เขาก็อดที่จะรู้สึกตื้นตันไม่ได้
ถวนจื่อถามอย่างใคร่รู้
“ท่านปู่โหมวเจิน ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร เสินสื่อผู้นั้นยินยอมให้ท่านเข้ามาหรือ?”
นี่มันน่าประหลาดใจเสียจริง
ต้องเข้าใจว่านอกจากอาเยว่แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้ามายังที่นี่ได้ตามปรารถนา
เสินสื่อท่านอื่นก็เป็นเช่นนี้
โหมวเจินพยักหน้า
“ใช่ แต่ว่าข้าก็ควรออกไปแล้ว”
ความผิดหวังเล็กน้อยทะลักขึ้นมาในใจของถวนจื่อ เพราะการอยู่ที่นี่คนเดียวมันน่าเบื่อหน่ายเกินไปสำหรับนาง
หลังจากทะเลาะกับปีศาจแดง มันก็ไม่กลับมาอีกเลย
ที่แห่งนี้เหลือเพียงนางคนเดียวเท่านั้น
“แล้ว…ท่านปู่โหมวเจิน ตอนนี้อาเยว่เป็นอย่างไรบ้าง”
นางรู้ว่าขณะนี้อวี้เชียนกำลังเฝ้าดูนางอย่างใกล้ชิด
หากมองเผินๆ ดูเหมือนว่าระหว่างนางกับอาเยว่จะไม่มีพันธะสัญญาใดใด แล้ว เช่นนั้นแล้ว การไปในตอนนี้จะทำให้เกิดความสงสัยอย่างแน่นอน
โหมวเจินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
“ข้าเองก็ไม่ได้เจอนางมานานแล้ว แต่นางก็คงสบายดีกระมัง”
นางได้เข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ไม่ว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไร นางก็อยู่ในตำแหน่งสูงสุดแล้ว และดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
ถวนจื่อกัดปาก รู้ดีว่านางคงไม่ได้อะไรจากโหมวเจิน
“ชะ…เช่นนั้นก็ดี…”
ฟิ้ว
ทันใดนั้น ก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นมาจากข้างกายถวนจื่อ
นางมองลงมาด้วยความประหลาดใจ และดวงตาของนางก็เบิกกว้างเหมือนกับองุ่นดำ
อยู่ๆ เมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ก็งอกใบที่แปดขึ้นมา!
เพียงแค่ชั่วขณะนั้น!
เกือบจะในเวลาเดียวกัน นางก็รู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งภายในร่างกายของนาง และพายุก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถวนจื่อตื่นตะลึงและมองไปยังทางใดทางหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
เกิดอะไรขึ้นกับอาเยว่กันแน่
เหตุใดศักยภาพของนางถึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน!
…
มีเพียงเสียงฉินเท่านั้นที่ยังดังอยู่ข้างหูของฉู่หลิวเยว่
ทำนองนั้นดูเหมือนจะมาจากกาลอวกาศที่ห่างไกลยิ่ง และคล้ายว่ามันจะลอยขึ้นมาจากส่วนลึกที่สุดของร่างกายนาง
ส่วนมืออีกข้างถือตัวหมากรุกเอาไว้
ดวงตาของนางสะท้อนแสงเปล่งประกายที่ส่องลงบนกระดานหมากรุก
นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว
นางกัดฟันกรอดแล้ววางตัวหมากรุกในมือลง
ป๊าบ…
ทันใดนั้น พลังปราณรอบข้างก็พัดพาเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง!
ดวงตาของฉู่หลิวเยว่ทั้งมืดมิดและสว่างสุกใส จ้องมองอย่างไม่กะพริบตา
พลังทั่วร่างของนางแทบจะหมดสิ้นแล้ว ขณะนี้ นางอยู่ในภาวะใช้พลังเกินตัว ซึ่งต้องพยายามประคองเอาไว้โดยอาศัยความมุ่งมั่นสุดท้าย
ทว่าภายใต้ความลึกลับนั้น เมื่อไรก็ตามที่นางคิดว่าตนเองกำลังล้มลง ก็จะมีพลังพลุ่งพล่านออกมาจากร่างกายของนางเสมอ
นั่นคือพลังที่เก็บสะสมอยู่ในทุกส่วนของร่างกายนางมาเป็นเวลายาวนาน
จะเห็นได้ว่าขณะนี้นางถูกบีบบังคับจนสิ้นหนทางแล้ว!
ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งทางออก มีเพียงทางเลือกเดียวคือต้องตอบโต้!
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เม็ดไข่มุกธาราอันสง่างามในตำแหน่งตันเถียนของนางยังไม่เคยเกิดการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
หากนางมีพลังนี้คอยค้ำจุน นางคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้…
แต่ว่า…นางไม่มี
ด้วยเหตุนั้น ฉู่หลิวเยว่จึงทำได้เพียงแสวงหาพลังที่ยังเหลืออยู่อย่างสุดกำลัง และรวบรวมเนื้อเพลงฉินชุดที่สามเข้าด้วยกันทีละนิด!
ความรู้สึกอ่อนแรงถาโถมเข้ามาเป็นระยะๆ และเสียงฉินก็แทบจะทำให้แก้วหูแตก
เฉพาะภายในตำแหน่งตันเถียนเท่านั้น เนื้อเพลงฉินสองชุดแรกที่ถูกผสานเข้าด้วยกันก็ยังคงเงียบสงัด โดยไร้ซึ่งการตอบสนองใดใด
มีเพียงแสงสว่างสุกใสที่ส่องประกายอย่างเงียบงัน
…
ณ ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
เอี๊ยด…
ประตูใหญ่ถูกเปิดออก เงาร่างสูงสง่าเดินออกจากห้องไป
เขาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรสีน้ำเงินเทา ย่างเท้าเนิบช้าด้วยบุคลิกสงบเยือกเย็น ขณะกำลังเดินไปยังห้องโถงหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่เร่งรีบ
………………..